ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ : บทส่งท้าย

ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ : บทส่งท้าย

โดย : วิตต ตุลยธัญ

Loading

เมื่อความตายไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการแชร์ร่าง! ‘ณดา’ ต้องรับภารกิจเป็นร่างทรงไทม์แชร์ให้สองวิญญาณข้ามฤดูหนาวและฤดูร้อน ในนวนิยายแฟนตาซี-ฟีลกู๊ด ‘ฤดูร้อนเป็นของเขา ฤดูหนาวเป็นของเธอ’ โดย วิตต ตุลยธัญ อ่านเลย

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่ลอดผ่านม่านโปรงสีขาวค่อยๆ ปลุกณดาให้ตื่นขึ้น ลมหนาวที่พัดผ่านมาทางหน้าต่างระแนงไม้ทำให้ร่างบางของหญิงสาวหนาวสั่นแม้จะอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา แต่เมื่อหญิงสาวหันไปเห็นร่างชายหนุ่มที่อยู่ข้างกาย เธอก็ค่อยๆ เปรยยิ้มออกมา

ใบหน้าของคิรินในยามหลับดูสงบสุขเหมือนเด็กน้อย เมื่อคืนเขาคงทำงานจนดึกเหมือนเคย ณดาใช้มือสางเส้นผมยุ่งๆ บนหัวชายหนุ่มเบาๆ ในใจนึกอยากเบียดตัวเข้าไปกอดร่างคนรักให้คลายหนาว แต่ในตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวภายใต้ผ้าห่ม

เด็กหญิงผมม้าตัวน้อยมุดหน้าออกมาจากผ้าห่มตรงช่องว่างระหว่างณดากับคิริน

“แม่มาเบียดมินตาทำไมคะ” เด็กหญิงวัยห้าขวบพูดด้วยเสียงงัวเงีย

“แม่ขอโทษนะจ๊ะ แม่ไม่ได้ตั้งใจ”

เด็กหญิงขยี้ตาก่อนจะยิ้มให้แม่ “เช้านี้กินข้าวเสร็จแล้ว แม่พาหนูไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหน่อยได้มั้ยคะ”

“ได้สิจ๊ะ” ณดายิ้มกว้างให้เด็กหญิง “วันนี้มินตาอยากช่วยแม่ทำอาหารเช้าด้วยกันมั้ยจ๊ะ แม่กำลังคิดว่าจะทำแพนเค้กอยู่พอดีเลย เมื่อคืนพ่อน่าจะนอนดึก เดี๋ยวเราปล่อยให้พ่อเขานอนไปก่อนก็แล้วกัน”

“เย้ๆ ทำค่ะ หนูอยากกินแพนเค้ก” เด็กหญิงตอบด้วยเสียงกระตือรือร้น

 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ณดาก็พาเด็กหญิงออกมาที่สนามเด็กเล่นตามสัญญา

ณดายังจำวันแรกที่มาที่บ้านชมดาวในฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อนได้ดี เธอตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น แต่หญิงสาวไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งสถานที่แห่งนี้จะกลายมาเป็นบ้านของเธอ

ห้องบอลรูมที่ณดาออกแบบคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ณดาได้รับงานออกแบบตกแต่งภายในอีกหลายงาน ณดาตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทสาขาออกแบบภายในตามที่ตั้งใจไว้ ตอนนี้ณดาเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบเล็กๆ ของตัวเองที่มีพนักงานอยู่ห้าคน ถึงจะไม่ใช่กิจการใหญ่โตอะไรแต่ก็เป็นงานที่ณดารัก

สิ่งหนึ่งที่ณดาชอบที่สุดในงานนี้คือการที่เธอได้ทำงานร่วมกับคิริน ลูกค้ามักจะจ้างงานทั้งสองคนคู่กันอยู่เสมอ คิรินรับหน้าที่เป็นสถาปนิกส่วนณดาก็รับผิดชอบงานออกแบบตกแต่งภายใน ตอนนี้พวกเขาจึงเป็นทั้งคู่ชีวิตและคู่คิดในการทำงานไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าบางครั้งทั้งสองคนจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยทะเลาะอะไรกันรุนแรง (เพราะคิรินมักจะเป็นฝ่ายยอมณดาแทบทุกครั้ง)

ทุกวันนี้ณดายังติดต่อทุกคนที่โคโค่วิลล์อยู่เป็นประจำเหมือนเป็นครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง ทุกฤดูร้อน ครอบครัวของณดาจะเดินทางไปพักผ่อนที่ชุมพรจนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ทุกครั้งณดาจะได้เจอกับเจณิสตาที่โตเป็นสาวขึ้นทุกปีที่กลับมาจากแคนาดา เจณิสตากับมินตาสนิทสนมกันราวกับพี่น้องที่คลานตามกันมา และตอนนี้ศศิธรกลายมาเป็นเพื่อนใหม่ของณดาอีกคนไปแล้ว หลังจากที่ขายที่ดินมรดกได้เรียบร้อย ศศิธรก็แก้ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจที่แคนาดาได้สำเร็จและไม่มีอะไรต้องห่วงอีกต่อไป

ชีวิตของณดาในตอนนี้ดีเกินกว่าที่เธอเคยคิดฝันเอาไว้มากมายเหลือเกิน ที่จริงมันอาจจะเป็นชีวิตที่รอคอยเธอมาตลอดอยู่แล้วก็ได้ แต่เป็นเธอเองที่ไม่เคยกล้าพอที่จะก้าวไปหามันเพราะมัวแต่ปล่อยให้ความกังวลมาฉุดรั้งเธอเอาไว้

แม้ว่าความกังวลจะยังแวะเวียนเข้ามาทักทายณดาอยู่เป็นระยะ แต่ทุกวันนี้ณดามองความกังวลเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ มากกว่าจะมองว่าเป็น ‘ศัตรู’

อารมณ์ของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับอารมณ์แต่ละอย่างที่ผ่านเข้ามา เหมือนกับที่เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวไปตามสภาพอากาศในแต่ละฤดู

ตอนนี้ณดาเข้าใจแล้วว่าความกังวลคืออารมณ์อย่างหนึ่งที่พยายามช่วยเธอด้วยการเรียกร้องให้เธอหันมาระวังสิ่งที่อาจเป็นอันตรายกับเธอ ความกังวลเป็นเหมือนระบบสัญญาณเตือนภัยที่ช่วยปกป้องเธอจากอันตรายต่างๆ แต่ถ้าสัญญาณเตือนภัยทำงานมากเกินไป แม้แต่ในตอนที่ไม่มีอันตรายเกิดขึ้นจริง แทนที่จะเป็นประโยชน์ มันจะกลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตแทน

หน้าที่ของณดาคือการรับฟังคำเตือนนั้นอย่างมีสติโดยไม่ปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำการตัดสินใจที่สำคัญในชีวิต ณดาได้เรียนรู้แล้วว่าเธอไม่จำเป็นต้องเชื่อในทุกสิ่งที่ความกังวลพยายามจะบอกกับเธอ และตอนนี้ณดาก็ยังมีเพื่อนคู่คิดอีกคนที่ทำงานร่วมกับความกังวลได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ…ความกล้าหาญ

ทุกครั้งที่ความกังวลทำงานมากเกินไป ความกล้าหาญจะลุกขึ้นมาปลอบโยนความกังวลและมอบความเชื่อมั่นแก่ณดาว่าเธอจะผ่านทุกอย่างไปได้

นอกจากทำงานออกแบบ ณดาก็ยังช่วยรวีดูแลงานโรงแรมที่บ้านชมดาวไปด้วย และสนามเด็กเล่นที่เธอกำลังยืนอยู่กับมินตาในตอนนี้ก็เป็นผลงานออกแบบของณดาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานของเล่นแกะสลักของชาวเขา

มินตาเล่นเครื่องเล่นไปทีละเครื่องด้วยความสนุกสนาน ในตอนนั้นเองที่เด็กสองคนวิ่งเข้ามาในสนามเด็กเล่น ทั้งคู่น่าจะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกับมินตา เด็กชายตัดผมสั้นหน้าตาคมเข้ม เด็กหญิงที่ดูโตกว่าเล็กน้อยไว้ผมยาว ผิวขาวผ่อง ณดาเดาว่าทั้งสองคนน่าจะเป็นพี่น้องกันเพราะโครงหน้าที่เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ณดาไม่เคยเจอเด็กทั้งสองคนมาก่อนแต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกับทั้งคู่อย่างประหลาด

“ขอพวกเราเล่นด้วยได้มั้ย” เด็กหญิงเอ่ยถามมินตา

“ได้สิ” มินตาตอบแล้วจูงมือเพื่อนใหม่วิ่งไปด้วยกัน

ณดามองไปที่ห้องอาหาร ชายหญิงหน้าตาดีคู่หนึ่งส่งยิ้มมาให้เธอ ทั้งคู่คงเป็นพ่อแม่ของเด็กน้อยทั้งสอง พวกเขาน่าจะเป็นแขกของโรงแรมที่เพิ่งเช็กอินเมื่อคืนนี้

“เราชื่อมินตานะ พวกเธอสองคนชื่ออะไรเหรอ”

“เราชื่อหมอก นี่น้องเราชื่อวี”

ความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของหญิงสาว ณดายิ้มกว้างให้เด็กทั้งสอง เด็กชายขยิบตาให้ณดาในขณะที่เด็กหญิงวิ่งปรี่เข้ามาหาเธอ

“คุณน้าเป็นเจ้าของที่นี่เหรอคะ หนูชอบที่นี่จังเลยค่ะ”

ณดาพยักหน้าให้เด็กหญิง “หนูรู้มั้ยว่าคนที่สร้างโรงแรมนี้ขึ้นมาเขาเป็นคนที่เก่งมากเลยนะ”

“จริงเหรอคะ หนูอยากเก่งแบบนั้นบ้างจัง โตขึ้นหนูจะได้เป็นเจ้าของโรงแรมบ้าง”

“น้าเชื่อว่าหนูทำได้แน่นอนจ้ะ” ณดายิ้มให้เด็กหญิงก่อนจะหันไปหาเด็กชาย “แล้วหนูล่ะ โตขึ้นอยากจะทำอะไรจ๊ะ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันฮะ ผมรู้แต่ว่าผมชอบช่วยพ่อปลูกต้นไม้” เด็กชายตอบ

“ถ้างั้นโตขึ้นเรามาสร้างโรงแรมที่ปลูกต้นไม้เยอะๆ ด้วยกันดีมั้ย” เด็กหญิงเสนอไอเดีย

“งั้นขอเราไปเที่ยวโรงแรมของพวกเธอด้วยได้มั้ย” มินตาขอมีส่วนร่วมบ้าง

“ได้สิ” สองพี่น้องขานรับพร้อมๆ กัน

ณดามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แล้วน้ำตาหยดเล็กๆ ก็ซึมออกมาจากดวงตา

“คุณแม่เป็นอะไรไปคะ ร้องไห้ทำไม” มินตาหันมาหาณดาแล้วทำท่าเหมือนจะร้องไห้ตามไปด้วย

“แม่ไม่ได้เป็นอะไรจ้ะ” ณดาตอบ “แม่ก็แค่…มีความสุขมากๆ บางทีเวลาที่คนเรามีความสุขมากๆ เราก็ร้องไห้ได้เหมือนกันนะจ๊ะ”

มินตาทำหน้ามุ่ย เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่อธิบาย

“ตอนนี้หนูยังไม่เข้าใจหรอกจ้ะ แต่เดี๋ยวโตขึ้นหนูก็จะเข้าใจเอง”

มินตาส่ายหัวแล้ววิ่งไปเล่นกับเพื่อนใหม่ทั้งสองอย่างมีความสุข

 

– จบบริบูรณ์ –

 



Don`t copy text!