หญิงวิปริตแห่งนิวออลีนส์

หญิงวิปริตแห่งนิวออลีนส์

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

ย้อนเวลากลับไปในปี ค.ศ. 1832 ด็อกเตอร์หลุยส์และภรรยาคือ เดลฟีน ลาลัวรีซื้อคฤหาสน์หลังงามย่านเก่าแก่ของนิวออร์ลีนส์ ทั้งคู่ได้รับการกล่าวขวัญในวงสังคม ทั้งเรื่องความร่ำรวยและนิสัยใจคอว่าน่าคบค้าสมาคมจนใครๆ ก็อยากคบหาตระกูลลาลัวรี

หลุยส์เซียนาถือเป็นรัฐที่พิเศษกว่าหลายรัฐในอเมริกา ในยุคก่อตั้งประเทศอเมริกา มีชาวฝรั่งเศสอพยพเข้าไปอาศัยในรัฐนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองนิวออร์ลีนส์ ผู้อพยพเหล่านี้นำวัฒนธรรมฝรั่งเศสเข้ามา มีศัพท์ภาษาฝรั่งเศสปะปนอยู่ในสำนวนการพูดจนกลายเป็นเอกลักษณ์

วัฒนธรรมในรัฐหลุยส์เซียนาน่าสนใจมาก เพราะผสมผสานระหว่างพวกที่สืบเชื้อสายมาจากฝรั่งเศสกับชนพื้นเมืองอเมริกาหรืออินเดียนแดง และคนผิวดำ ซึ่งเข้ามาในหลุยส์เซียนาในช่วงการค้าทาสรุ่งเรือง ทาสผิวดำเหล่านี้นำวัฒนธรรมความเชื่อของตนเองมาด้วยเช่นการนับถือลัทธิวูดู สิ่งเหล่านี้เองที่ผสมผสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของรัฐหลุยส์เซียนาและเมืองนิวออร์ลีนส์

คนในรัฐหลุยส์เซียนาบางส่วนยังพูดภาษาฝรั่งเศสตามบรรพบุรุษดั้งเดิมของตนเอง อเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศสที่ผสมกับหลากหลายเชื้อชาติในหลุยส์เซียนาเรียกว่า “ครีโอล”  ซึ่งมาดามลาลัวรีก็คือสาวลูกผสมครีโอลคนหนึ่งในจำนวนนั้น ชาวนิวออร์ลีนส์ต่างนับถือมาดามลาลัวรีเพราะเครือข่ายทางธุรกิจและการแต่งกายที่นำสมัยที่สุดในเมือง

คฤหาสน์เลขที่ 1140 ถนนโรยัลที่พำนักของครอบครัวลาลัวรีเป็นอาคารหรูหราสูงสามชั้น ตัวมาดามเองได้รับการยกย่องว่าทั้งสวยทั้งฉลาด

แต่ภาพอันสวยงามเหล่านี้เป็นเพียงมายาภาพเพียงด้านเดียวของมาดามที่แสดงให้คนภายนอกเห็นเท่านั้น ทำให้ไม่มีใครล่วงรู้ว่าด้านมืดของมาดามสุดแสนจะป่าเถื่อนโหดร้ายและเต็มไปด้วยความคลั่งบ้าวิปริตอย่างร้ายกาจ

มาดามลาลัวรีมีทาสรับใช้นับสิบๆ คน ซึ่งนางปฏิบัติต่อทาสเหล่านั้นอย่างโหดร้ายตลอดเวลา เช่น ล่ามโซ่แม่ครัวไว้กับเตาไฟในครัวที่ใช้ประกอบอาหารนั่นเอง ส่วนทาสคนอื่นๆ ก็ถูกกระทำทารุณอย่างหนักหนาสาหัสไม่แตกต่างไปจากแม่ครัว

ในยุคนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีทาสผิวดำไว้รับใช้ในบ้าน ทาสส่วนมากถูกโขกสับอย่างโหดร้ายไม่เหมือนมนุษย์กระทำต่อกัน เพราะถูกซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาส หากนายงานไม่พอใจก็สามารถขายต่อให้คนอื่น ทาสไม่มีสิทธิ์ในชีวิตตัวเอง เจ้าของทาสหลายคนจึงถือเป็นเรื่องปกติ ที่จะกดขี่ทาสผิวดำให้มีค่าต่ำกว่าสัตว์เลี้ยง แต่เรื่องการปฏิบัติต่อทาสอย่างป่าเถื่อนของนายงานคนอื่นนั้นเทียบไม่ติดกับสิ่งที่มาดามลาลัวรีกระทำต่อทาสในบ้านของตนเองเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่มาดามและสามีทำต่อทาสเหล่านั้นถือว่าเข้าขั้นวิปริตผิดมนุษย์!

เพื่อนบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในบ้านมาดามลาลัวรี เริ่มมีเสียงซุบซิบนินทาว่าทาสในคฤหาสน์มาดามเปลี่ยนบ่อยจนไม่ซ้ำหน้า โดยที่ทาสคนเก่าหายหน้าไปอย่างลึกลับ วันหนึ่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1834 ข้อกังขาทั้งมวลเกี่ยวกับครอบครัวลาลัวรีถูกเปิดเผย และเป็นความจริงที่น่าขนพองสยองเกล้าที่สุด

เปลวไฟเริ่มต้นขึ้นจากในห้องครัว ท่ามกลางเสียงลือหนาหูว่าแม่ครัวเป็นผู้จุดไฟเผาเอง เพราะทนไม่ไหวกับการถูกมาดามลาลัวรีทารุณ จากนั้นเพลิงลามตามห้องต่างๆ ในคฤหาสน์หลังงาม หลังไฟมอดดับ นักดับเพลิงค้นพบความจริงน่าสยดสยอง ซุกซ่อนอยู่หลังบานประตูลับชั้นใต้หลังคา เมื่อเปิดประตูห้องใต้หลังคาเข้าไป ทุกคนตกตะลึงจนตัวชาเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า!

ตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์นิวออร์ลีนส์บี ทาสทุกคนเปลือยเปล่า ส่วนทาสคนไหนที่ไม่ได้อยู่บนโต๊ะที่ใช้ทดลองก็ถูกล่ามกับผนัง บางคนถูกสับลิ้นละเอียด ดวงตาและริมฝีปากถูกเย็บติดกัน หูและจมูกถูกเฉือนขาด ทาสหญิงบางคนถูกกรีดหน้าท้องเปิดอ้า แล้วลากลำไส้ให้มาผูกติดกับข้อมือ

ส่วนทาสหญิงอีกรายหนึ่งถูกยัดปากด้วยขี้ แล้วเย็บปากปิดด้วยเชือก ทาสชายนั้นอยู่ในสภาพที่น่าทุเรศยิ่งกว่า ถูกถอดเล็บมือเล็บเท้าออกหมด ดวงตาถลนออกมานอกเบ้า อวัยวะเพศถูกเฉือนขาด ทาสชายรายหนึ่งถูกเปิดกะโหลกศีรษะ ออกเพื่อเอาแท่งไม้แยงลงไปคนสมอง ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์กระจัดกระจายไปทั่วห้อง ศีรษะและอวัยวะภายในตับไตไส้ม้าม ยัดเขละอยู่ในถังส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง ขวดโหลดองอวัยวะมนุษย์เรียงรายอยู่บนชั้นวาง ถัดไปนั้นคือแส้และกระบองสำหรับหวด ความสยดสยองเกินกว่าจะพรรณนาออกมาได้ครบถ้วน

ทาสเหล่านี้ถูกทรมานอย่างช้าๆ ทีละนิดเพื่อไม่ให้เสียชีวิตทันที ส่วนมากถูกเย็บปากปิดสนิทด้วยเส้นเชือก มือถูกจับโยงไปเย็บติดกับหลายส่วนของร่างกาย หลายคนทนความเจ็บปวดและบาดแผลไม่ไหวก็ขาดใจตาย ส่วนที่ยังไม่สิ้นใจอยู่ในอาการช็อกหมดสติไม่รู้สึกตัว บางคนร้องโหยหวนคร่ำครวญอ้อนวอนหาความตายเพื่อจะไม่ต้องรองรับความวิปริตของมาดามลาลัวรีอีกต่อไป

กลุ่มนักดับเพลิงถึงกับผงะ เมื่อเห็นความสยดสยองเบื้องหน้า จึงรีบนำตัวทาสเหล่านี้ส่งโรงพยาบาลทันที ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่าทาสกี่รายเสียชีวิตระหว่างการถูกทรมานใน “ห้องทรมาน” ของมาดามลาลัวรี แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ ทาสทุกคนเสียชีวิตหลังจากถูกทำร้ายร่างกาย เหลือเพียงไม่กี่รายที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นทาสหญิงนางหนึ่งที่ถูกตัดแขนขาออกจนหมดเหลือแค่ลำตัวด้วนๆ ส่วนทาสอีกรายหนึ่งซึ่งถูกจับยัดลงไปในกรงเล็กแคบเพื่อทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและถูกดัดแขนขาให้บิดเบี้ยวผิดรูปร่างเหมือนปู

หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้อันนำไปสู่การค้นพบห้องทรมาน ผู้คนจำนวนมากในเมืองลุกฮือ ฉวยอาวุธและคบเพลิงจะมาเผาบ้านหลังนี้ หวังจะจับครอบครัวของมาดามใจโหดมาลงโทษ แต่มาดามลาลัวรีและครอบครัวหายไปจากเมืองนิวออร์ลีนส์โดยที่ไม่มีใครพบเห็นครอบครัวนี้อีกเลย บางคนกล่าวว่าครอบครัวนี้หนีไปอยู่ฝรั่งเศส แต่มีข่าวลือว่าครอบครัวนี้ย้ายไปอยู่เมืองเล็กๆ ไม่ไกลจากนิวออร์ลีนส์

พอครอบครัวลาลัวรีหนีไป ก็ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปใกล้คฤหาสน์แห่งนั้น หลังจากช่วยเหลือทาสที่พิกลพิการจากความโหดร้ายทารุณของมาดามลาลัวรีออกไป ฝูงชนที่โกรธแค้นก็บุกเข้าทำลายและปล้นสิ่งของในคฤหาสน์หลังหรู

หลังจากนั้นคฤหาสน์ถูกทิ้งร้างหลายปีจนทรุดโทรม ต่อมามีคนมาซื้อ ขณะที่เจ้าของคนใหม่กำลังซ่อมแซมคฤหาสน์หลังนี้ ตอนรื้อพื้นไม้ออก พบว่าเกลื่อนไปด้วยซากศพและซากกระดูกมนุษย์ นับได้เกือบร้อยศพ

การค้นพบโครงกระดูกเหล่านี้เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งว่า มาดามลาลัวรีนำศพทาสมาโยนทิ้งไว้ใต้พื้นไม้ที่ปูห้อง เพื่อหลบเลี่ยงเงื้อมมือกฎหมาย การค้นพบซากศพและกองกระดูกนำไปสู่อีกคำถามหนึ่งว่า ทาสกี่คนต้องจบชีวิตไปภายในบ้านหลังนี้ด้วยน้ำมือของมาดามผู้อำมหิตจนเป็นที่กล่าวขานเป็นตำนานบทหนึ่งของนิวออร์ลีนส์

 

Don`t copy text!