เมื่อ “ขอบน้ำจรดขอบฟ้า” บนฟ้าและสมุทรไท

เมื่อ “ขอบน้ำจรดขอบฟ้า” บนฟ้าและสมุทรไท

โดย : กฤษณา อโศกสิน

Loading

“หลังม่าน” คอลัมน์ที่จะบอกเล่าถึงชีวิตของตัวละครเด่นๆ ในนวนิยายของ กฤษณา อโศกสิน เป็นเรื่องราวเบื้องลึกที่มีแต่นักเขียนเท่านั้นที่จะสามารถรู้ได้ และนำมาบอกเล่าให้ผู้อ่านชาวอ่านเอาได้เห็นชีวิตด้านหลังม่านของตัวละครเหล่านั้น

เมื่อ พ.ศ.2560 ฉันมีโอกาสได้ลงเรือเดินสมุทรเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยไปกับเรือขนาดเล็กกว่ามาแล้วเมื่อ พ.ศ.2556 ไปแวะแค่สิงคโปร์ ภูเก็ต ค้างบนเรือแค่ 2 คืน จึงไม่เหมือนทริปนี้ที่เป็นเรือใหญ่ พาเราลัดเลาะไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตลอด 9 วัน 9 คืน แวะตามเมืองสำคัญต่างๆของ 3 ประเทศ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส

จึงชวนใจให้เกิดตื่นเต้นเป็นครั้งแรกกับประสบการณ์จากเรือและผู้คนที่ร่วมทางซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันสูงวัย

ครั้นน้องนักเขียนชวนมาเขียนใน ‘อ่านเอา’ จึงนึกขึ้นได้ว่าน่าจะสร้างนวนิยายเบาๆขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง โดยใช้การเดินทางเรือคราวนี้เป็นฉาก ส่งรักโรแมนติคที่เกิดจากการเดินทางท่องเที่ยวออกมาให้ผู้อ่านได้ลองลิ้มชิมรสดูสักครั้ง

พอดีได้ประโยคเด็ด ‘70 ปี มีคนเดียว’ จากพลเอกจงศักดิ์ พานิชกุล ผู้เคยหยิบยื่นหลายโครงสร้างและเนื้อหาให้ฉันเขียนมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น ชื่อ ‘ขอบน้ำจรดขอบฟ้า’ จึงผุดขึ้นมาในสมอง มีเพื่อนฝูงสองสามคนคอยเป็นกำลังใจ เพราะเรื่องนี้คือเรื่องแรกที่ฉันจะลง ‘อ่านเอา ออนไลน์’ มิรู้อนาคตว่าจะสมเจตนาที่มุ่งหมายสักเพียงไร

ต่อจากนั้น จึงปั้นแต่ง ‘ตัวละคร’ ขึ้นมา กะให้สมน้ำสมเนื้อกับบรรยากาศการเดินทางที่ควรจะมีชิงรักหักสวาทตามอัชฌาสัย

แม้เคยลองเขียนตั้งแต่สมัยกระโน้นสามสี่เรื่องจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ลืมความน่ารักน่าเอ็นดูของคู่หญิงชายที่ฉันนำเรื่องจริงของใครบางคนมาเสกเป่า กลายเป็นความเร้าใจแบบของฉัน หากก็ไม่มีวันจะเหมือนเรื่องนี้ ก็ตรงที่สมัยก่อน มักจะนำเอาพระเอกมาเป็นตัวล่อให้ผู้คนติดตาม

ไม่เหมือน ‘ขอบน้ำจรดขอบฟ้า’ ที่ตัวร้ายคือ ‘เจ็ดสิบปีมีหนึ่งเดียว’

แต่ถึงอย่างไร ฉันก็ยังเป็นฝ่ายพระเอกวันยังค่ำ

ด้วยว่า พระเอกเรื่องนี้ฉันเป็นคนเลือกด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่เฟ้นหาชื่อตั้งแต่เช้ายันดึก จึงได้มาสองคำรวมกัน

มีความหมายถึง ‘ห้วงน้ำขนาดใหญ่อันเรียกขานกันว่า ทะเลลึก’ ผนึกด้วยคำว่า ‘ไท’ อันหมายถึง ‘ผู้เป็นใหญ่’ จะได้เหมาะควรกับบุคลิกลักษณะเพื่อนสนิทผู้สุขุมลุ่มลึกของพี่ชายนางเอกที่เรียกเขามาทำหน้าที่ดูแลปู่กับย่าของเพื่อนยามเมื่อจะต้องเดินทางไกลไปกับเรือที่มีทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเส้นทาง รวมทั้งสิ้นอยู่ด้วยกันทั้งบกและน้ำก็ 11 วัน

หายากนะ คนแบบนี้

แต่จะว่าไปทำไมมี ในเมื่อก็ค่อนข้างสมแก่เหตุผลตรงผู้คนมั่งมีมากราย หาเงินหาได้ แต่หาเวลาหายาก ก็มักจะฝากคนไว้ใจให้เดินเรื่องบางอย่างแทนตัว แบบที่ว่า ค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วง

สมุทรไทเพิ่งเรียนสำเร็จปริญญาโท กำลังจะกลับบ้านพอดี แวะทำงานดูแลผู้สูงอายุเพียงแค่นี้ก็หาเป็นไรไม่ ดังนั้นปู่กับย่าของเพื่อนจึงพบเขารอรับอยู่แล้วที่สนามบิน เมืองบาร์เซโลนา อันเป็นเมืองที่เรือเดินสมุทรลำใหญ่จอดรอผู้โดยสาร

จะค่อนข้างกระสับกระส่ายไปตามกันก็ตรงที่ปู่กับย่ากำลังรอหลานสาวคนงามบินข้ามฟ้ามาสมทบเท่านั้น

หลานสาวคนงามที่ฉันเกริ่นไว้แต่แรกว่าเพิ่งมาเกิดหลังจากตระกูลนี้มีแต่ลูกชายตลอดเจ็ดสิบปี

อะไรจะไม่น่าเชื่อขนาดนั้น

แต่ก็มีคนยืนยันว่าเป็นไปได้

สกุลนี้ก็เลย ‘หิว’ เพศหญิง

เมื่อนางเอกเสด็จ…เอ๊ย…ถูกส่งลงมาเกิด…ก็เอาละซี ทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายายต่างก็ตามใจจนแทบเสียคน

ฉันละก็เขียนไปบ่นไปเอาทีเดียว เนื่องด้วยไม่ชอบเลย…พ่อแม่ที่ตามใจลูก กลัวลูก เกรงใจลูกจนไม่ลืมหูลืมตานี่…ถึงไงก็ไม่ชอบ

นั่นยังไง…บ่นยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงแหว

‘ก็แล้วคุณมาเอาหนูเป็นนางเอกทำไม ยังกะหนูอยากเป็นนางเอกของคุณงั้นละ’

ฉันก็เลยเอ็ดกลับไป

‘หยุดได้แล้วน้องบน…ฉันให้เธอเป็นนางเอกน่ะบุญเท่าไหร่แล้ว คอยดูนะ ถ้ายังขืนเถียงฉอดๆกับใครต่อใคร โดยเฉพาะกับพระเอกของฉันด้วยละก็…คอยดู…ฮึ่ม…ฉันจะถอดเธอจากตำแหน่ง…จะได้รู้กันไปว่า ฉันเอามงกุฏเธอออกได้ไหม’

เท่านั้นเอง น้องบนก็เลยเงียบ เดินกลับไปนั่งสงบเสงี่ยมอยู่หลังม่าน

คงเห็นฉันเอาจริง แถมเจ้าตัวยังแอบอิงอยู่กับสามมุข เพื่อนของปันพี่ชายคนโตที่กำลังมาติดพัน

ฉันก็เลยหันไปมองสมุทรไท

ดูเหมือนปราย เพื่อนของเขา ที่ขอให้เขามาดูแลปู่ย่าแทนตัวเองที่มาไม่ได้ จะมี ‘แผน’ ในใจอย่างใดอย่างหนึ่งที่ยังไม่เคยปริปากบอกใคร แท้ๆแล้วก็ไม่พ้น ‘แผนของนักเขียน’ ไปได้

เพราะฉันบอกกับเขาตั้งแต่แรกแล้วว่า

‘นี่นะ ปราย…เพื่อนเธอคนนี้น่ะ เธอจะเก็บไว้ทำไม เอามาเข้าคู่กับน้องบนไม่ดีกว่าหรือ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว’

ปรายก็เลยสนใจ หากก็ยังนิ่งคิด

‘ไทมันจะเอาน้องผมไว้อยู่หรือครับ’

‘อยู่ซีน่า…เธอเคยเห็นฉันส่งตัวละครออกมาแล้วเอาไม่อยู่มั่งไหม’

นั่นเอง ปรายก็เลยยกมือไหว้

‘ตกลงเลยครับคุณ…ผมเองก็วุ่นวายเต็มทน ไหนจะต้องเป็นมันสมองให้พี่ชายคนโต ไหนจะต้องคอยกันน้องสาวไม่ให้ไปคบกับผู้ชายนิสัยไม่ดี…’

แล้วนายสามมุขที่นัยว่าพบกันแบบฉุกเฉินนี่ล่ะ นิสัยดีไหม’ ฉันไล่เลียงสืบไป

‘ไม่ทราบเลยฮะ…ยังไม่ทราบเลย เพราะนายนี่ติดต่อมาทางพี่ปัน’

ครอบครัวนี้มีลูก 4 คน คนโตชื่อปัน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท มีผู้ช่วยลดหลั่นกันลงมาคือ ปุญ และปราย น้องชายคนที่ 2 และที่ 3

บนฟ้าหรือน้องบนเป็นคนสุดท้อง ทั้งพ่อแม่ปู่ย่า พี่ชายขวนกัน ‘โอ๋’ จนแทบจะเดินไม่เป็น นอกจากเหาะไป

สามมุขคือชายคนล่าสุดที่มาติดพัน จนถึงกับชวนกันมาร่วมวงเดินทางไปกับครูซในคราวนี้

หากก็กลายเป็นที่พะอืดพะอมของผู้ร่วมทางโดยเฉพาะย่ากับชายหนุ่มท่าทางมีมาดเพื่อนของปราย ผู้ถูกเกณฑ์มาให้เป็นผู้พิทักษ์ความปลอดภัยแก่บุพการีและน้องสาว

ทีนี้ก็เอาละซี

เพราะปู่ก็ดูจะถือหางข้างสามมุขเป็นอันมาก

แต่จะยากกระไรนักสำหรับฉัน

นักเขียนหัวเราะลั่นอยู่ในใจ

ปัทโธ่…เธอยังรู้จักฉันน้อยไป พ่อสามหน้า

เอาเถอะ…จะปล่อยเดชานุภาพขนาดไหนก็ปล่อยได้เลยนะ ฉันไม่ว่ากระไร

แล้วถึงคราวฉันปล่อยมั่ง ก็อย่ารวนละกัน

แต่ฉันจะไม่บอกให้รู้ล่วงหน้าว่าฉันจะดึงไม้เด็ดอันไหนมาปราบเธอหรอกนะ…คราวนี้ ฉันแค่นึกเพียงในใจ

 

บนเรือเดินสมุทรลำใหญ่นี้ เพียบพร้อมด้วยทุกสิ่ง เพียงพอที่จะสนองความต้องการของผู้โดยสารอย่างที่เรียกได้ว่าเต็มอิ่มเลยทีเดียว สมนามทีผู้มาตั้งไว้ให้ว่า ‘เรือสำราญ’

นั่นก็คือ มีทั้งห้องสปา ห้องครัวที่สามารถเข้าร่วมทำอาหารกับพนักงานได้ ห้องนิทรรศการภาพเขียนก็มีให้ชม ห้องสมุดก็มีให้เข้าไปอ่านหนังสือ ห้องออกกำลังหรือฟิตเนส ห้องจิบชากาแฟเปิด 16 น. ห้องกาสิโนให้เล่นการพนัน เลาจน์ สไตล์บรอดเวย์เปิดค่ำ มีเต้นรำ ร้องเพลง โชว์ต่างๆ บูติคขายของปลอดภาษี พวกเสื้อผ้า กระเป๋า น้ำหอม คอสตูม จิวเวลรี่ จะปิดซื้อขายก็ต่อเมื่อเรือเข้าเทียบท่าทุกๆท่า รวมทั้งดาดฟ้าที่มีสระว่ายน้ำใหญ่ให้ผู้โดยสารได้ลงไปแหวกว่ายชื่นอุรา

‘สวรรค์บนเรือ’ ดีๆนี่เอง

ครั้นแล้ว ฉันก็ได้ฤกษ์บรรเลงเรื่องราวตามปากกาและอารมณ์ความรู้สึกพาไป จนพูดได้เต็มปากว่า ผาสุกใจกับบทบาทที่เกิดตามกันไปทั้งบนเรือและบนบกจากการท่องเที่ยวครั้งนี้เป็นที่สุด

เรือออกจากบาร์เซโลนาสู่บาเลนเซีย (Valencia) ราวหนึ่งทุ่ม จะถึงที่หมายในยามเช้าพรุ่งนี้ แต่ขณะนี้ผู้อาวุโสคงเริ่มหิว สมุทรไท-พระเอกของฉันในฐานะผู้ดูแลจึงเอ่ยถามคุณใบบุญ

“วันแรกนี่ไม่ทราบว่าปรายจองห้องอาหารห้องไหนไว้ครับคุณย่า”

“ต้องถามน้องบน” ย่าจึงหันไปทางหลาน “หนูจองห้องไหนไว้ล่ะลูก ไปเรียกปู่มาไป๊” ขณะที่เรือกำลังจะออกนี้…ฉันเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะต้องจัดฉากนิดหน่อย…เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจว่าใครยังอยู่ฝ่ายใคร ดังเช่นปู่ประธานยังอยู่ฝ่ายสามมุข เพราะยังคงชี้ชวนกันชมทะเลใหญ่ตรงหน้าขณะดวงอาทิตย์ใกล้จะลาฟากฟ้า…

หรืออาจถือโอกาสซุบซิบกันเรื่องอื่นก็เป็นได้

เพียงแต่อีกฝ่ายพ้นไป…ย่าก็ลดเสียงเบาลง

“ถ้าน้องบนจะงอนมั่งอะไรมั่งก็อย่าถือสาเขาเลยนะไทนะ”

เห็นหรือยังว่า นักเขียนเริ่ม ‘หาเรื่อง’ แล้วไหมล่ะ

แต่ ‘ตัวละคร’ ก็ยังไม่รู้สึกอยู่ดี

“ไม่หรอกครับ คุณย่าไม่ต้องห่วง” ชายหนุ่มยิ้มพราย นัยน์ตาแลเลยไปยังด้านหลังเรือนร่างโปร่งระหงทรวดทรงสมัยใหม่ แออัดขนัดแน่นด้วยแบรนด์ดังทั่วทั้งกายอย่างมิวายหมั่นไส้

ขณะที่คุณย่าแถมท้าย

“ก็เลี้ยงกันมาอย่างเจ้าหญิง อย่างเจ็ดสิบปีมีคนเดียวนั่นละไท”

พูดจบก็ดูเหมือนว่าย่าก็จะพลอยขำแกมอ่อนใจไปกับคำกล่าว

“ผมก็พอจะทราบเป็นเค้าๆนิดหน่อยครับ” เขาจึงทิ้งท้ายไว้เพียงนั้นเมื่อคนทั้งสามเดินกลับมา

สีหน้าปู่กับสามมุขดูร่ารื่นไปด้วยกัน

ต่อจากนั้น ก็สมุทรไทนั่นเองเป็นผู้พาปู่ย่าเดินเลยไปทางท้ายเรือที่มีห้องอาหารขนาดใหญ่พร้อมดาดฟ้ากว้างยื่นออกไป

“ทำไมไทรู้ล่ะว่า ห้องอาหารเขาอยู่ตรงนี้” ปู่ถามขณะเดินไปด้วยกัน

ฉันก็เลยบอกบทให้บนฟ้ากับสามมุขทำเสียงคิกคักอยู่ข้างหลัง

“ผมก็ดูจากหนังสือคู่มือที่เขาวางไว้ให้ในห้องน่ะฮะ ที่ห้องคุณย่าก็มีครับ มีเอกสารที่เขาออกประจำวันให้เราด้วย จะได้ทราบว่า พรุ่งนี้มีโปรแกรมอะไร ต้องขึ้นบกที่ไหน บนบกนั่น เราจะได้ไปดูอะไรกันมั่ง” สมุทรไทบรรยาย

ไหนๆก็ได้เป็นพระเอกแล้ว จำเป็นต้องทันใจทันการ เนื่องด้วยปรายก็ไว้วางใจ ยอมจ่ายแม้แต่ค่าเดินทางแสนแพง

เพียงแต่ยังสงสัยครันๆเท่านั้นว่า แท้จริงแล้ว ปรายน่าจะอาศัยเขาเพียงแค่ส่งสองผู้อาวุโสลงเรือเท่านั้น

แต่เหตุไฉนจึงเลยมาจนถึงให้ร่วมทางไปด้วยกระทั่งกลับกรุงเทพฯ

ก็น่าหรอก…น่าสงสัย…แต่ก็สงสัยไปก่อน นะไทนะ…ฉันก็เลยกระซิบกับเขา

สมุทรไทหันมาทำสายตาชนิดหนึ่ง ราวจะรู้ทัน

พระเอกของฉันคนนี้ อย่านึกนะ ว่าจะตุ๋นเปื่อยได้ง่าย…ฉันก็เลยมองหน้า สบตา พร้อมยิ้มมีนัย

ส่งตาถึงตา ใจถึงใจกันทีเดียวละ

 

ปู่นั้น…เรื่องสำคัญก็คือหวังในตัวสามมุข เนื่องด้วย หนึ่งรวย สองเป็นชายคนเดียวของตระกูลคนจีนด้วยกัน ‘50 ปี เพิ่งมีลูกคนนี้ ก็เลยเห่อกันสุดๆ’ อาม่าของเขาบอกกล่าวคราวที่พบปู่ในงานเลี้ยงของบริษัท สาม สามมุขเรียนสำเร็จ ‘วิศวกรรมคอมพิวเตอร์’ จากอเมริกาอันเป็นสาขาวิชาที่กำลังจะมาแรงในอนาคต

ครั้นแล้ว สมุทรไทก็เริ่มบริการผู้สูงอายุโดยออกไปตักอาหารมาวางให้ตรงหน้า

ขณะที่บนฟ้ากับสามมุขยังชี้ชวนกันชมพระอาทิตย์ลับขอบน้ำยังไม่เสร็จ จนพระเอกของฉันได้แต่นึกในใจ

‘ราวกับในโลกที่น้ำทะเลต่อกับท้องฟ้ามี ‘มัน’ กับ ‘หล่อน’ เพียงสองชีวิต’

เห็นหรือยังว่า…ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยที่ฉันเฟ้นมาได้คนนี้

เล่นด้วยยาก

จนกระทั่งได้ยินเสียงใสๆของหญิงสาว

“เดี๋ยวขึ้นไปเปิดไวน์จิบกันดีไหมพี่สาม ดีไหมคะปู่” หล่อนหมายถึงไวน์ที่อยู่ในถังน้ำแข็งกลางโต๊ะรับแขกของทุกห้อง จัดไว้ต้อนรับผู้โดยสาร

“ดีซี ทำไมจะไม่ดี ก็สามกับไทยังไม่รู้จักกันเลยใช่ไหม”

แต่สมุทรไทตอบปู่โดยฉันยังไม่ทันบอกเขา

“มาเที่ยวนี้ด้วยความบังเอิญมากกว่ามังฮะ ที่จริงผมกำลังเตรียมจะกลับบ้านอยู่แล้วเหมือนกัน ก็พอดีปรายโทร.บอกเรื่องคุณน้องมาไม่ทัน เขาเป็นห่วงน่ะครับ เลยเกณฑ์ผมมา…คือเราเคยขอความช่วยเหลือกันได้…ก็ช่วยกันน่ะฮะ”

“เนื้อของเขาอร่อยนะ น้องบน” นายสามมุขนั่นเองทะลุกลางปล้องขึ้นมา

ซึ่งที่จริงก็ฉันคนเดียวที่หาทางให้ผู้อ่านรู้จักเขาในพริบตาว่า นายนี่เป็นคนอย่างไร…นั่นก็คือ ส่งนิสัยไม่สมประกอบออกมาโดยพลัน แถมปั่นหัวให้สองชายกลายเป็นคู่ชิดคู่ชกกันทันทีที่ปะหน้า

จะได้ไม่เสียเวลาบรรยายยาว

แต่น้องสาวเพื่อนนั่นซีที่พลอยผสมโรง

“มีน้ำพริกติดมาด้วยใช่ไหมย่า”

แม้ว่าฉันเป็นคนยุเองแท้ๆ แต่พอแลเห็นสมุทรไททำท่าเดือด ฉันก็ได้แต่เห็นใจเขาขึ้นมาจนต้องบอกปู่ย่าให้เอาใจ

ย่าก็เลยตอบเชิงไกล่เกลี่ย

“จ้ะ…มันก็ต้องมีกันมั่งนั่นแหละจริงไหมไท ก็ย่าไม่ชินกับอาหารฝรั่งสักเท่าไหร่นี่นา น้องบนก้อ”

ฝ่ายปู่ก็ช่วยจูงเรื่องให้ดีงาม

“แต่ของกินที่นี่เขาก็ดีนะ…ปู่ชอบ…ไทล่ะ ชอบไหม”

ครั้นแล้วจึงหันไปทางสามมุข

“ไทเขาเป็นเกลอกับปราย พี่ชายคนเล็กน้องบน คบกันมาตั้งแต่อยู่ประถมมัธยม แล้วยังตามกันไปเรียนอังกฤษ แต่เรียนคนละสาขา ปรายเรียนวิศวะ ไทเรียนโบราณคดี”

ฉันก็เลยยุให้สามมุขขยายขี้เท่อ

“โบราณคดีนี่ใช้ทำอะไรได้ไหม…”

ตายแล้ววว…นี่ฉันกะให้ขยายอย่างเบาๆเหมือนเขย่าลูกกรงเท่านั้นนา ไม่ได้กะให้เขย่าเหมือนเขย่าลูกเต๋าหรอกนะจ๊ะ

แต่นายนี่ไม่ฟังเสียงร้องจากหลังม่าน ยังคงขยายความสืบไปให้ทื่อยิ่งขึ้น

“ผมว่า…ถ้าให้ผมเรียน ก็คงหลับทุกชั่วโมงมากกว่า”

มียิ้มพริ้มพรายผุดขึ้นบนริมฝีปาก ‘ลูกคู่’ ผู้กำลังใช้กระดาษเช็ดปากซับความมัน ขณะที่ย่าขัดขึ้น

“แต่ฉันว่าเป็นวิชาที่ดีนะสาม”

ฉันละก็ตบมือดังๆอยู่หลังม่านเลยเชียวทันทีที่ได้ยิน ‘ย่าของฉัน’ หรือ ‘ฉันของย่า’ กล่าววาจาอันสุนทรีย์

“ทำให้เรารู้เรื่องราวของมนุษย์ไม่ว่าสมัยไหนได้รอบโลก เพียงแต่มันคนละงานกับเครื่องยนต์กลไก”

ไม่ตบมือให้ย่าเมื่อนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะให้เมื่อไหร่

ในเรื่องราวที่ฉันบรรยายส่วนใหญ่…ฉันมักจะเฟ้นหาผู้สูงวัยเฉลียวฉลาด ทันสมัยมาเข้าฉาก จะได้ช่วยให้เรื่องค่อนข้างยากง่ายขึ้น

 

ในที่สุดก็ถึงบาเลนเซียอันเป็นแคว้นใหญ่ลำดับที่ 3 ของสเปน เข้าชมโบสถ์อันเสกสร้างอย่างวิจิตรพิสดารแห่งศตวรรษที่ 14 ที่แม้แต่สามมุขและบนฟ้าผู้ทำท่าราวนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่สนใจศิลปะก็ยังถึงแก่ตะลึงแลลาน

ปู่เองยังหลุดปากยืนยันออกมาว่า ยังกับ ‘ซากราดา ฟามิเลีย’ ที่บาร์เซโลนา

“แค่ผ่านก็ยัง…ติดตาไม่หาย”

คิดดู ปู่ประธานอายุ 77 ยังออกปาก

สมุทรไทจึงถามอย่างดีใจ

“จริงหรือฮะ ผมน่ะนึกว่าคุณปู่ไม่ชอบ”

“ชอบซี ทำไมจะไม่ชอบ แต่เวลามันจำกัดก็เลยมาดูโบสถ์นี่แทน” เขาหมายถึงก่อนขึ้นเรือสมุทรไทพาเขาและย่านั่งรถชมเมืองมาแล้วทุกถนน

“ที่บาร์เซโลนาเป็นมาสเตอร์พีซของแอนโตนี เกาดี ครับ”

“นี่ก็มาสเตอร์พีซ” ปู่ยืนยันตาตนเอง

ฉันก็เลยค่อยโล่งอก เมื่อได้ยินสมุทรไทกล่าวต่อ

“อือ คุณปู่ตาแหลมมากเลย”

“ฝีมือสุดยอดขนาดนี้ไม่ตื่นเต้นได้ไง”

“ก็สร้างตั้งแต่สมัยโรมันนี่ครับ…” เขาก็เลยเล่าต่อ “บาเลนเซียเป็นอาณานิคมของโรมันตั้งแต่ 137 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษโน่นเลยละครับ”

หลักฐานเรื่องนี้ ฉันก็ได้มาจากคำบรรยายในหนังสือคู่มือที่เขาแจกไว้ในห้องนี่แหละ เพียงแต่ปู่ย่าคงคร้านจะเปิดอ่าน เพราะฉันกำหนดไว้แล้วนี่ว่าให้พระเอกแสดงตัวเป็นนักโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์ จะได้เฆี่ยนสามมุขให้ชักดิ้นชักงอไปเลยไง

แต่สาวสวยก็ยังไม่วายเป็นเด็ก เลยทำเสียงเย้ยหยันเมื่อแกล้งหันไปพยักพเยิดกับพี่ชายวิศวกร

“อื้อฮือ…นานจังเลยเนอะ พี่สาม”

ข้างพระเอกของฉันจะยอมแพ้ก็หาไม่จึงย้อนเอาว่า

“ก็โบราณสถานทุกแห่งไม่ได้สร้างจากน้ำลายนี่นาน้อง ถ้าสร้างจากน้ำลายละก็ไม่นาน”

โดยพลัน สีหน้ายิ้มพราย เพราะได้เหน็บแนมเป็นต่อก็เปลี่ยนเป็นเม้มริมฝีปาก สะบัดหน้า

ทั้งปู่และย่าก็เลยตกใจ ย่าได้แต่กระตุกแขนหลานสาว

“น้องบน หนูก็…ฟังพี่เขาเล่าซีลูก ทำไมต้องขัดคอ”

หลานสาวก็เลยงอนป่องๆเดินจากไป ทำท่าจะออกจากประตูโบสถ์ ย่าจึงบอกออมเสียงอย่างเกรงใจ

“น้องบนนี่ก็ไม่ได้ ผิดหูนิดเดียวเตรียมผิดใจ แต่ไทก็อย่าถือน้องเลยนะ…มันยังเด็กอยู่เลย ถึงจะยี่สิบสามแล้วก็เถอะ”

“เอาเถอะๆ” ปู่โบกมือ “นึกเสียว่ามากับเด็กก็แล้วกัน เด็กไม่รู้จักโต…เอาแต่ใจตัวเอง…ไทมาด้วยคราวนี้ก็ขอบใจมากแล้ว แต่เรื่องเสียดสีกระแนะกระแหนกันละก็…ขอไว้เลย…อย่าไปยั่วมันอีกนะไท น้องบนนี่ไม่ได้ งอนที่หนึ่ง”

“ครับผม” ชายหนุ่มก็เลยตอบรับ หากแววตากลับรู้สึกสนุก

จึงต้องบอกกล่าวเล่าล่วงหน้าไว้เลยทีเดียวว่า ทั้งบนบกและบนเรือ บนฟ้ากับสามมุขจะต้องแผลงฤทธิ์สลับกันไปตลอดโดยไม่เลือกเวล่ำเวลาไม่ว่าจะถึงเมืองไหน

แต่วิธีการที่งอนและงัดข้อกันซึ่งฉันต้องตกแต่งให้พอเหมาะพอดี จะได้ไม่น่าเกลียดจนพระเอกรับไม่ไหว ก็จำเป็นต้องบิดพลิ้วให้แตกต่างกันไปตามเหตุการณ์

ผู้อ่านต้องตามอ่านเอาเอง แต่รับรองว่า ไม่ผิดหวัง

เพราะฉันก็ยังไม่ลืมเรื่องราวแบบพ่อแง่แม่งอนอย่างสมัยก่อนที่มิรู้ว่าบัดนี้แต่ละเรื่องยังคงพอจะอ่านได้หรือเชยเกินไปจนอ่านไม่ไหวหรือไม่

แต่ในการเดินทางไปบนทะเลสลับกับขึ้นบก รวมทั้งหมด 9 วัน 9 คืน พาผู้อ่านชมเมืองบนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้ง 9 เมืองในทริปนี้ คลุกเคล้ากันไปกับบทบาทของนางเอกพระเอกและผู้ร้ายพระรอง รวมทั้งผู้สูงอายุอีกสองท่านที่ฉันถือว่าสำคัญไม่น้อยไปกว่าหนุ่มสาว…ฉันก็ใคร่ให้ผู้อ่านลองลิ้มชิมรสเช่นกันว่า จะหวานมันแกมคาวประมาณไหน

หลังจากเดินทางไกลร่วมกันทั้งห้าชีวิต…ใครหนอที่จะสามารถพิชิตใจใครได้เด็ดขาด

ฉันจะลองหยิบยกฉากหนึ่งขึ้นมาส่งท้าย…ตอนที่ปู่มาเคาะประตูห้องพักของสมุทรไท แล้วสักครู่บนฟ้าก็ตามมาสมทบนั้น ฉันเองก็ยังอดตื้นตันอยู่ ‘หลังม่าน’ มิได้

“นี่เชื่อไหมว่า ปู่ยังไม่รู้จักชื่อแซ่เต็มๆของไทเลยนะ เคยถามปรายว่า ไทยนี่คือประเทศไทยหรือไง เขาก็เลยบอกว่าไม่มี ย.ยักษ์…แต่มันรับรองว่า เพื่อนคนนี้ดี ก็สบายใจแล้ว…แล้วก็ดีจริงๆ”

ชายหนุ่มของฉันก็เลยถือโอกาสบอกกล่าวถึงประวัติของเขาเพียงคร่าวๆ พร้อมกับขออนุญาตว่า เมื่อเรือเทียบท่าเมืองบาร์เซโลนาแล้ว จะไม่ขอบินกลับกรุงเทพฯทันที จะขออยู่ต่ออีกคืนสองคืน

“อ้าว…ทำไมเป็นยังงั้นล่ะ” ปู่ร้องดัง “ไม่ได้นะ…ไม่ยอม”

ไม่จำเพาะปู่เท่านั้นที่ไม่ยอม

หญิงสาวผู้ ‘งามยังไม่พร้อม’ ใจหายวาบ น้ำตาพลันซึมออกมาโดยมิทันตั้งใจ แสดงอาการไม่ยอมเช่นกัน

ครั้นแล้ว ฉันก็ขอทิ้งท้ายไว้

“พี่กลับห้องก่อนดีกว่า” สมุทรไทรู้สึกตัวอีกครั้งหลังจากคลายวงแขนออกจากร่างของหล่อน “พี่ยังเก็บของไม่หมด นี่ก็ใกล้สองทุ่มแล้ว”

เขาก็พูดไปอย่างนั้นเอง แท้จริงแล้วรู้ดี

หากคลอเคลียกันต่อไป ก็คงเสียความเป็นเพื่อนที่ปรายไว้ใจ

แต่เสียงปรายจากโทรศัพท์ข้ามประเทศก็ก้องมา ‘น้องกูกูรักเท่าดวงใจ ถ้ามึงอยากได้เอาไปเลย…แต่เอาไปแล้วห้ามส่งคืนนะเว้ย’

เฮ้อ…ใครว่ากำกับการแสดงเรื่องรักโรแมนติกนี่ง่าย

ฉันคนละ…ขอบอก…ไม่ง่ายนะคะ คุณ ถ้าฉันไม่ตัดฉากจนเหลือแค่นี้…โรมานซ์ก็โรมานซ์เถอะน่ะ…ละครบู๊บางเรื่องยังง่ายกว่า

แล้วนี่ ฉันจะต้องขอพักนานสักเท่าไรจึงจะต่อ ‘ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ’ อันเป็นภาค 2 ของภาคแรกได้อีก

คราวนี้ ทั้งคณะจะต้องเดินทางไปอิตาลี ผู้อ่านจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่ทราบ

แต่นักเขียนบอกได้คำเดียวว่า ชอบมาก รักการเดินทางครั้งต่อไปนี้มากมาก

Don`t copy text!