ใครอยู่ในร่างลูกเรา

ใครอยู่ในร่างลูกเรา

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

ในอเมริกามีรายการทีวีประเภทนำเสนอความจริงรายการหนึ่งที่แหวกแนวกว่ารายการอื่นๆ เพราะนำเสนอเรื่องการกลับชาติมาเกิด รายการนี้คือ Ghost Inside My Child หรือวิญญาณใครในร่างลูกเรา

รายการนี้นำเสนอเด็กที่ยังอยู่ในวัยไร้เดียงสา แต่พร่ำบอกพ่อแม่ตนว่า ตัวเองเกิดมาเป็นคนนั้นคนนี้ก่อนหน้าจะมาเกิดกับพ่อแม่ในปัจจุบัน แต่ละเคสแสดงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบ ยิ่งทำให้น่าแปลกใจมากขึ้นไปอีก เพราะฝรั่งส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์ ไม่เชื่อเรื่องชาติที่แล้วและชาติหน้า

ตามความเชื่อทางคริสต์ศาสนาถือว่า เมื่อสิ้นชีวิตต้องนำร่างไปฝัง รอคอยจนกระทั่งถึงวันพิพากษาจะตื่นจากหลุมมาฟังคำพิพากษา คนทำดีได้ขึ้นสวรรค์ คนทำชั่วแล้วแก้บาปไว้ก่อนตาย ต้องไปรับกรรมในไฟชำระแล้วจึงได้ขึ้นสวรรค์ ส่วนคนทำชั่วที่ยังไม่กลับใจจะถูกส่งลงนรก ไม่ได้มีเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดแบบความเชื่อทางพุทธ

ไม่ว่ากาลเวลาผ่านมากี่พันปีก็ตาม คำถามเกี่ยวกับเรื่อง “ชีวิตภายหลังความตาย” ยังคงเป็นปริศนาที่อยู่ในความสนใจของมนุษย์ทุกชาติทุกศาสนามาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

เมื่อปี ค.ศ.1980 หรือ พ.ศ.2523 ชาวอังกฤษ 29% จากจำนวน 1,314 คน ตอบแบบสอบถามของนิตยสารลอนดอน ไทมส์ ว่าเชื่อเรื่องการระลึกชาติ อีกสองปีต่อมาคือในปี ค.ศ.1982 หรือ พ.ศ.2525 หน่วยงานสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกันพบว่า ชาวอเมริกันทุกๆ 1 ใน 4 คนเชื่อว่าการระลึกชาติมีจริง โดยประชากรที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าครึ่งหรือ 53% เชื่อว่าการระลึกชาติมีจริง

กลุ่มบุคคลที่เชื่อเรื่องนี้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์แบบเมทโธดิสต์ 26% เป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายคาทอลิก 25% และเป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายโปรเตสแตนต์ 21% ที่เหลือเป็นพวกที่นับถือศาสนาอื่นๆ

ที่น่าสนใจคือผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นแพทย์ 9% และเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจำนวน 8% ยอมรับว่า “การระลึกชาติมีจริง” โดยกล้ายืนยันและพร้อมที่จะพิสูจน์ด้วยการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ให้เห็นอย่างชัดเจน

ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การระลึกชาติ” และ “การกลับชาติมาเกิด” นานกว่า 50 ปี จน นสพ.เทเลกราฟของอังกฤษยกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในการศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดแห่งโลกปัจจุบัน การศึกษาวิจัยของ ศ.นพ.เอียน ดำเนินการตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2503 ทำให้สรุปว่า ผู้ที่จำอดีตชาติได้หรือผู้ที่กลับมาเกิดใหม่ทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยกว่า 3,000 ราย

ผลงานการศึกษาวิจัยของ ศ.นพ.เอียน ตีพิมพ์ออกมาเป็นรายงานทางวิชาการในนิตยสารชั้นนำทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งพิมพ์หนังสือออกมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ถึงปัจจุบันมากกว่า 200 เล่ม จนเป็นที่ยอมรับจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

คณะศึกษาวิจัยนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์เพื่อรักษาอาการทางจิตของเด็กหรือของคนไข้ที่เป็นโรคกลัว (Phobias) เช่น กลัวน้ำ กลัวการนั่งเรือ กลัวที่จะอยู่ในที่แคบๆ ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า บางกรณีเกิดจากความทรงจำที่เลวร้ายในชาติก่อนที่ยังฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก เช่น ชาติที่แล้วเคยตกน้ำตายหรือตายเพราะเรือล่ม เมื่อเกิดมาในชาตินี้ จึงกลัวน้ำกลัวการนั่งเรือ

หญิงอเมริกันวัย 37 ปี ชื่อ T.E. เกิดและเติบโตในเมืองฟิลาเดลเฟีย เป็นลูกสาวในครอบครัวผู้อพยพที่พูดหลายภาษา ทั้งอังกฤษ โปแลนด์ ยิดดิช (ภาษายิว) และรัสเซีย แปลกที่เธอเป็นเพียงคนเดียวในครอบครัวที่สามารถพูดภาษาสวีเดนได้ ทั้งที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน หลังจากสะกดจิตถึง 8 ครั้ง พบว่าชาติที่แล้วของเธอคือชายชาวสวีเดนชื่อ เจนซัน จาโคบาย ขณะที่อยู่ในฐานะเจนซัน T.E. สามารถพูดโต้ตอบกับชาวสวีเดนเป็นภาษาสวีเดนได้อย่างคล่องแคล่ว

ดร.เอียน สตีเวนสัน เคยตีพิมพ์รายงานฉบับหนึ่งในวารสารทางการแพทย์ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับปานและข้อบกพร่องโดยกำเนิด ซึ่งดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกับความทรงจำในชาติก่อน อย่างกรณีของเด็กชายในตุรกีที่จดจำชีวิตชายคนที่ถูกยิง และเสียชีวิตหลังถูกยิงที่กะโหลกศีรษะด้านขวาได้ 6 วัน เด็กชายคนนี้เกิดมาพร้อมกับอาการใบหูเล็กแต่กำเนิดข้างเดียว อาการใบหูเล็กแต่กำเนิดจะเกิดกับทารกเพียง 1 ใน 6,000 คนเท่านั้น

บางพื้นที่ของเอเชียรวมทั้งในเมืองไทยมีประเพณีทำสัญลักษณ์ไว้บนร่างกายผู้วายชนม์ โดยมักใช้เขม่าวาดเป็นสัญลักษณ์ไว้ เพื่อให้จดจำได้ในชาติหน้า และเพื่อนำวิญญาณของผู้ตายให้กลับมาเกิดใหม่ในครอบครัวอีกครั้ง ว่ากันว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวมักกลายเป็นปาน เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าวิญญาณนั้นได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว

ในปี พ.ศ. 2555 จิม ทัคเกอร์ จิตแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ และเจอร์เกน เกล นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ออสเตรเลีย ตีพิมพ์รายงานลงวารสารทางการแพทย์ระบุถึงการศึกษาครอบครัวหนึ่ง ที่เด็กเกิดมาพร้อมกับปานและมีความเชื่อมโยงกับญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับ เด็กคนดังกล่าวคือ K.H. จากประเทศพม่า มีปานอยู่ที่แขนซ้าย จุดเดียวกับที่ถูกนำเขม่ามาป้ายไว้ตอนเสียชีวิต

ตาของ K.H. เสียชีวิตก่อนเด็กคนนี้เกิดเพียง 11 เดือน เมื่อ K.H. มีอายุ 2 ขวบ กลับเรียกชื่อยายด้วยชื่อที่มีเพียงตาเรียก ต่างจากคนอื่นๆ ในครอบครัว นอกจากนี้แม่ของ K.H. เคยฝันด้วยว่าพ่อของเธอมาเข้าฝันแล้วบอกว่าอยากจะมาอยู่ด้วย ดังนั้นเธอคิดว่า K.H. คือพ่อที่กลับชาติมาเกิดจริงๆ

เด็กชายชาวอเมริกันวัย 5 ขวบ บอกว่าตัวเองเป็นอดีตนักแสดงฮอลลีวูดกลับชาติมาเกิด แถมบอกรายละเอียดชีวิตชาติก่อนได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน เด็กชายไรอัน แฮมมอนส์ จากเมืองมัสโคกี รัฐโอกลาโฮมา แม่เล่าว่า ไรอันเริ่มฝันร้ายบ่อยๆ ตอนอายุ 4 ขวบ แต่พอไรอัน 5 ขวบ ลูกบอกผู้เป็นแม่ว่าตนเองเคยเป็นคนอื่นมาก่อน

ขณะที่เธอและลูกชายกำลังเปิดดูหนังสือภาพจากหนังฮอลลีวูดเก่า เรื่อง Night After Night ซึ่งเป็นภาพยนตร์สร้างในปี ค.ศ.1932 จู่ๆ ลูกชายโพล่งออกมาเมื่อเห็นใบหน้านักแสดงชายคนหนึ่ง ว่าตนเองคือชายคนดังกล่าว ภาพนั้นคือ “มาร์ตี้ มาร์ติน” ซึ่งเป็นเพียงนักแสดงประกอบในเรื่อง ซินดี้ไม่เชื่อลูกชายในคราวแรก แต่เมื่อฟังสิ่งที่ไรอันเล่า รายละเอียดเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าเด็กวัย 5 ขวบจะแต่งขึ้นมาได้เอง

ในที่สุดจึงตัดสินใจพาลูกชายไปพบ ดร.จิม ทัคเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย หลังได้พูดคุยกันและเช็กข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับมาร์ตี้ มาร์ติน ตามที่เด็กชายบอก แล้วพบว่าสามารถให้ข้อมูลได้ถูกต้องถึง 55 ข้อ มิหนำซ้ำข้อมูลบางอย่างลูกหลานเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน แต่เมื่อไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่าเป็นจริงตามที่ไรอันพูด

แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม ปริศนาเรื่องชาติที่แล้วและชาติหน้ายังคงเป็นเรื่องที่หาข้อสรุปไม่ได้

 

Don`t copy text!