นางในพระไตรปิฎก : จันทากินรี อดีตชาติของพระนางพิมพา

นางในพระไตรปิฎก : จันทากินรี อดีตชาติของพระนางพิมพา

โดย : มาลา คำจันทร์

Loading

‘สนุกในพระไตรปิฎก’ ที่ พ่อครูมาลา คำจันทร์ ได้นำมาเขียนให้ชาวอ่านเอาได้อ่านออนไลน์นั้น ไม่ได้เอาหลักคำสอนลึกซึ้งในพระพุทธศาสนามาแสดง แต่เอาเรื่องราวอื่นๆ ที่คล้ายๆ กับเกร็ดที่ประกอบอยู่ในพระไตรปิฎกมาเล่าให้สนุก คล้ายๆ การค่อยๆ จูงมือคนไกลวัดให้เข้าใกล้วัด

**********************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สะใภ้ของโยม ฟังว่าพระองค์ทรงนุ่งกาสาวพัสตร์ ก็นุ่งกาสาวพัสตร์เหมือนกัน ฟังว่าพระองค์เลิกทรงมาลาเป็นต้น ก็เลิกทรงมาลาเป็นต้น ฟังว่าทรงเลิกบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันสูงอันใหญ่ ก็บรรทมเหนือพื้นเหมือนกัน ในระยะกาลที่พระองค์ทรงผนวชแล้ว นางยอมเป็นหญิงหม้าย  มิได้รับบรรณาการที่พระราชาอื่นๆ ส่งมาให้เลย นางมีจิตมิได้เปลี่ยนแปลงในพระองค์ถึงเพียงนี้.   

ข้อความที่ยกมา เป็นส่วนหนึ่งของอรรถกถาจันทกินนรชาดก เป็นข้อความที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาตรัสกับพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระราชโอรส ตอนที่พระพุทธองค์เสด็จสู่กรุงกบิลพัสด์ภายหลังที่ออกบวชแล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว คตินิยมทางศาสนา ถือว่าบรรพชิตอยู่ในสภาพภาพที่สูงกว่าฆราวาส พระเจ้าสุทโธทนะแม้เป็นพ่อ แต่ยังเป็นฆราวาส ส่วนพระพุทธเจ้าแม้จะเป็นลูก แต่บวชเป็นพระ บรรลุธรรมสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะจึงใช้ท่าทีติดต่อสื่อสารแบบฆราวาสกับบรรพชิต ธรรมเนียมหรือระเบียบวิธีปฏิบัติแบบนี้ยังใช้ติดต่อสืบเนื่องกันมาในวัฒนธรรมพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบัน

พระเจ้าสุทโธทนะทูลถึงความจงรักภักดี ความแน่วแน่มั่นคงในความรักที่มีต่อพระภัสดาไม่ว่อกแว่กหวั่นไหว พระบรมศาสดาตรัสตอบพระพุทธบิดาไม่ใช่เพียงชาตินี้เท่านั้น ที่พระนางมีความรักมั่นคงแนวแน่ไม่แปรเปลี่ยน ในอดีตชาติ พระนางพิมพาหรือเจ้าหญิงยโสธราก็ได้ยืนยันถึงพระทัยที่มั่นคงแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยนเช่นนี้มาแล้ว แล้วพระพุทธองค์ก็ชักเอาจันทกินนรชาดกมาแสดงดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกินนร ในหิมวันตประเทศ. ภรรยาของเธอนามว่าจันทา ทั้งคู่เล่าก็อยู่ที่ภูเขาเงินชื่อว่าจันทบรรพต  ครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสีมอบราชสมบัติแก่หมู่อำมาตย์ ทรงผ้าย้อมฝาดสองผืน ทรงสอดพระเบญจาวุธ  เข้าสู่ป่าหิมพานต์ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น. ท้าวเธอเสวยเนื้อที่ทรงล่าได้เป็นกระยาหาร เสด็จท่องเที่ยวไปถึงลำน้ำน้อยๆ สายหนึ่งโดยลำดับ ก็เสด็จขึ้นไปถึงต้นสาย ฝูงกินนรที่อยู่ ณ จันทบรรพต เวลาฤดูฝนก็ไม่ลงมาพากันอยู่ที่ภูเขานั่นแหละ ถึงฤดูแล้งจึงพากันลงมา. ครั้งนั้นจันทกินนรลงมากับภรรยาของตน เที่ยวเก็บเล็มของหอมในที่นั้นๆ กินเกษรดอกไม้ นุ่งห่มด้วยสาหร่ายดอกไม้ เหนี่ยวเถาชิงช้าเป็นต้น เล่นพลางขับร้องไปพลาง ด้วยเสียงจะแจ้วเจื้อยจนถึงลำน้ำน้อยสายนั้น หยุดลงตรงที่เป็นคุ้งแห่งหนึ่ง โปรยปรายดอกไม้ลงในน้ำ ลงเล่นน้ำแล้วนุ่งห่มสาหร่ายดอกไม้ จัดแจงแต่งที่นอนด้วยดอกไม้ เหนือหาดทรายซึ่งมีสีเพียงแผ่นเงิน ถือขลุ่ยเลาหนึ่งนั่งเหนือที่นอน. ต่อจากนั้น จันทกินนรก็เป่าขลุ่ยขับร้องด้วยเสียงอันหวานฉ่ำจันทกินรีก็ฟ้อนหัตถ์อันอ่อนยืนอยู่ในที่ใกล้สามีฟ้อนไปบ้าง ขับร้องไปบ้าง. พระราชานั้นทรงสดับเสียงของกินนรกินรีนั้น ก็ทรงย่องเข้าไปค่อยๆ ยืนแอบในที่กำบัง ทรงทอดพระเนตรกินนรเหล่านั้น ก็ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ในกินรีทรงดำริว่า จักยิงกินนรนั้นเสียให้ถึงสิ้นชีวิต ถึงสำเร็จการอยู่ร่วมกินรีนี้ แล้วทรงยิงจันทกินนร. เธอเจ็บปวดรำพันกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า 

ดูก่อนนางจันทา ชีวิตของพี่ใกล้จะขาดอยู่แล้ว  พี่กำลังเมาเลือด จันทาเอ๋ย พี่เห็นจะละชีวิตไปแม้ในวันนี้ ลมปราณของพี่กำลังจะดับ ชีวิตของพี่กำลังจะจม ความทุกข์กำลังเผาผลาญหัวใจพี่ พี่ลำบากยิ่งนักความโศกของพี่ครั้งนี้เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้ พี่จะเหี่ยวแห้ง เหมือนต้นหญ้าที่ถูกทิ้งไว้บนแผ่นหินร้อน เหมือนต้นไม้มีรากอันขาด พี่จะเหือดหายเหมือนแม่น้ำที่ขาดห้วง ความโศกของพี่ครั้งนี่เป็นความโศกยิ่งใหญ่ว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้ น้ำตาของพี่ไหลออกเรื่อยๆ เหมือนน้ำฝนที่ตกลงที่เชิงบรรพตไหลไปไม่ขาดสายฉะนั้น ความโศกของพี่ครั้งนี้เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความโศกเหล่าอื่นเพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้.

 พระมหาสัตว์คร่ำครวญด้วยคาถาสี่เหล่านี้ นอนเหนือที่นอนดอกไม้นั่นเอง ชักดิ้นสิ้นสติ. ฝ่ายพระราชายังคงยืนอยู่. จันทากินรีเมื่อพระมหาสัตว์รำพัน กำลังเพลิดเพลินเสียด้วยความรื่นเริงของตน มิได้รู้ว่าเธอถูกยิง แต่ครั้นเห็นเธอไร้สัญญานอนดิ้นไป ก็ใคร่ครวญว่า ทุกข์ของสามีเราเป็นอย่างไรหนอ พอเห็นเลือดไหลออกจากปากแผล ก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโศกอันมีกำลังที่เกิดขึ้นในสามีที่รักไว้ได้ ร่ำไห้ด้วยเสียงดัง.    

 พระราชาทรงดำริว่ากินนรคงตายแล้ว ปรากฏพระองค์ออกมา. จันทาเห็นท้าวเธอหวั่นใจว่าโจรผู้นี้คงยิงสามีที่รักของเรา จึงหนีไปอยู่บนยอดเขา พลางบริภาษพระราชา ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ดังนี้

 พระราชบุตรใด ยิงสามีผู้เป็นที่ปรารถนาของเรา เพื่อให้เป็นหม้ายที่ชายป่า พระราชบุตรนั้นเป็นคนเลวทรามแท้ สามีของเรานั้นถูกยิงแล้วนอนอยู่ที่พื้นดิน พระราชบุตรเอ๋ย มารดาของท่านจงได้รับสนองความโศกในดวงหทัยของข้าผู้เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ ชายาของท่านจงได้รับสนองความโศกในดวงหทัยของข้าผู้เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ พระราชบุตรเอ๋ย ท่านได้ฆ่ากินนรผู้ไม่ประทุษร้าย  เพราะความรักใคร่ในเรา ขอมารดาของท่านอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย ท่านได้ฆ่ากินนรีผู้ไม่ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอชายาของท่านจงอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย.

—————————————————————————————————————-

ถ้อยคำสาปแช่งรุนแรงมาก เดือดดาล คลั่งแค้น แช่งให้แม่ของพระเจ้าพรหมทัตจงประสบความเศร้าโศกรุนแรงเหมือนที่นางได้รับในขณะนี้ แช่งให้มเหสีของพระเจ้าพรหมทัตจงประสบกับความเศร้าโศกเหมือนที่นางได้รับในขณะนี้

แช่งให้แม่พระเจ้าพรหมทัตอย่าได้พบลูกผัวอีกเลย แช่งให้พระมเหสีอย่าได้พบหน้าผัวและลูกอีกเลย

พระเจ้าพรหมทัตไม่ใส่ใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย ยังคงเล้าโลมว่าจงยอมเสีย นางจะได้เมียพระราชาเชียวนะโว้ย จะมีอำนาจบาตรใหญ่เหนือเมียน้อยๆ ทั้งหลาย ๑๖,๐๐๐ นาง

ตรงนี้หากเป็นลิเกจะสนุกมาก ไอ้วายร้ายกำลังจะปล้ำนางเอก ข้างฝ่ายพระเอกก็นอนแข็งทื่อซื่อเกิกเดิกกับพื้นโรง นางเอกก็วิ่งวนอยู่รอบตั่งกลางโรงไม่รู้แล้ว ใส่จริตหวีดว้ายพองาม หากเกินงามก็จะกลายเป็นอีตัวโกง ฝ่ายไอ้ผู้ร้ายก็ไล่ตามคว้าผิดคว้าถูก ระนาดก็จะเชิดเพลงเร็ว กลองก็จะรัวตุ่มๆ ตุ้มๆ บรรดาแม่ยกทั้งหลายนั่งก้นไม่ติดเก้าอี้ พรวดพราดลุกแล้วตะโกนบอกพระเอกแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ว่า

“ลุกๆ มันจะเอาเมียมึงไปหื่นแล้ว”

หื่นในคำเมืองเป็นคำกริยา บอกถึงกิริยาอาการ ความหมายครอบงำทั้งข่มขืนและร่วมเพศ กลับขึ้นไปบนโรงลิเก ตอนนี้พระเจ้าพรหมทัตทรงพระหน้ามืดเต็มที่ เพราะลุ่มหลงมัวเมาในความงามอันเป็นเลิศของนางกินรี อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าพระเจ้าพรหมทัตเป็นโรคจิตหรือเปล่าจึงอยากได้คนครึ่งนกเป็นเมีย

เราคิดในแง่ความเป็นจริงในโลกจริงๆ

แต่ในโลกวรรณคดี บางทีเอาความจริงในโลกจริงๆ เข้าไปจับไม่ได้ จะไม่สนุก

เอาเป็นว่าเออออไปตามโลกสมมุติในวรรณคดีไปพลางๆ ก่อน พระอภัยมณียังมีเมียเป็นผีเสื้อสมุทร เป็นนางเงือกเลย นางอะไรน้อ มึนๆ นึกชื่อไม่ออก อยู่ในมหาวงศ์พงศาวดารลังกาทวีป ขออนุญาตไปเปิดไฟล์เก่าดูก่อน เจอแล้ว ชื่อนางสุปปวาสา อยู่ในหน้าลานที่ ๑๘ ผูกที่ ๘ เป็นต้นไป ชื่อว่าโวหารมหาวังสะ จ.ศ. ๑๒๐๓ (พ.ศ .๒๓๘๒) เอกสารโบราณล้านนา วัดสูงเม่น จังหวัดแพร่ อักษรธรรมล้านนา ภาษาไทยถิ่นล้านนา ขออนุญาตคัดลอกมาเล่าแทรกไว้ตรงนี้

มีพญาตนหนึ่ง ชื่อวังคราชา เป็นพญาในเวียงอันชื่อวังคนคร อันมีในวังคชนบท ก็มีในกาลก่อนแต่อันพระพุทธเจ้าเป็นพระแล นางอัครมเหสีพญาตนนั้นเป็นลูกสาวแห่งพญากาลิงคะแล พญาวังคราชตนนั้นก็ได้ลูกหญิงผู้ อันมีปฏิสนธิหากได้เอาในท้องนางราชเทวีตนนั้นแล ในวันอันจักเอาชื่อแก่ราชธิดาตนนั้น ญาติทังหลายก็เบิกชื่อว่าสุปปเทวีแล เนมิตตกพราหมณ์ทังหลายก็ทำนายว่าราชธิดาตนนี้จักได้ราชสีห์เป็นผัวแล (อติวรูปินิ) นางสุปปเทวีราชธิดาตนนั้นมีรูปโฉมอันงามยิ่งนัก มีใจติดข้องในกิเลสกามยิ่งนักเป็น (.๒๐)อันบ่อิ่มบ่ค่ายก็มีแล เหตุดั่งอั้น ราชธิดาตนนั้น อันพ่อแลแม่ทัง ๒ หากกิเหลียดหากหมาง นางก็เผิดละอายยิ่งนักแล นางราชธิดาตนนั้นอันเป็นผู้ ๑ผู้เดียวก็ออกจากเวียงวังคนครแล้วไปสู่ประเทศอันต่าง จรเดินไป เป็นสุขตามอันมักแห่งตน เป็นผู้อันบ่ปรากฏ ก็ไต่ทางไปสู่เมืองมคธกับหมู่คนเทียวตีนแล มีราชสีห์ตัวหนึ่งอยู่ในด่านป่าไม้อันมีในโขงเมืองลาฬรัฐก็ครอบงำยังหมู่คนอันนั้นหื้อแตกพ่ายไปในทิศทังหลายด้วยเตชะแห่งตน คนทังหลายฝูงเศษหลอก็พ่ายหนีไปในทิศอันอื่น ส่วนราชธิดา(.๒๑)ตนชื่อสุปปเทวีนั้นก็พ่ายหนีไปสู่ทิศอันไปแห่งราชสีห์ตัวนั้นแล ราชสีห์ตัวนั้นเอายังอาหารอันจักกินไปสู่ที่อยู่แห่งตน หันราชธิดาไปในที่อันไกลก็มีกัตติในราชธิดาตนนั้นแล ราชสีห์ตัวนั้นก็แกว่งหางหลุบหูเข้าไปสู่สำนักราชธิดาตนนั้นแล(สาตํทิสวา) นางสุปปเทวีราชธิดาหันราชสีห์ตัวนั้นก็ระนึกเถิงคำเนมิตกพราหมณ์อันตนได้ยินเมื่อก่อนว่าจักได้ราชสีห์เป็นผัวนั้น นางอันจักหื้อราชสีห์ตัวนั้นยินดีด้วยผัสสะถูกต้อง ก็ลูบเนื้อตัวราชสีห์แต่หัวตราบเถิงหางแล ราชสีห์อันติดข้องด้วยผัสสะแห่งราชธิดาก็ยกราชธิดา(.๒๒)ตนนั้นขึ้นสู่หลังแห่งตนแล้วนำไปสู่ถ้ำ กระทำสังวาสด้วยกามรติแล

สรุปความมาถ่ายทอดใหม่เป็นภาษาไทยกลางแต่พอคร่าวๆ รู้ความว่าพญาวังคะเสวยราชย์ในเวียงวังคนครซึ่งอยู่ในวังคชนบท มีธิดาคนหนึ่งชื่อสุปวาสา พราหมณ์ผู้รู้นิมิตทำนายว่านางจะได้ราชสีห์เป็นผัว นางสุปวาสาผุ้นี้มีจิตใจไม่อิ่มในกาม พ่อและแม่เลยรังเกียจ นางอับอายจึงหนีออกจากเวียงไปสู่ป่า เดินทางไปกับคนเดินทาง ไปสู่แคว้นมคธแล้วไปพบราชสีห์ตัวหนึ่ง คนเดินทางแตกหนีแต่นางกลับเดินเข้าหาราชสีห์ ลูบคลำไปทั่วตัว ราชสีห์พอใจในรสสัมผัสจึงให้นางขี่หลังไปสู่ถ้ำที่อยู่อาศัยแล้วก็สู่สมสังวาสกัน เล่าต่อไปเลย ไม่ยกเอาถ้อยคำสำนวนในมหาวงศ์แสดง ต่อมานางก็คลอดลูกสองคน ลูกชายชื่อสีหพาหุ สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะรูปร่างตัวตนเหมือนคนแต่มีมือและเท้าเหมือนราชสีห์ ส่วนลูกสาวชื่อว่าสีหสิวลี ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรต่อเรื่อง แต่สีหพาหุผู้นี้จะกลายเป็นต้นวงศ์แห่งพระราชาในลังกาทวีปในอนาคต

ชักเอามาเล่าเพื่อล่อให้ไปอ่านเอกสารโบราณกันบ้าง เผื่อมีใครสนใจ นับวันเรื่องราวเก่าๆ ก็จะสูญหายไปตามคนโบราณที่ล่วงลับดับ

ถึงแม้ว่าเราจักต้องตาย แต่เราจักไม่ขอยอมเป็นของท่าน ผู้ฆ่ากินนรสามีของเรา ผู้มิได้ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา.

ท้าวพรหมทัตเห็นว่าไม่อาจเล้าโลมนางได้ก็หันหลังกลับ นางจันทกินรียังรีรออยู่ แน่ใจว่าท้าวพรหมทัตไม่กลับมาอีกก็ลงมาจากยอดเขาแล้วอุ้มเอาพระโพธิสัตว์ขึ้นสู่ยอดเขา ถ้อยคำสำนวนในอรรถกถาท่านว่า

—ยกศีรษะวางไว้เหนือขาของตน พลางพร่ำไห้เป็นกำลัง จึงกล่าวคาถา ๑๒ คาถาว่า

ข้าแต่กินนร ภูเขาเหล่านั้น ซอกเขาเหล่านั้นและถ้ำเหล่านั้นตั้งอยู่ ณ ที่นั้น ฉันไม่เห็นท่านในที่นั้นๆ จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เทือกเขา ซึ่งเราเคยร่วมอภิรมย์กัน จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาอันลาดด้วยใบไม้เป็นที่น่ารื่นรมย์      พวกมฤคร้ายกล้ำกลาย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาอันลาดด้วยดอกไม้  เป็นที่น่ารื่นรมย์  พวกมฤคร้ายกล้ำกราย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนรเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ลำธารอันมีน้ำใสไหลอยู่เรื่อยๆ มีกระแสเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกโกสุม จะกระทำอย่างไรข้าแต่กินนรเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีเขียว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์มีสีเหลืองอร่ามน่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีแดง น่าดูน่าชมจะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันสูงตระหง่าน น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีขาว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันงามวิจิตร น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร

 ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เขาคันธมาทน์ อันดารดาษไปด้วยยาต่างๆ เป็นถิ่นที่อยู่ของหมู่เทพเจ้าจะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ภูเขาคันธมาทน์ อันดารดาษไปด้วยโอสถทั้งหลายจะกระทำอย่างไร— นางร่ำไห้ด้วยคาถาสิบสองบทด้วยประการฉะนี้แล้ว  วางมือลงตรงอุระพระมหาสัตว์ รู้ว่ายังอุ่นอยู่ ก็คิดว่า พี่จันท์ ยังมีชีวิตเป็นแน่ เราต้องกระทำการเพ่งโทษเทวดา ให้ชีวิตของเธอคืนมาเถิด. แล้วได้กระทำการเพ่งโทษเทวดาว่าเทพเจ้าที่ได้นามว่าท้าวโลกบาลน่ะ  ไม่มีเสียหรือไรเล่า หรือหลบไปเสียหมดแล้วหรือตายหมดแล้ว ช่างไม่ดูแลผัวรักของข้าเสียเลย. 

 ด้วยแรงโศกของนาง พิภพท้าวสักกะเกิดร้อน. ท้าวสักกะทรงดำริทราบเหตุนั้น แปลงเป็นพราหมณ์ถือกุณฑีน้ำมาหลั่งรดพระมหาสัตว์. ทันใดนั้นเองพิษก็หายสิ้น. แผลก็เต็ม แม้แต่รอยที่ว่าถูกยิงตรงนี้ก็มิได้ปรากฏ. พระมหาสัตว์สบายลุกขึ้นได้ จันทาเห็นสามีที่รักหายโรคแสนจะดีใจ ไหว้แทบเท้าของท้าวสักกะ กล่าวคาถาเป็นลำดับว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ผู้เป็นเจ้า  ฉันขอไหว้เท้าทั้งสองของท่านผู้มีความเห็นดู  มารดสามีผู้ที่ดิฉัน ซึ่งเป็นกำพร้าปรารถนายิ่งนักด้วยน้ำอมฤต  ดิฉันได้ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยสามีผู้เป็นที่รักยิ่งแล้ว.

ท้าวสักกะได้ประทานโอวาทแก่กินนรทั้งคู่นั้นว่า ตั้งแต่บัดนี้เธอทั้งสองอย่าลงจากจันทบรรพตไปสู่ถิ่นมนุษย์เลย จงพากันอยู่ที่นี้เท่านั้นนะ ครั้นแล้วก็เสด็จไปสู่สถานที่ของท้าวเธอ.

ฝ่ายจันทากินรีก็กล่าวว่า พี่เจ้าเอ๋ย เราจะต้องการอะไร ด้วยสถานที่อันมีภัยรอบด้านนี้เล่า มาเถิดค่ะ เราพากันไปสู่จันทบรรพตเลยเถิดค่ะ แล้วกล่าวคาถาสุดท้ายว่า

บัดนี้ เราทั้งสองจักเที่ยวไปสู่ลำธารอันมีกระแสสินธุ์อันเกลื่อนกล่นด้วยดอกโกสุม   ดารดาษไปด้วยบุบผชาติต่างๆ เราทั้งสองจะกล่าววาจาเป็นที่รักแก่กันและกัน.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น    แม้ในครั้งก่อนนางก็ไม่ได้เอาใจออกห่างเรามิใช่หญิงที่ผู้อื่นจะนำไปได้เหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า   พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นเทวทัต ท้าวสักกะได้

จบอรรถกถาจันทกินนรชาดก

 

Don`t copy text!