นางในพระไตรปิฏก : ทิฏฐมังคลิกากับดาบสเรืองฤทธิ์ (๒)

นางในพระไตรปิฏก : ทิฏฐมังคลิกากับดาบสเรืองฤทธิ์ (๒)

โดย : มาลา คำจันทร์

Loading

‘สนุกในพระไตรปิฎก’ ที่ พ่อครูมาลา คำจันทร์ ได้นำมาเขียนให้ชาวอ่านเอาได้อ่านออนไลน์นั้น ไม่ได้เอาหลักคำสอนลึกซึ้งในพระพุทธศาสนามาแสดง แต่เอาเรื่องราวอื่นๆ ที่คล้ายๆ กับเกร็ดที่ประกอบอยู่ในพระไตรปิฎกมาเล่าให้สนุก คล้ายๆ การค่อยๆ จูงมือคนไกลวัดให้เข้าใกล้วัด

**********************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ดูตามพฤติกรรมที่เป็นมา ทิฏฐมังคลิกาน่าจะเป็นนางดีผู้หนึ่งในขนบประเพณีพราหมณ์ เติบโตในขนบ เป็นไปในขนบ ไม่หัวแข็งต่อต้าน ไม่เอาความต้องการตัวเองเป็นใหญ่ พ่อให้แต่งออกไปกับจัณฑาลนางก็แต่งออก ผัวจัณฑาลกลั่นแกล้งให้นางแบกขึ้นหลังไปสู่หมู่บ้านจัณฑาล นางก็ไม่ทุ่มเถียงเกี่ยงงอนสักแอะ อยู่ต่อมาผัวจะออกไปบวชในป่า ทิ้งให้นางอยู่บ้านคนเดียวนางก็ไม่หือไม่อือสักคำ ผัวให้รอนางก็รอ รอโดยไม่รู้กำหนดว่าเมื่อไรผัวจะกลับ หากเป็นนวนิยายตรงนี้เราเล่นอะไรได้อีกเยอะเลย อาจเล่นเรื่องอารมณ์ปุถุชน อาจซ้อนกลหรือย้อนเกล็ดชาดกเก่าๆ ที่เอาแต่ก่นด่าประณามผู้หญิง อาจตัดฉากสลับฉากไปยังพระเอกของเราผู้หายแส็บหายสอยเข้าดอยป่าไม้ มีนางกินรี นางยักษีรากษสขมดขแมดแทรกเข้ามา…

เอาน่า คุณหมอโอ๊ค ช่วยเขียนให้สักเรื่องเฮอะ

นางจะรอ-ร้อ-รอ หรือเฉยๆ เอ้อระเหยลอยชายอย่างไรเราไม่รู้ เวลาผ่านไปนานเท่าไรเราไม่รู้ คงนานเอาการเพราะสำเร็จมาทั้งอภิญญาห้าและสมาบัติแปด ซึ่งยากโคตรยากทั้งสองสาย ผู้สำเร็จอภิญญาห้าแสดงฤทธิ์ได้ เหาะเหินเดินหาวลูบดาวคลำเดือนได้ นางได้เห็นหน้าผัวก็ร้องไห้ออกมา

อ่านเรื่องราวในอรรถกถาต่อไปได้เลย

ลำดับนั้น มาตังคดาบสจึงปลอบโยนนางว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย คราวนี้เราจักกระทำให้เจ้ามียศใหญ่ยิ่งกว่ายศที่มีอยู่เก่าของเจ้า ก็แต่ว่าเจ้าจักสามารถประกาศแม้ข้อความเพียงเท่านี้ ในท่ามกลางบริษัทได้ไหมว่า มาตังคบัณฑิตไม่ใช่สามีของเรา ท้าวมหาพรหมเป็นสามีของเรา ดังนี้.  นางรับคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ดิฉันสามารถประกาศได้. มาตังคดาบสจึงกล่าวว่าคราวนี้ถ้ามีผู้ถามว่าสามีของเธอไปไหน? ก็จงตอบว่า ไปพรหมโลก เมื่อเขาถามว่าเมื่อไรจักมา จงบอกเขาว่านับแต่วันนี้ไปอีก ๗ วัน  ท้าวมหาพรหมผู้เป็นสามีของเราจักแหวกพระจันทร์มาในวันเพ็ญ. ครั้นมหาสัตว์เจ้ากล่าวกะนางอย่างนี้แล้ว ก็เหาะกลับไปสู่หิมวันตประเทศทันที ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกาก็เที่ยวไปยืนประกาศข้อความตามที่พระโพธิสัตว์สั่งไว้ในที่ทุกหนทุกแห่ง ท่ามกลางมหาชนในพระนครพาราณสี. มหาชนชาวพาราณสีพากันเชื่อว่า ท้าวมหาพรหมของเรามีอยู่จริง จะยังไม่ได้เป็นอะไรกันกับนางทิฏฐมังคลิกา ข้อนั้นจักเป็นความจริงอย่างนี้แน่.

มาตังคดาบสคงสะเทือนใจ จึงปลอบโยนนางว่าอย่าเสียใจไปเลย ข้าจะทำให้เจ้ายิ่งยงด้วยยศศักดิ์ยิ่งกว่าที่เจ้าเคยมี แต่ว่าเจ้าจะกล้าประกาศไหมว่ามาตังคบัณฑิตไม่ใช่ผัวของเจ้า มหาพรหมต่างหากที่เป็นผัวของเจ้า นางตอบว่ากล้า ดาบสก็แนะต่อไปอีกว่าถ้ามีคนถามว่าผัวเจ้าไปไหนเสีย จงตอบว่าไปพรหมโลก หากมีคนถามว่าเมื่อไรผัวเจ้าจะกลับมา จงตอบว่าอีกเจ็ดวันท้าวมหาพรหมผัวข้าจะแหวกพระจันทร์ลงมาในวันเพ็ญ แนะนำหมดสิ้นก็เหาะกลับไปสู่หิมพานต์ ส่วนนางผู้จ๋อเจี้ยมๆ อยู่ในรีตคลองมาโดยตลอดก็ทำตามผัวแนะนำทุกประการ ครั้นถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง… เขียนเพลินไปหน่อย ถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ มาตังคดาบสก็เนรมิตตนเป็นท้าวมหาพรหมแหวกดวงจันทร์ลงมา เหาะรอบเมืองพาราณสีสามรอบแล้วเหาะโลดลิ่วปลิวตรงไปสู่เรือนตน วันนั้นนางผู้เติบโตในครรลองจารีตประเพณีกำลังมีระดู พระโพธิสัตว์ซึ่งก็คือดาบสผู้มีชาติกำเนิดเป็นจัณฑาลเอาหัวแม่มือปาดไปบนหน้าท้องนาง นางก็ตั้งท้องทันที ตรงนี้ไม่ต้องเอาความจริงทางวิทยาศาสตร์เข้าไปจับ มันเป็นความเชื่อของสังคมอินเดียโบราณแต่เมื่อครั้งกระโน้น

อ่านอรรถกถาต่อได้เลย

ต่อมาพระมหาสัตว์จึงเรียกนางมาบอกว่า น้องนางผู้เจริญเจ้าตั้งครรภ์แล้ว จักคลอดบุตรเป็นชาย  ทั้งตัวเจ้าและบุตรจักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลาภยศอันเลิศล้ำ น้ำสำหรับล้างเท้าของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษกสรงของพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น สำหรับน้ำอาบของเจ้าจักเป็นโอสถอมตะ ชนเหล่าใดนำน้ำอาบของเจ้าไปรดศีรษะ ชนเหล่านั้นจักหายจากโรคทุกๆ อย่าง ทั้งปราศจากเสนียดจัญไร กาลกรรณี อนึ่ง ผู้คนที่วางศีรษะลงบนหลังเท้าของเจ้า กราบไหว้อยู่ จักให้ทรัพย์พันหนึ่ง ผู้ที่ยืนไหว้ในระยะทางที่ฟังเสียงได้ยิน จักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งร้อย ผู้ที่ยืนไหว้ในชั่วคลองจักษุ จักให้ทรัพย์หนึ่งกหาปณะ เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาท ครั้นให้โอวาทนางแล้ว ก็ออกจากเรือนเมื่อมหาชนกำลังมองดูอยู่นั่นเทียว ก็เหาะลอยเข้าไปสู่จันทรมณฑล.

ประชาชนที่นับถือพระพรหม ต่างยืนประชุมกันอยู่จนเวลารัตติกาลผ่านไป ครั้นเวลาเช้าจึงเชิญนางทิฏฐมังคลิกาขึ้นสู่วอทอง แล้วยกขึ้นด้วยเศียรเกล้าพาเข้าไปสู่พระนคร. มหาชนต่างพากันหลั่งไหลเข้าไปหานาง ด้วยสำคัญว่าเป็นภรรยาของท้าวมหาพรหม แล้วบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมระเบียบดอกไม้เป็นต้น. คนทั้งหลายผู้ได้ซบศีรษะบนหลังเท้า กราบไหว้ ได้ให้ถุงกหาปณะพันหนึ่ง ผู้ที่ยืนไหว้อยู่ในระยะโสตสดับเสียงได้ยินให้ร้อยกหาปณะ ผู้ที่ยืนไหว้ในชั่วระยะคลองจักษุให้หนึ่งกหาปณะ ประชาชนผู้พานางทิฏฐมังคลิกาเที่ยวไปในพระนครพาราณสี อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์ ได้ทรัพย์นับได้ ๑๘ โกฏิ ด้วยอาการอย่างนี้. 

เล่ารวบ ไม่งั้นเรื่องมันจะอวบจะอ้วนจนโอบไม่จอด ทิฏฐมังคลิกาได้ทรัพย์สินมากมายจึงนำมาก่อสร้างปราสาทเจ็ดชั้นเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมานางก็คลอดบุตรคนหนึ่งชื่อว่ามัณฑัพยกุมาร ส่วนโพธิสัตว์มาตังคดาบสก็ปลีกวิเวกไปจำเริญในวิถีนักบวชในป่าหิมพานต์ นางก็เลี้ยงดูบุตรเติบโตมาด้วยดีในวิถีดั้งเดิมที่สืบทอดติดต่อกันมายาวนาน เหตุการณ์ต่อไป อรรถกถาท่านว่าไว้อย่างนี้

มัณฑัพยมาณพนั้นนับแต่อายุครบ ๑๖ ปีบริบูรณ์ ก็เริ่มตั้งนิตยภัตสำหรับพวกพราหมณ์ทั้งหลาย.  พราหมณ์หมื่นหกพันคนก็ได้บริโภคอาหารในสำนักของมัณฑัพยมาณพเป็นประจำ เขาถวายทานแก่พราหมณ์ทั้งหลายที่ซุ้มประตูที่ ๔. ต่อมาในวันประชุมใหญ่คราวหนึ่ง มัณฑัพยมาณพให้จัดเตรียมข้าวปายาสไว้ในเรือนเป็นอันมาก. พราหมณ์ทั้งหมื่นหกพันก็นั่ง ณ ซุ้มประตูที่ ๔ บริโภคข้าวปายาสอันปรุงดีแล้วด้วยเนยข้น เนยใส และน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ที่เขาจัดมาถวายด้วยถาดทองคำ. แม้มัณฑัพยมาณพ ก็ประดับประดาตกแต่งด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมรองเท้าทอง มือถือไม้เท้าทองเที่ยวตรวจตราการเลี้ยงดู สั่งบริวารชนว่า ท่านทั้งหลายจงให้เนยใสในสำรับนี้ จงให้ น้ำผึ้งที่สำรับนี้  ดังนี้.

ขณะนั้นมาตังคบัณฑิตนั่งอยู่ที่อาศรมบทในหิมวันตประเทศ ตรวจดูว่าความประพฤติแห่งบุตรของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นอย่างไร? เห็นการกระทำของเขาโน้มเอียงไปในลัทธิอันไม่สมควรแล้วคิดว่า วันนี้แหละเราจักไปทรมานมาณพให้บริจาคทานในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมากแล้วจึงจักกลับมา ดังนี้แล้วเหาะไปสู่สระอโนดาตโดยทางอากาศ ทำกิจวัตรมีการล้างหน้าเป็นต้นแล้ว ยืนอยู่ที่พื้นมโนศิลา ครองจีวรสองชั้น  คาดรัดประคดมั่น แล้วห่มผ้าสังฆาฏิ อันเป็นผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วถือเอาบาตรดินเหาะมาทางอากาศ  เลื่อนลอยลงตรงโรงทานที่ซุ้มประตูที่ ๔ แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง มัณฑัพยมาณพกำลังตรวจตราดูแลทางโน้นทางนี้อยู่ แลเห็นพระดาบสนั้นแต่ไกล คิดว่าบรรพชิตรูปนี้มีรูปร่างคล้ายยักษ์ปีศาจ เปื้อนฝุ่นเห็นปานนี้ มาสู่ที่นี่ ท่านมาจากที่ไหนหนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะสนทนาปราศรัยกับมาตังคดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

  ท่านมีปกตินุ่งห่มไม่สมควร ดุจปีศาจเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง

สวมใส่ผ้าขี้ริ้วที่ได้จากกองขยะไว้ที่คอ มาจากไหน ท่านเป็นใคร 

เป็นผู้ไม่สมควรแก่ทักษิณาทานเลย ดังนี้.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะสนทนากับมัณฑัพยมาณพ ด้วยจิตที่เยือกเย็นอ่อนโยน  จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า

ข้าวน้ำนี้ท่านจัดไว้เพื่อท่านผู้เรืองยศ 

พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมขบเคี้ยวบริโภค และดื่มข้าวน้ำของท่านนั้น

ท่านรู้จักข้าพเจ้าว่าเป็นผู้อาศัยโภชนะที่ผู้อื่นให้ เลี้ยงชีวิต 

แม้ถึงจะเป็นคนจัณฑาล ก็ขอจงได้ก้อนข้าวบ้างเถิด ดังนี้.

ลำดับนั้น มัณฑัพยกุมารจึงกล่าวคาถา ความว่า

 ข้าวน้ำของเรานี้  ราจัดไว้เพื่อพราหมณ์ทั้งหลาย

ทานวัตถุนี้ เราเชื่อว่า ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ตน 

ท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี่ จะมายืนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร 

เจ้าคนเลว คนอย่างเราย่อมไม่ให้ทานแก่เจ้า

อ่านอรรถกถากันมามากพอสมควร คงค่อยคุ้นเคยมากขึ้นนะที่ยกมาตอนนี้ กล่าวถึงมาตังคดาบสอยู่ยังอาศรมบทในป่าหิมพานต์แล้วตรวจดูด้วยญาณอันเป็นทิพย์ที่ตนได้แล้วเห็นว่าบุตรชายมีแนวโน้มเอียงจะประพฤติปฏิบัติตนไปตามลัทธิที่ไม่ค่อยเหมาะสม จึงเหาะมาสู่โรงทานของบุตรชาย ฝ้ายมาณพหนุ่มไม่รู้จักพ่อตัวเอง เห็นดาบสกะเร่อกะร่าดูกะรุ่งริ่งรุงรังก็รังเกียจจึงปฏิเสธว่าท่านไม่สมควรแก่ทักษิไณยทานของเรา พระโพธิสัตว์ตอบว่าทานที่ท่านตั้งไว้เหมาะกับผู้เรื่องยศคือพราหมณ์ทั้งหลายก็จริง ข้าพเจ้าเองเป็นแค่จัณฑาลก็จริง แต่ท่านก็ควรให้ก้อนข้าวแก่ข้าพเจ้าบ้างเพราะจัณฑาลหาก้อนข้าวได้ยากยิ่ง แต่พราหมณ์ทั้งหลายหาก้อนข้าวได้ง่ายมาก (ข้อความตรงนี้อยุ่ในคาถาถัดไป ไม่ได้เอามาแสดง) แต่ลูกชายก็ยังตั้งท่ารังเกียจอยุ่ตามเดิมว่าจัณฑาลไม่สมควรแก่ทานอันประเสริฐของเขา อรรถกถาท่านเดินเรื่องต่อจากตรงนี้ว่า

เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอยู่บ่อยๆ เช่นนี้ มัณฑัพยมาณพนั้น ขุ่นเคืองจึงพูดว่า ดาบสผู้นี้พูดเพ้อเจ้อมากเกินไป คนรักษาประตูเหล่านี้ไปไหนหมดจงมานำเอาคนจัณฑาลนี้ออกไป แล้วกล่าวคาถา ความว่า

คนเฝ้าประตูทั้งสามคือ อุปโชติยะ อุปวัชฌะและภัณฑกุจฉิ ไปไหนกันเสียหมดเล่า 

ท่านทั้งหลายจงลงอาญา และเฆี่ยนตีคนจัณฑาลนี้ 

แล้วลากคอคนลามกนี้ไสหัวไปให้พ้น ดังนี้.

แต่ไม่ทันที่บริวารจะทุบตีทำร้ายพระโพธิสัตว์ ท่านก็เหาะหนีไป อรรถกถาเดินเรื่องต่อไปว่า

เทพยดาผู้รักษาพระนครทั้งหลาย กล่าวกันว่า มัณฑัพยกุมารผู้นี้ พูดก้าวร้าวเบียดเบียนพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ดังนี้อดทนไม่ได้ จึงมาประชุมกัน ลำดับนั้น ยักขเทวดาผู้เป็นหัวหน้า ก็พากันจับคอของมัณฑัพยกุมารบิดกลับเสีย. เทวดาที่เหลือ ก็พากันจับคอของพราหมณ์ที่เหลือทั้งหลาย บิดกลับเสียอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เพราะเทวดาเหล่านั้นมีจิตอ่อนน้อมในพระโพธิสัตว์ จึงไม่ฆ่ามัณฑัพยมาณพเสีย  ด้วยคิดว่าเป็นบุตรของพระโพธิสัตว์ เพียงแต่ทำให้ทรมานลำบากอย่างเดียวเท่านั้น. ศีรษะของมัณฑัพยมาณพ บิดกลับไป มีหน้าอยู่เบื้องหลัง มือและเท้าเหยียดตรงแข็งทื่อตั้งอยู่ กระดูกทั้งหลายก็กลับกลายเป็นเหมือนกระดูกของคนที่ตายแล้ว. เขามีร่างกายแข็งกระด้างนอนแซ่วอยู่. ถึงพราหมณ์ทั้งหลายก็สำรอกน้ำลายไหล ออกทางปาก กระเสือกกระสนไปมา. คนทั้งหลายรีบไปแจ้งเรื่องราวแก่นางทิฏฐมังคลิกาว่า ข้าแต่แม่เจ้า บุตรของท่านเกิดเป็นอะไรไปไม่ทราบได้? นางทิฏฐมังคลิการีบมาโดยเร็ว เห็นบุตรแล้วกล่าวว่า  นี่อะไรกัน ? 

ไปเร็วๆนะ มีคนบอกนางว่าสมณะรูปหนึ่งนุ่งห่มผ้าเสื้อสกปรกเหมือนปีศาจทำให้ลูกชายของนางเป็นอย่างที่เห็น นางรู้ได้เลยว่าต้องเป็นมาตังคดาบส นางเองห่วงลูกชายมาก นางติดตามไป เมื่อพบก็คร่ำครวญออกมาเป็นคาถาอย่างที่เอามาจั่วหัวไว้แต่ช่วงเริ่มต้นเรื่องตอนที่แล้ว ถ้อยคำนางเปี่ยมด้วยความรักลูกน่าสรรเสริญยิ่ง

ถ้ายักษ์ทั้งหลายได้ทำบุตรของดิฉันให้เป็นอย่างนี้

ขอท่านผู้เป็นพรหมจารีเท่านั้น อย่าได้โกรธบุตรดิฉันเลย 

ดิฉันขอถึงฝ่าเท้าของท่านนั่นแหละเป็นที่พึ่ง

ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ดิฉันตามมาก็เพราะความเศร้าโศกถึงบุตร.

ไม่อยากลากเรื่องให้ยืดยาวต่อไปอีกตอน ดาบสตอบว่าเราไม่มีจิตใจเคียดแค้นอาฆาตในบุตรของเจ้าเลย แต่บุตรของเจ้าเป็นคนประมาท เรียนจบไตรเพทแต่กลับไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไปมัวเมาทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์คือให้ทานแก่พราหมณ์หมื่นหกพันนางเป็นต้น แล้วดาบสก็ให้นางเอาเศษอาหารของคนจัณฑาลคือตัวท่านเองไปให้ลูกชายกินเขาจะได้หายจากอาการผีบิดคอกลับหลัง ไม่ใช่ผีบิดคอแต่เป็นยักษ์บิดคอ นางทำตาม ลูกชายหาย ส่วนพราหมณ์ทั้งหลายที่โดนยักษ์บิดคอกลับหลังเหมือนกันยังไม่หาย มัณฑัพยะเอาอาหารเดนจัณฑาลให้พราหมณ์กินถึงหาย

เรื่องราวรายละเอียดในอรรถกถากับที่เอามาเล่าไม่ตรงกันเด๊ะ อยากรู้ไปอ่านเอาเอง ชาดกเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เฒ่ามาลมประทับใจ อยากเอาไปเขียนเป็นนิยายแต่เชื่อมั่นว่าเขียนไม่ได้จึงยุหมอโอ๊คให้เขียน

ประทับใจอะไร

ประทับใจความรักของแม่จ้ะ

Don`t copy text!