คดีร้อยปีโทษผีทำ

คดีร้อยปีโทษผีทำ

โดย : เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้

Loading

“อเมริกันคัน” เรื่องราวเกี่ยวกับอเมริกาในบางแง่มุมในอเมริกาที่หลายคนไม่เคยรู้หรือเคยรับรู้มาบ้าง แต่อาจมองไม่เห็นภาพรวมชัดเจน เจริญขวัญ แพรกทอง บลาฮาสสกี้ เจ้าของคอลัมน์ที่เขียนลงในต่วยตูนมาถึง 10 ปี นำมาเขียนเล่าสู่กันฟังแบบสนุกๆ เหมือนการเล่าให้เพื่อนฟัง โดยคงบุคลิก “ต่วยตูน” ดั้งเดิมเอาไว้คือสาระและบันเทิง

คดีที่ปิดไม่ลงเพราะไม่สามารถสรุปได้ในอเมริกาเรียกว่า Cold Case จะว่าไปมีคดีแบบนี้เยอะมาก แต่เชื่อว่าคงไม่มีคดีไหนสยองเท่านี้แน่นอน คดีนี้เป็นคดีดังข้ามศตวรรษ ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้วยังปิดคดีไม่ได้ แถมมีเรื่องสยองขวัญตามมาอีกเพียบ คงต้องเล่าย้อนหลังไปร้อยกว่าปีโน่นเลย

เมืองวิลลิสกา เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรน้อยมากในรัฐไอโอวา เหมาะสมอย่างยิ่งกับคำว่า “ไกลปืนเที่ยง” เป็นเมืองโดดเดี่ยวกลางทุ่งข้าวโพดและฟาร์มปศุสัตว์ มีถนนเพียงสองสายพาดผ่านเมือง บ้านพักอาศัยทุกชายคามองดูไม่แตกต่างกันนัก ยกเว้นบ้านหลังหนึ่ง แม้จะทาสีขาวทั้งหลัง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยปริศนาดำมืด

สังคมในเมืองเป็นสังคมเล็กๆ ที่รู้จักกันทั่วทั้งเมือง เพราะมีคนไม่มาก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1912 สั่นสะเทือนขวัญทั้งเมือง เพราะเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ ฆาตกรใช้ขวานสังหารสมาชิกในครอบครัวมัวร์ทั้ง 6 คน และยังสังหารเด็กอีก 2 คนที่มานอนค้างในบ้าน นี่คือคดีที่ยังไม่มีคำตอบว่าใครคือฆาตกรจนทุกวันนี้

ร่างแหลกเละ 6 ร่างที่พบชั้นบน เป็นสมาชิกทั้งหมดในครอบครัวมัวร์ ส่วนอีก 2 ร่างเป็นเด็กหญิงลูกเพื่อนบ้านที่มานอนค้างคืนในบ้านครอบครัวนั้น ทุกศพถูกขวานจามกะโหลกจนจำสภาพแทบไม่ได้ แต่ยังจับผู้ต้องหาไม่ได้ แม้ร้อยกว่าปีล่วงมาแล้วก็ตาม ฝาผนังกำแพงทุกด้านยังคงเก็บงำความลับลึกเร้น

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1912 วันนี้มีงานวันเด็ก ซึ่งเด็กเกือบทุกคนในเมืองจะมาร่วมงานนี้ มีกำหนดเลิกงานในราวสามทุ่มครึ่ง ซาร่าห์ มัวร์ แม่บ้านวัย 39 ปี นำลูกๆ ไปร่วมงานที่โบสถ์ทั้งสี่คน โจไซอา หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “เจบี” สามีของเธอเตรียมงานอยู่ที่โบสถ์ เธอมีหน้าที่พาลูกๆ คือ เฮอร์มัน แคธเทอรีน บอยด์ และพอล มัวร์ไปร่วมสนุกที่โบสถ์ นอกจากนี้ยังชวนลูกเพื่อนบ้านอีก 2 คนคือ ลีน่าและไอน่า สติลลิงเกอร์ไปด้วย ทั้งไอน่าและลีน่าจะค้างที่บ้านของครอบครัวมัวร์ เพราะกว่าเลิกงานก็ดึกแล้ว ไม่สะดวกที่จะกลับไปบ้านของทั้งคู่ที่อยู่ไกลออกไป

เช้าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1912 แมรี่ แพคแฮม เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเดินมาหน้าบ้านเพื่อนำผ้ามาตากแดด รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ไม่มีสมาชิกคนไหนในครอบครัวมัวร์ออกมาทำกิจกรรมยามเช้าเหมือนเช่นทุกวัน

ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล เพราะบ้านของพวกมัวร์ไม่เคยเงียบกริบถึงเพียงนี้ จึงโทรศัพท์หาพี่ชายของเจบี มัวร์ที่ชื่อ รอส มัวร์ ให้แวะมาดู ไม่ว่าจะทุบประตูกี่หน ทั้งบ้านยังเงียบกริบ ไม่มีวี่แววตอบรับกลับมาแต่อย่างใด รอสจึงเอากุญแจอีกชุดมาไข จากนั้นผลักประตูเข้าไปในบ้าน ตามติดมาด้วยแมรี่ ทั้งคู่ตะโกนเรียกอีกครั้ง แต่ไม่มีใครขานรับ รอสเห็นประตูห้องนอนชั้นล่างแง้มอยู่ จึงผลักเข้าไป

ร่างน้อยๆ สองร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดเริ่มจับตัวเป็นคราบคล้ำบนเตียง ตามผนังและพื้นเปรอะไปด้วยเลือด แมลงวันและมดตอมไต่ตามซาก รอสแทบไม่ได้พิจารณาเลยว่าสองร่างนั้นเป็นร่างของใคร ถลันออกมาตะโกนเรียกแมรี่ให้โทรตามนายอำเภอทันที

นายอำเภอมาถึงที่เกิดเหตุในชั่วพริบตา หลังจากพิสูจน์หลักฐานแล้วพบว่าศพที่พบในห้องนอนชั้นล่างนั้นคือ ลีน่า สติลลิงเกอร์ วัย 12 และน้องสาวคือ ไอน่า วัย 8 ขวบ เมื่อขึ้นไปยังห้องนอนชั้นบนก็พบอีก 6 ศพ ทุกศพถูกจามด้วยขวานจนกะโหลกแตก เลือดชุ่มเตียงและพื้นห้อง บางส่วนกระเด็นเปรอะผนังและเก้าอี้ ศพที่พบคือ โจไซอา มัวร์ วัย 43 ซาร่าห์ มัวร์ วัย 39 เฮอร์มานวัย 11 ขวบ แคธเทอรีนวัย 10 ขวบ บอยด์ วัย 7 ขวบและพอลวัย 5 ขวบ หลังการสืบสวน ยังสรุปไม่ได้ว่าใครเป็นฆาตกรที่ลงมือสังหารในบ้านหลังนี้ เพราะหลักฐานทั้งหมดในบ้านถูกทำลายไปหมดแล้ว ดังนั้นฆาตกรจึงยังลอยนวลนับจากวันนั้นเป็นต้นมา

หลังเกิดเหตุฆาตกรรมสยอง บ้านหลังนี้ถูกเปลี่ยนมือหลายเจ้าของจนกระทั่งปี ค.ศ. 1994 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของดาร์วินและมาร์ธา ลินน์ ซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้ นำมาปรับปรุงซ่อมแซมเพราะสภาพบ้านทรุดโทรมมาก

การซ่อมแซมนั้นปรับปรุงให้เหมือนในปี ค.ศ. 1912 โดยอาศัยดูจากรูปเก่าของบ้าน ตกแต่งโดยใช้เฟอร์นิเจอร์สมัยปี ค.ศ. 1912 ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานประจำเมือง หลายคนที่แวะมาเที่ยวบ้านหลังนี้มีทั้งเข้ามาชื่นชมในด้านประวัติศาสตร์ แต่บางคนก็มาเพื่อท้าพิสูจน์อะไรบางอย่าง

ตั้งแต่มีการซ่อมแซมปรับปรุง บ้านครอบครัวมัวร์แห่งเมืองวิลลิสกาก็เปิดให้ค้างคืน เพื่อท้าพิสูจน์สิ่งลี้ลับและวิญญาณ มีเสียงร่ำลือว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านผีสิง ทำให้คนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมาพิสูจน์ความหลอนระดับสิบสุดเฮี้ยน

ทุกคนได้ยินเสียงเด็ก ทั้งที่ในบ้านนี้ไม่มีเด็กเลยแม้แต่คนเดียว มีการถ่ายภาพติดวิญญาณ มักบันทึกเสียงวิญญาณได้เสมอในบ้านแห่งนี้ บางครั้งขณะที่เจ้าของสถานที่กำลังเดินพาผู้มาเยือนชมรอบๆ บ้าน มีเหตุการณ์ประหลาด เช่น โคมไฟล้มคว่ำหรือสิ่งของต่างๆ ในห้องเคลื่อนที่ไปมาโดยไม่มีใครแตะต้อง รวมทั้งเสียงทุบฝาผนังดังๆ และเสียงหัวเราะของเด็กๆ

ร่ำลือว่าบ้านหลังนี้ติดอันดับความเฮี้ยน 1 ใน 10 ของอเมริกา มีคณะสำรวจทางวิญญาณหลายคณะเข้ามาสำรวจบ้านหลังนี้ โดยมีการค้างคืนในบ้านเพื่อหาหลักฐาน ซึ่งเมื่อใช้เวลาทั้งคืน ทีมสำรวจมักจะรายงานออกมาคล้ายๆ กันคือ บ้านนี้มีวิญญาณสิงสู่อยู่อย่างแน่นอน จากภาพดวงไฟประหลาดที่ล่องลอยไปมาในบ้าน เสียงหัวเราะของเด็กๆ และเสียงกระซิบปริศนายามราตรี

มีหลายเหตุผลอธิบายว่าทำไมวิญญาณทั้ง 8 จึงยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น เหตุผลที่เป็นไปได้มากสุดคือ วิญญาณเด็กยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจากสิ่งที่เกิดขึ้น จนไม่สามารถข้ามพ้นมิติไปสู่ภพหน้าได้ อีกข้อหนึ่งที่มีการยืนยันกันมากจากหลักฐานที่เจอคือ วิญญาณฆาตกรเองยังสิงอยู่ในบ้านหลังนั้น เพื่อควบคุมวิญญาณของเหยื่อที่ตนฆ่า วิญญาณเด็กๆ ยังคงติดอยู่ในบ้านชั่วนิรันดร์ หรืออีกประเด็นหนึ่งคือ พวกเด็กๆ ไม่รู้ว่าตนเองนั้นตายแล้ว

การฆาตกรรมอันทารุณนี้กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สะเทือนขวัญที่สุดในรัฐไอโอวาจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่แน่นอนกว่าการจับกุมผู้ต้องหา คือบรรยากาศความหลอนที่เชื่อว่าวิญญาณของครอบครัวดังกล่าวยังไม่ไปสู่สุคติ ไม่ว่าจะเป็นทีมงานท้าพิสูจน์ที่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หรือคนทั่วไปที่เข้าไปเยือนบ้านหลังนี้ ล้วนแล้วแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่เป็นประสบการณ์สยองขวัญที่ทุกคนไม่มีวันลืมเลือนชั่วชีวิตเลยทีเดียว

Don`t copy text!