ฤทัยยักษ์ บทที่ 4.2 : คดีที่มียักษ์เป็นผู้ต้องสงสัย

ฤทัยยักษ์ บทที่ 4.2 : คดีที่มียักษ์เป็นผู้ต้องสงสัย

โดย : เวฬุวลี

ฤทัยยักษ์ โดย เวฬุวลี นวนิยายที่อ่านเอานำมาให้อ่านออนไลน์ที่ anowl.co กับเรื่องราวของ ‘ฤทัยมาศ’ ตำรวจสาวที่้องเข้าไปสืบคดีที่เชื่อมโยงกับอดีตของเธอที่มีร่วมกับยักษ์หนุ่มจากวัดโพธิ์นามว่า ‘แสงอาทิตย์’ และยังไปเกี่ยวพันกับเบื้องลึกเบื้องหลังของศึกยักษ์วัดโพธิ์กับยักษ์วัดแจ้งที่เล่าขานกันมาเนิ่นนาน

มนัสใช้เวลาในคืนนั้นไปอยู่ที่บริเวณบริษัทของนายสัญชัย

ตำรวจที่รับหน้าที่เฝ้าที่เกิดเหตุในคืนนั้นคือจ่าสิบตำรวจชื่อกุศล เขาเป็นจ่าวัยสามสิบกว่าที่ดูอารมณ์ดีอยู่เสมอ จนเพื่อนตำรวจชอบแซวว่าตำรวจอย่างเขาคงไม่สามารถขู่ให้ผู้ร้ายคนไหนกลัวได้แน่ จ่ากุศลมีท่าทางประหม่าเมื่อตำรวจชั้นผู้ใหญ่อย่างมนัสมาเฝ้าที่เกิดเหตุด้วย

“ไม่คิดว่าท่านจะมาเอง”

“ที่เกิดเหตุนี่แหละที่สำคัญมากจ่า…จากประสบการณ์ของผม คนร้ายมักจะย้อนกลับมาเพราะระแวงว่าตัวเองจะทิ้งร่องรอยอะไรไว้…ยิ่งพอผ่านไปหลายวัน คนร้ายก็จะยิ่งย่ามใจว่าไม่มีใครที่จับตามองอยู่”

บริษัทของสัญชัยเป็นตึกสามชั้นที่ถูกตำรวจกันไว้เป็นพื้นที่สอบสวนมาหลายวัน ตอนนี้ ตึกจึงปิดสนิท แถมคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด รอบๆ บริเวณก็ไม่ใช่แหล่งชุมชน มีแต่ร้านอาหารที่ปิดทำการแล้วซึ่งรถของมนัสและกุศลจอดหลบไว้อยู่

บทสนทนาระหว่างตำรวจทั้งสองหยุดลง เมื่อสายตาของทั้งคู่มองไปเห็นร่างของคนผู้หนึ่งใส่เสื้อสีเข้ม มีหมวกคลุมปิดบริเวณหน้าเดินมาตามทางในเงามืด มนัสหันไปพยักหน้ากับลูกน้องที่เข้าใจสัญญาณนั้นเป็นอย่างดี

ร่างนั้นหลบไปที่ประตูด้านหลังของบริษัทของสัญชัย เมื่อตำรวจทั้งสองจะลงจากรถและตามไป ก็เห็นว่าคนผู้นั้นได้เข้าไปในตัวตึกแล้ว

มนัสสั่งให้กุศลแยกไปค้นที่ชั้นล่าง ส่วนเขาค่อยๆ เดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ในระยะเวลาไม่นานนัก มนัสก็เห็นเหมือนเงาวูบไหวของร่างนั้นซึ่งดูจากความสูงแล้วน่าจะเป็นผู้ชาย

มนัสหยิบปืนมากระชับแน่นในมือ บรรยากาศในคืนนั้นดูเย็นยะเยือกอย่างประหลาด ในที่สุดเขาก็เห็นว่าชายคนนั้นกำลังค้นของบางอย่างอยู่ในห้องทำงานของนายสัญชัย

มนัสพลาดไปเหยียบโดนกองเอกสารที่วางแถวนั้น จึงเกิดเสียงดังจนชายคนนั้นชะงัก เขาหันมามองทางมนัสเพียงครู่เดียว แต่ด้วยความมืด ตำรวจใหญ่จึงไม่เห็นใบหน้าของชายลึกลับคนนั้น ร่างนั้นวิ่งออกไปแทบจะในทันทีที่เขาตะโกนบอก

“หยุดนะ! นี่ตำรวจ!”

ชายคนนั้นไม่ยอมหยุด ซ้ำยังเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าเดิม มนัสวิ่งตามไปที่บันได ก่อนตัดสินใจยิง เขาแน่ใจว่าลูกกระสุนของเขาน่าจะถูกร่างของชายคนนั้น

มีเสียงคำราม

ใช่ เสียงคำราม…ไม่ใช่เสียงร้องโอดโอยเหมือนคนทั่วไป มนัสชะงักทันใด

ตำรวจใหญ่ค่อยๆ เดินเข้าไปทางต้นเสียง ท่ามกลางแสงจันทร์ มนัสเห็นร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ แสงจันทร์ที่ลอดจากหน้าต่างส่องให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของร่างนั้นที่มีรอยยิ้มแสยะและเขี้ยวแหลมคมออกมาจากมุมปาก

มนัสตกใจ สัญชาตญาณตำรวจทำให้เขายิงปืนใส่อีกฝ่ายหนึ่งทันที แต่ร่างนั้นใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวก้าวมาถึงตัวเขา

ปืนในมือของตำรวจหนุ่มโดนร่างลึกลับใช้มือปัดโยนไปอีกทาง มนัสพยายามจะไปเอื้อมไปคว้าปืนที่หล่นอยู่ที่พื้น แต่กลับโดนคว้าคอไว้ แล้วเหวี่ยงร่างของเขาไปกระแทกไปกับกระจกหน้าต่าง

มนัสร่วงลงมาที่พื้นหญ้าด้านล่างของตึก

ตำรวจใหญ่มึนงง ร่างลึกลับร่างนั้นดูมีพละกำลังมหาศาลแบบที่เขาไม่มีวันสู้ได้ ระหว่างที่เขาพยายามที่จะลุกขึ้น มนัสก็เห็นว่าร่างนั้นกำลังเดินตรงมาที่เขา ก่อนที่ร่างนั้นจะเริ่มเปลี่ยนไป จากร่างขนาดเท่ามนุษย์ปกติ เป็นค่อยๆ ใหญ่ขึ้น…ใหญ่ขึ้น…ไม่ช้าไม่นาน เงาสูงใหญ่นั้นก็ทาบทับไปที่ตึกขนาดสามชั้น

มนัสตาเหลือกด้วยความตกใจ เสี้ยวนาทีสุดท้ายของชีวิต เขาระลึกได้เพียงเสียงที่ชายผู้เป็นพยานคนนั้นบอกกับเขา

‘คนร้ายในคดีนี้…มันเป็นยักษ์! เชื่อผมนะครับคุณตำรวจ ยักษ์มันกำลังออกมาฆ่าคน!’

 

งานศพของมนัสมีคนมาร่วมงานมากมาย โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่จากกรมตำรวจที่ต่างเข้ามาแสดงความเสียใจกับครอบครัว ฤทัยมาศต้องคอยประคองฤดีที่เป็นลมไปหลายหนหลังจากทราบข่าวว่าสามีถูกคนร้ายฆ่าตายขณะที่ตามสืบคดี

ถึงในขณะนี้ ก็ยังไม่มีเบาะแสของฆาตกร แต่ตำรวจเริ่มมีข้อสรุปกันว่านี่อาจเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง เมื่อสภาพศพของมนัสถูกไฟไหม้เหลือเพียงแค่เถ้าเหมือนกับสภาพศพของสัญชัย เหยื่อในคดีก่อนหน้านี้

ฤทัยมาศต้องทำตัวเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้กับแม่ผู้ใจสลาย หญิงสาวไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น หล่อนมองรูปถ่ายของพ่อที่อยู่ข้างโลงศพ ใจยังไม่อยากยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง ขณะเดียวกันก็คิดหัวแทบระเบิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของหล่อนในคืนนั้นกันแน่

ศศินมาช่วยงานทุกวัน เขาคอยดูแลฤทัยมาศอย่างเป็นห่วง มธุรินผู้เป็นแม่ของเขาเองก็มาร่วมงานอยู่หลายวัน

ในคืนสวดศพวันสุดท้าย ปราการ นายตำรวจระดับผู้การผู้เคยทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อเธอตั้งแต่สมัยเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย ก็เดินเข้ามาหาฤทัยมาศ

“ลุงเสียใจด้วยจริงๆ ฤทัย…ไม่ต้องห่วงนะ คดีนี้ลุงเป็นคนรับผิดชอบต่อ ลุงจะช่วยตามจับคนร้ายมาให้ได้”

หญิงสาวหันมามองใบหน้าของเพื่อนพ่อ ในดวงตามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง “คุณลุงคะ…ฤทัยขออยู่ในทีมสืบสวนด้วยได้มั้ยคะ”

ปราการลังเลเมื่อได้ยินคำขอดังกล่าว และปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา

“อย่าดีกว่าฤทัย ลุงไม่อยากให้ฤทัยเอาอารมณ์ความรู้สึกไปเกี่ยวข้องกับการสืบคดี เชื่อลุง รออีกไม่นาน ลุงจะตามหาฆาตกรที่ฆ่าพ่อหนูมาให้จนได้”

คำสัญญาของนายตำรวจใหญ่ไม่สามารถทำให้ใจของฤทัยมาศสงบลงได้เลย เมื่องานสวดศพเสร็จสิ้น ฤทัยมาศก็ให้ศศินช่วยไปส่งแม่ที่บ้านก่อน ส่วนหล่อนรอส่งแขกกลับ

เมื่อแขกที่มาร่วมงานกลับไปกันจนหมด ฤทัยมาศก็นั่งนิ่งมองรูปถ่ายของพ่อที่แทบจะไม่แตกต่างจากใบหน้าที่เธอเคยเห็นอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้พ่อของเธอจากไปแล้ว จากไปโดยที่เธอไม่ได้มีโอกาสร่ำลา และก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอะไรเพื่อช่วยพ่อเธอได้เลย

น้ำตาที่กักเก็บไว้มากมายทะลักล้นออกมา หญิงสาวร้องไห้อยู่ตามลำพังอีกพักใหญ่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งที่ไม่ห่างจากบริเวณนั้น มีสายตาคู่หนึ่งที่กำลังมองเธออยู่

 



Don`t copy text!