ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 18 : ใบหน้าที่ไม่อาจตัดใจ

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 18 : ใบหน้าที่ไม่อาจตัดใจ

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

…………………………………………………

-18-

 

พราวพัชร์ทรุดฮวบลงนั่งบนโซฟาใกล้ตัวราวกับขาไร้เรี่ยวแรงขึ้นมากะทันหัน สีเลือดจางไปจากดวงหน้างดงาม ทิ้งไว้เพียงความเผือดซีดราวกับกระดาษ

มันอาจเป็นเพราะความตกใจกับเรื่องราวอันคาดไม่ถึง แต่ส่วนเสี้ยวอันหยันโลกในตัวศิรัชหัวเราะหึและคิดค้าน…เขาจะรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่มารยา

เขาไม่อยากจับผิดเธอ แต่ไม่อาจทำหน้าชื่นมองโลกในแง่ดีในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ การหายตัวไปของเผิงอี้เหว่ยบ่งบอกว่าอันตรายเข้าใกล้ตัวเขาขึ้นทุกที และคนที่เขาเห็น…คนที่เขาเชื่อว่าคือภาสุระก็ทำให้ความหวังของเขาว่าทุกอย่างเป็นเรื่องบังเอิญล่มสลายไปจนสิ้น

เมื่อมาถึงตอนนี้ การวิ่งหนีความจริงไม่ใช่ทางเลือก แม้ว่ายามสบตากลมโตสีดำขลับคู่นั้น ความเจ็บแปลบจะยังเสียดแทงเข้ากลางอกเขา บาดลึกถึงขั้วหัวใจ

บางทีใบหน้านี้อาจถูกจำลองขึ้นมาด้วยวิธีใดสักอย่าง ทั้งเพื่อเป็นเหยื่อล่อและเพื่อให้เขาทนทรมาน เพราะภาสุระรู้ว่าเขาจะตัดใจไม่ได้

“เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน ตระกูลนาครีย์ของผมเป็นเจ้าครองปาตรา ผู้ใหญ่ในตระกูลผมหมายตาผู้หญิงคนหนึ่งไว้ ตั้งใจจะให้แต่งงานกับผมและขึ้นเป็นอัครมเหสีเมื่อถึงเวลา”

ชายหนุ่มเล่าต่อเนิบๆ เหมือนเชื่อในปฏิกิริยาที่เห็น พลางจับสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทุกระยะ ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่งงันราวกับหุ่นปั้น

“เธอชื่อทิพวลัญช์ ธิดาคนโตของตระกูลชลันตรา พ่อเธอเป็นคนสำคัญในเมืองเรา ดูแลด้านการค้ากับต่างแคว้น มันเป็นการจับคู่สานสัมพันธ์ที่เหมาะสมทางการเมือง แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นตามแผนนั้น ผมเจอผู้หญิงอีกคนที่ผมรัก”

…ปาลวีย์…

เขายังจำวันที่เขาพบเธอเป็นครั้งแรกได้ ในตอนนั้นเขายังไม่ได้ขึ้นรับตำแหน่งเจ้าครองนคร อาหญิงของเขาฝากให้เขานำผ้าทอที่ซื้อมาจากพ่อค้าต่างเมืองไปให้มารดาของทิพวลัญช์ กำชับอยู่หลายหนให้เขาถือไปกับมือแทนที่จะส่งคนไป

เขาไม่ขัด แต่เลือกที่จะลากน้องชายออกไปด้วยกัน

“ท่านอาก็ช่างกระไรเลย”

เขาจำได้ว่าน้องเขาวิพากษ์ขณะทั้งสองชักม้าไปทางเขตเรือนของตระกูลชลันตราซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปทางเขตกำแพงด้านนอก “รู้ทั้งรู้ว่าช่วงนี้ท่านพ่อเริ่มถ่ายโอนงานให้ท่านพี่ดูแลแทน ท่านอาก็มีข้าช่วงใช้ออกมากมาย เหตุใดต้องมาวานท่านถือของไปให้ มิหนำซ้ำตระกูลชลันตราคุมสำเภา ทำการค้ากับต่างเมืองโดยตรง แพรพรรณเช่นนี้นึกอยากซื้อหาเมื่อใดก็ย่อมได้”

“เจ้าดูไม่ออกจริงหรือ ศรุติธร” ศิรัชญะเพียงหัวเราะในคอพลางเหลือบตาไปหาผู้อ่อนวัยกว่า “จะซื่อไปหน่อยแล้วกระมัง สาระอยู่ที่ผ้านี่เสียเมื่อไรกัน ท่านอาก็เพียงวางอุบาย”

“อุบายใดหรือ ท่านพี่”

“ให้ข้าไปพบทิพวลัญช์” เจ้าชายหนุ่มส่ายหน้า ยิ้มพราย “เจ้าน่าจะรู้ว่าครอบครัวเรากับนางตั้งใจไว้อย่างไร ทางชลันตราเคยเกี่ยวดองกับเรามานาน จนมาช่วงหลังนี้จึงได้ห่างกันไป ผู้ใหญ่อยากให้กลับมาผูกสัมพันธ์กันใหม่ในรุ่นเรา”

“มิน่า ท่านพี่จึงลากข้าออกมาเป็นกันชน” ศรุติธรเลิกคิ้วขึ้น “ที่จริงหากท่านไม่ชอบพอนาง ปฏิเสธไปก็ได้กระมัง ทางบ้านเราคงไม่ถึงแก่ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า”

“เรื่องยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ไม่มีเหตุผลที่ต้องด่วนตัดไมตรี” เขาว่า “อีกประการหนึ่ง ข้าอาจไม่ได้ชอบพอนาง แต่ก็ไม่ได้ชอบพอใครอยู่ ทุกคนมองว่าเราเหมาะสมกัน แล้วสักวันข้าก็ต้องแต่งงาน”

“ท่านพี่เย็นชาเสียจริง” ศรุติธรจุปาก “หากนางได้ฟังท่านกล่าวเช่นนี้ นางอาจเสียใจ”

“เรื่องระหว่างเราเป็นการเมืองอยู่แต่ต้น” ผู้เป็นพี่เอ่ยเสียงเรียบ “เท่าที่ได้ฟังมา ทิพวลัญช์ก็เป็นคนฉลาด นางน่าจะเข้าใจดีว่าอะไรเป็นอะไร”

ผู้เป็นน้องส่ายหน้าคล้ายไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งไปถึงเขตเรือนของตระกูลชลันตรา ทั้งสองลงจากหลังม้า ส่งบังเหียนให้บ่าวซึ่งยืนอยู่แถวนั้น

“ข้ามาพบท่านทีฆรัชต์กับคุณหญิง ท่านอยู่หรือไม่”

บ่าวชายอีกคนวิ่งไปยังเรือนแยกใกล้ๆ และครู่เดียวปราติ ทนายหน้าหอของผู้เป็นเจ้าบ้านก็กระวีกระวาดมาถึง ฝ่ายนั้นน้อมกายคำนับต่ำ นำพวกเขาไปยังหอรับรองซึ่งเจ้าบ้านสร้างไว้ต้อนรับแขกเหรื่อและคู่ค้าจากต่างแดน ด้านหน้าของหอเป็นโถงโปร่งโล่งวางม้านั่งปูเบาะผ้าปัก เปิดให้เห็นทิวทัศน์สวนไม้หอมกับบึงบัวใหญ่ ส่วนด้านในเชื่อมกับห้องหนังสือซึ่งมีโต๊ะนั่งทำงานจากบูรพเขตตั้งอยู่กลางห้อง ทว่ายามนี้ห้องดังกล่าวว่างเปล่า

ปราติเชื้อเชิญให้พวกเขานั่งลงตรงส่วนหน้าของหอ เรียกบ่าวยกน้ำมาให้พลางเอ่ยอย่างพินอบพิเทา

“รอสักครู่นะขอรับ”

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

ชายผู้นั้นลงบันไดหอไป ทิ้งศิรัชญะไว้กับน้องชายผู้หยิบตุ๊กตากระเบื้องเคลือบรูปสตรีนุ่งกระโปรงบานฟูฟ่องขนาดย่อมที่ตั้งประดับไว้บนโต๊ะใกล้ๆ ขึ้นหมุนดู

“ตุ๊กตากระเบื้องจากประจิมเขต เครือข่ายการค้าท่านทีฆรัชต์กว้างไกลดีไม่น้อย”

ศรุติธรเปรยขึ้น เรียกรอยยิ้มขึ้นมาบนริมฝีปากคนฟังอีกรอบ

“เจ้าพูดถูก เพราะอย่างนี้จึงสำคัญที่…”

คำพูดของเขาขาดไปในคอเมื่อสายตาเขากวาดเลยออกไปนอกหน้าต่างและเห็นร่างเล็กอ้อนแอ้นของหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งผู้ยืนอยู่ไกลออกไปใต้ต้นไม้ใหญ่ออกดอกสีนวลสะพรั่งต้นหนึ่ง เขาไม่คุ้นหน้าเธอ ไม่เคยเห็นในครั้งก่อนๆ ที่เขามาหาทีฆรัชต์

ผู้ใดกัน?

ผ้านุ่งของเธอเป็นผ้าทอลายพื้นๆ ดูเรียบง่ายกว่าผ้ายกดอกที่เขาเคยเห็นทิพวลัญช์กับธัญธาราสวมใส่ ทว่าเครื่องประดับทองที่สวมติดกายบอกว่าเจ้าตัวก็ไม่ใช่บ่าวไพร่เช่นกัน ในมือข้างหนึ่งของเธอมีขันเงินใบเล็ก ขณะที่แขนกลมกลึงอีกข้างเอื้อมขึ้นไปปลิดดอกไม้ลงมาจากต้น หย่อนลงไปในนั้น ดวงหน้างดงามที่เงยขึ้นต้องแสงและเรือนผมยาวดำขลับแลประดุจภาพวาดนางอัปสร ตรึงความสนใจเขาไว้อย่างที่ไม่เคยมีหญิงใดทำได้มาก่อนในชีวิตนี้

“ท่านพี่?”

ศิรัชญะได้ยินเสียงเรียกของน้องชาย แต่แรงดึงดูดของสตรีนอกหน้าต่างมีมากกว่า และก่อนสมองจะทันยั้งคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะส่งผลอย่างไรบ้าง เขาก็ผุดลุกขึ้นยืนตรง หมุนกายสาวเท้าออกจากห้อง เดินลงบันไดหอไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

“ท่านพี่!”

เสียงศรุติธรร้องตามหลังมาอย่างละล้าละลัง ทว่าคนเป็นพี่เพียงสาวเท้าอ้อมมุมหอไปเงียบๆ หัวใจเต้นถี่แรงขึ้นกว่าเดิมยามเขาก้าวเข้าสู่เขตสวนและเห็นเงาร่างของเธออีกครั้ง

หญิงสาวยังคงไม่รู้ตัวว่ามีใครเข้ามาใกล้ ปลายเท้าน้อยๆ เขย่งขึ้นยามเธอเอื้อมมือเด็ดดอกไม้บนกิ่งสูง แล้วเธอจึงสะดุ้ง ซวนเซไปนิดหนึ่งเมื่อมือใหญ่ของเขาเอื้อมขึ้น ชิงเด็ดดอกไม้ดอกนั้นส่งให้เธอ

“อุ๊ย!”

ดวงหน้างดงามหันมา เงยขึ้นมองเขา ดวงตาสวยคมเบิกกว้าง ก่อนร่างเล็กบางจะยอบต่ำเมื่อเธอจดจำเขาได้และใบหน้านั้นจะก้มงุดลง

“ท่านศิรัชญะ…”

“เจ้ารู้จักข้าอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้ ดูเอาเปรียบกันนัก”

ชายหนุ่มเปรยขันๆ และย่อตัวตามลงไปตรงหน้าเธอ ดึงมือเรียวสวยมาอย่างถือวิสาสะ หย่อนดอกไม้ที่เธอไม่ยอมรับลงไปในขัน “จะไม่บอกสักนิดเลยหรือว่าเจ้าคือใคร”

พวงแก้มของคนตรงหน้าเรื่อสีแดงจัด และริมฝีปากอิ่มงามก็เม้มเข้าเล็กน้อยเมื่อดวงตาช้อนขึ้นสบตาเขาคล้ายลังเล เธอกระตุกมือกลับนิดหนึ่ง และศิรัชญะก็รู้ว่าเขาควรปล่อยเธอ ไม่เพียงเพราะการกระทำเช่นนี้ ‘ไม่งาม’ อย่างยิ่ง ทว่ายังอาจทำให้เธอเดือดร้อน

แต่ในก้นบึ้งของใจเขาไม่อยากปล่อยมือเล็กบางนั้น และความคิดหนึ่งก็แย้งขึ้นมาในสมองอย่างยโส

…ต่อให้มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาจะคุ้มครองเธอไม่ได้เลยหรือ เขาผู้เป็นว่าที่เจ้าผู้ครองนครองค์ต่อไป…

“ท่าน…”

หญิงสาวพยายามดึงมือกลับอีกรอบ แต่เมื่อไม่สำเร็จ เธอก็ช้อนตาขึ้นมองเขากึ่งวอนขอ กิริยาซึ่งทำให้เขาถอนใจ เอ่ยเสียงอ่อนลงเล็กน้อย ปนตะล่อม เกือบเป็น ‘อ้อน’

“อย่าเพิ่งหนีไปไหนเลย อย่างน้อยบอกข้าก่อนเถิดว่าเจ้าเป็นใคร”

“ข้าชื่อปาลวีย์” ที่สุดเธอก็เอ่ยอู้อี้ออกมา ประโยคถัดไปฟังเหมือนขัดเคืองนิดๆ “ท่านเป็นคู่หมายของพี่วลัญช์ ไม่ควรทำเช่นนี้นะเจ้าคะ”

…พี่วลัญช์?

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น เธอเป็นญาติของทิพวลัญช์อย่างนั้นหรือ

เขานิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยอมปล่อยมือจากมือนุ่มนั้น ยืดกายยืนตรงขึ้นพร้อมกับเธอ แม้สายตาจะยังไม่ละไปจากดวงหน้างามของคนตรงหน้า และอารมณ์ซึ่งอัดแน่นอยู่ในอกก็คงถ่ายทอดผ่านแววตาเขาออกไป เพราะปาลวีย์หน้าแดงจัดขึ้นอีกรอบ เธอหลบตา ยอบกายลงทำความเคารพอย่างรีบร้อน กระชับขันในมือแน่นขึ้นก่อนจะหมุนกาย สาวเท้าเร็วๆ จากไป

“ปาลวีย์”

เสียงเรียกตามหลังของเขาทำให้ร่างเล็กบางหยุดชะงัก เหลียวกลับมาด้วยท่าทีลังเล และศิรัชญะก็ขยับยิ้มพรายขึ้นที่มุมปาก เอ่ยเสียงหนัก

“ข้ายังไม่ได้ปลงใจกับผู้ใด หากมีใครลือกันเป็นอื่น ก็ด่วนคิดกันไปเองล่วงหน้าทั้งนั้น”

หญิงสาวเบิกตากว้างกว่าเดิมนิดหนึ่ง ริมฝีปากเผยอค้างขึ้นเล็กน้อย ทว่าเมื่อรู้ตัว เธอก็รีบผินหน้ากลับ เดินลัดสวนตรงไปยังตัวอาคารด้านหลัง ทิ้งเขาไว้กับรอยยิ้มอันขยายกว้างขึ้นกว่าเมื่อครู่

หลังจากเธอลับสายตาไปแล้วนั่นแหละ ชายหนุ่มจึงกลับขึ้นไปบนหอรับรองอย่างอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม และเมื่อทีฆรัชต์กับภรรยาและบุตรสาวคนโตเข้ามาในห้องตามแผนการ ‘ดูตัว’ ที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลวางไว้ เขาก็พูดคุยไปตามปกติเหมือนเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แม้ความมาดหมายในอกเขาจะต่างไปจากเมื่อแรกที่เขาเหยียบเข้ามา ณ ที่แห่งนี้โดยสิ้นเชิง

“ข้าใจหาย คิดว่าท่านพี่จะกลับขึ้นมาไม่ทันท่านทีฆรัชต์เสียแล้ว”

ศรุติธรระบายลมหายใจยาวเมื่อทั้งคู่กลับออกมาจากเขตเรือนของตระกูลชลันตรา เขาปรายตามองพี่ชาย ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านวางแผนเช่นใดอยู่กระมัง ท่านพี่ แต่ไรมาท่านก็ไม่ใช่คนเจ้าชู้ประตูดิน ยิ่งกับสตรีในบ้านคู่หมายของท่าน ท่านยิ่งไม่น่าคิดไปข้องเกี่ยว”

“แผน?” คนฟังทวนคำพลางหัวเราะ “แผนคือให้เจ้าไปลองสืบให้ข้าสักหน่อยเถิดว่าผู้หญิงที่ชื่อปาลวีย์เป็นผู้ใด เกี่ยวข้องอย่างไรกับตระกูลชลันตรา ข้าแน่ใจว่านางไม่ใช่บ่าว”

ศรุติธรขมวดคิ้วเข้า แม้จะไม่พูดอะไร กิริยาซึ่งเรียกรอยยิ้มจากคู่สนทนาขึ้นมาได้อีกครั้ง

“ตระกูลชลันตราเพียงต้องการสร้างสัมพันธ์กับตระกูลเรา หากข้าต้องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เจ้าว่าจะได้หรือไม่ ทิพวลัญช์ไม่ได้รักใคร่ข้าอยู่แล้ว นางคงไม่ว่ากระไรกระมัง”

ศิรัชหลับตาแน่นลงชั่วครู่เมื่อความทรงจำของเขาหมุนย้อนมาถึงจุดนี้ เพราะเขารู้แล้วว่าตนในวันนั้นประเมินพลาด…พลาดไปอย่างสาหัส ในช่วงวัยนั้น เขายังมองโลกเรียบง่าย เปี่ยมไปด้วยความทะนงจนกลายเป็นเขลา เชื่อมั่นว่าตนจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ควบคุมทุกอย่างไว้ได้ในมือ

เขาคิดถูกเพียงครึ่งเดียว…คือเขาได้ปาลวีย์มาเป็นคู่ชีวิต ทิพวลัญช์ส่งญาติห่างๆ ของเธอเข้าพิธีสมรสกับเขาด้วยรอยยิ้ม ตระกูลชลันตราดูเหมือนพึงพอใจกับเรื่องทั้งหมด

ทว่าทุกอย่างเป็นเพียงผืนน้ำนิ่งซึ่งกระแสคลื่นคลั่งกำลังก่อตัวอยู่เบื้องใต้ คลื่นอันกวาดกลืนคนที่เขารักไปในที่สุด

“…ปาลวีย์เป็นญาติฝ่ายย่าของทิพวลัญช์ ไม่ใช่คนในตระกูลโดยตรงด้วยซ้ำ เพียงแต่ย่าของทิพวลัญช์รับเธอมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ให้เป็นเพื่อนเล่น คอยติดตามหลานสาว ผมยกเธอเป็นชายา คิดว่าทิพวลัญช์กับทางบ้านเธอคงไม่ว่าอะไร เพราะเธอก็บอกว่าเธอรักปาลวีย์เหมือนน้องแท้ๆ แต่…”

“Hell hath no fury like a woman scorned. (1)” พราวพัชร์ต่อคำให้เขาแผ่วเบา และเมื่อชายหนุ่มมองไป เธอก็ถามต่อ “คุณบอกว่าพ่อฉันวางยาฆ่าชายาคุณ เธอเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือคะ”

“เขาทำตามคำสั่งของเธอ” ศิรัชเอ่ยสั้นๆ “ที่จริงจะบอกว่าภาสุระวางยาฆ่าปาลวีย์โดยตรงก็ไม่ถูกเสียทีเดียวนัก ที่เขาทำคือวางยาที่ทำให้เธอช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วคนของทิพวลัญช์ก็เอาเธอทิ้งน้ำ เธอต้องการให้ปาลวีย์หายสาบสูญไปแบบไม่มีร่องรอย”

แต่ปาลวีย์กลับไม่ยอม ‘หายสูญ’ ไปอย่างที่ทิพวลัญช์คิด เธอยังพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพาตัวเองกลับขึ้นฝั่ง พยายามกลับมาหาเขา เพียงเพื่อให้เขาได้กอดเธอไว้ในอ้อมแขนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ

ชายหนุ่มมองดวงหน้างดงามของผู้หญิงตรงหน้า รูปลักษณ์อันเหมือนปาลวีย์ไม่มีผิด แล้วหัวใจเขาก็สะเทือนวูบ มาถึงบัดนี้…เบื้องลึกในใจเขายังอยากเชื่อว่าปาลวีย์ได้พยายามกลับมาหาเขาอีกครั้ง ในรูปลักษณ์เดิม ด้วยวิธีใดสักอย่าง

แต่ความจริงคือเธอเป็นลูกสาวของภาสุระ เป็นเด็กที่ไม่ควรได้มีโอกาสกำเนิดมาด้วยซ้ำ และที่ร้ายกว่านั้น มือเธออาจเปื้อนเลือดน้องชายเขา

“วางยาที่ทำให้ช่วยตัวเองไม่ได้…แล้วก็ทิ้งน้ำ” พราวพัชร์หรี่ตาลง นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพึมพำคล้ายพูดกับตัวเอง “คุณศรุตก็โดนยาที่อาจทำให้หมดสติ แล้วเขาก็จมน้ำ…”

หางเสียงเธอขาดหายไปในคอ คล้ายเจ้าตัวตระหนักอะไรได้บางอย่าง ดวงตาสีดำขลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามมองมา สบตาเขา พร้อมกับที่ริมฝีปากอิ่มเต็มเม้มแน่นเข้าชั่วครู่

“นี่คุณคิดว่า…”

“คุณว่าความบังเอิญขนาดนั้นเป็นไปได้แค่ไหน”

คำพูดซึ่งออกจากปากเขาเกือบปนหยัน เพราะยิ่งรู้ว่าตนตัดใจไม่ขาด ความเคืองขุ่นชิงชังของเขายิ่งทบทวี “สถานการณ์แบบเดียวกัน ยาที่ ‘คุณ’ บอกว่าระบุไม่ได้ว่าคืออะไร”

“คุณคิดว่าฉันรู้ คุณคิดว่าฉันโกหก” หญิงสาวเว้นคำไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองมาด้วยแววตาเหมือนเจ็บช้ำ ไม่อยากเชื่อ “คุณคิดว่าฉันพัวพันกับเรื่องนี้”

“หรือไม่จริง”

“ไม่จริง” เธอสวนกลับเสียงแข็ง เกือบเป็นเกรี้ยว “แล้วมันก็ไม่ยุติธรรมที่คุณจะมากล่าวหาฉันเพียงเพราะคิดว่าพ่อฉันคือแพทย์หลวงที่วางยาชายาคุณเมื่อสี่ร้อยปีก่อน”

“เพราะคุณไม่เชื่อว่าเขาใช่?”

ชายหนุ่มลากเสียงยาว จ้องตาพราวพัชร์ นึกสงสัยว่าเธอจะยังปฏิเสธความจริงไปได้อีกนานแค่ไหน แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อหญิงสาวโพล่งออกมา

“เพราะต่อให้ใช่ พ่อกับฉันก็ไม่ใช่คนเดียวกัน”

ความเงียบสอดแทรกเข้าคั่นกลางระหว่างเธอกับเขาเมื่อต่างฝ่ายต่างนิ่งกันไปทั้งคู่ ชั่วอึดใจที่ศิรัชไม่มีคำใดจะตอบโต้ โดยเฉพาะเมื่อเธอผุดลุกขึ้นอย่างปุบปับ สาวเท้าเร็วไปอีกมุมห้อง ยกแขนขึ้นกอดอกเหมือนเหน็บหนาวขึ้นมากะทันหัน เธอไม่ได้เหลียวมา แต่เขาเห็นว่าร่างบางนั้นสั่นเทาน้อยๆ อย่างที่เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความกลัว ความโกรธ หรือความเสียใจ

ชายหนุ่มบอกตัวเองว่านี่อาจเป็นเพียงความพยายามกลบเกลื่อนพิรุธ ทว่ามือเขาก็ยังกำแน่นเข้าก่อนจะทันยั้ง เล็บตัดสั้นจิกลงในเนื้อ

เขาไม่ควรรู้สึก…แต่เมื่อเธอหันหลังให้เขา เขากลับรู้สึกว่าตนกำลังสูญเสียอะไรบางอย่าง

“แค่นี้หรือคะที่คุณมาที่นี่ ที่คุณบอกว่าอยากคุยกับฉัน อยากคุยเรื่องพ่อฉัน”

ในที่สุดพราวพัชร์ก็ทำลายความเงียบลง เสียงเธอหนักแน่น ทว่าปนรอยเผื่อนปร่า และเธอก็ยังไม่หันมา ไม่ขยับเขยื้อนจากจุดที่เธอยืนอยู่

“เพราะคุณสงสัยว่าฉันปิดบังความจริงคุณ เพราะคุณคิดว่ายาที่น้องชายคุณโดนน่าจะเป็นยาตัวเดียวกับที่ปาลวีย์โดน เพราะฉะนั้นคนร้ายถึงต้องเป็นฉัน?”

“มันมีเหตุผลมากกว่านั้น ผมเคยอธิบายไปแล้วว่ายาส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อนาคแบบที่มันมีผลต่อมนุษย์ ร่างกายเรามีภูมิต้านทานพิษ และในบางแง่ ยาก็คือพิษ มันรักษาได้…และส่งผลร้ายได้เมื่อใช้แบบผิดๆ”

“แต่ยาตัวที่คุณพูดถึงนี่มีผล?”

”มันไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาโดยตรง แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการรักษา” ศิรัชบอกเสียงเรียบ “การรักษาโรคหรืออาการบาดเจ็บบางอย่างเป็นเรื่องยากถ้าพลังของเราต่อต้านยาทุกอย่างตลอดเวลา การใช้ยาตัวนี้ในปริมาณที่เหมาะสมจะกดพลังความเป็นนาคของเราลงได้…ปกติจะแค่บางส่วน แค่พอให้การรักษาเป็นไปได้ดีขึ้น”

พราวพัชร์ปิดปากเงียบ อาจเพราะเธอเดาได้หรือรู้มาก่อนว่าเขากำลังจะบอกอะไร แต่ชายหนุ่มก็ยังเอ่ยต่อไป

“ภาสุระวางยานี้กับปาลวีย์ในขนาดสูง หรือเขาอาจปรับสูตรอะไรบางอย่าง มันทำให้เธอเสียภูมิต้านทานพิษ เสียพลังควบคุมน้ำ ทำให้เธอกลายเป็นเกือบเหมือนมนุษย์ และคงทำลายระบบร่างกายบางส่วนของเธอลง…” หางเสียงเขาเฝื่อนปร่าไปเล็กน้อย แม้เขาจะไม่ตั้งใจแสดงอารมณ์ใดให้เธอรู้ “ผมยังไม่รู้จนวันนี้ว่าอะไรทำให้เขาทรยศความเป็นหมอของตัวเองแบบนั้น อะไรทำให้เขาตัดสินใจใช้สูตรยาที่ตกทอดมาในตระกูลเขาเป็นเครื่องมือฆ่าคน”

หญิงสาวสะดุ้ง หมุนตัวขวับกลับมาเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย และศิรัชก็ยิ้มขม ขยายความสิ่งที่เขาแน่ใจ…ว่าเธอเข้าใจอยู่ก่อนแล้ว

“ไม่มีใครนอกตระกูลคุณที่มีมัน ไม่มีใครรู้วิธีผลิตมัน ยานั่นหายสาบสูญไปหลังจากภาสุระหนีหายไป อย่างน้อย…ก็จนกระทั่งเกิดเรื่องกับศรุต”

“คุณแน่ใจว่าคุณศรุตโดนยาตัวเดียวกัน”

“มันเป็นยาตัวเดียวที่ทำแบบนี้ได้ อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้จัก ผมคงขอสำเนาโครมาโทแกรมจากคุณไปตรวจเทียบถ้าผมมีตัวอย่างยาอยู่ แต่แน่ละ ผมไม่มีมัน”

“คุณคิดว่าพ่อบอกสูตรยานั่นให้ฉันรู้ แล้วฉัน…” พราวพัชร์ส่ายหน้า “ฉันไม่รู้อะไรเรื่องโลกของคุณทั้งนั้นก่อนเจอคุณ ฉันไม่มีความบาดหมางอะไรกับน้องคุณ แล้วฉันก็จำอะไรเกี่ยวกับพ่อแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าพ่อฉันเป็นนาคจริงอย่างที่คุณบอก ฉันก็ไม่เคยรู้”

“การบอกว่าตัวเองไม่รู้ไม่เห็นมันง่าย จริงไหม”

“การกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีหลักฐานมันก็ง่ายเหมือนกัน” ดวงตาสีดำขลับของเธอวับวาบ ฉายความเจ็บปวดขัดเคืองขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันพูดความจริง ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ เชิญกลับเถอะค่ะ ในเมื่อคุณคิดว่าฉันเป็นฆาตกร เราก็คงไม่ต้องเสวนากัน”

หญิงสาวสาวเท้าเร็วออกจากจุดที่ยืนอยู่ เฉียดผ่านหน้าเขา…คงเพื่อมุ่งหน้าไปยังประตู แต่ชายหนุ่มคว้าแขนเธอไว้ก่อน ดึงให้หันกลับมาหา ไม่ยอมปล่อยมือแม้เธอจะพยายามสลัดตัวให้หลุดออกจากการเกาะกุม คำพูดที่ออกจากปากเขาต่ำลึกในคอ เกือบเป็นลอดไรฟัน

“คุณกำลังเข้าใจผิด”

“ยังจะมีอะไรให้ฉันเข้าใจผิดได้อีกคะ คุณพูดชัดเจนเกินพอแล้วด้วยซ้ำ” เธอพยายามสะบัดแขน ดึงตัวกลับอีกครั้ง ก่อนจะขมวดคิ้ว ถลึงตาใส่เขาเมื่อเขากระชับมือแน่นขึ้นอีก “ปล่อยฉัน!”

ศิรัชก้มหน้าลงจนเกือบประชิดหน้าเธอ รู้ว่าดวงตาเขาคงเปลี่ยนรูปและเปลี่ยนสีกลับเป็นดวงตาของอสรพิษ เขาสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวในจิตวิญญาณของตน และต้องข่มมันไว้…โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยหวั่นไหวในดวงตาของพราวพัชร์

“ผมไม่ได้คิดว่าคุณเป็นฆาตกร”

“แต่เมื่อกี้คุณบอกว่า…”

“ไม่มีใครนอกตระกูลคุณมีมัน”

ชายหนุ่มทวนคำให้ เขาจ้องตาหญิงสาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทอันมีแต่ความสับสน ไม่เข้าใจ ดวงตาที่ทำให้เขานึกถึงปาลวีย์ ทำให้เขาอยากเชื่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…

เขาปล่อยมือที่รั้งเธอไว้ กระชากมันกลับเหมือนโดนของร้อนและถอยห่างออกมาสองสามก้าว สร้างระยะห่างซึ่งจะช่วยให้เขาควบคุมตัวเองได้ ระยะห่างที่ปลอดภัยกว่า…อย่างน้อยก็สำหรับหัวใจเขาเอง

“พ่อคุณมีมัน”

พราวพัชร์กะพริบตาสองสามครั้งก่อนจะเผยอริมฝีปากออก เสียงที่หลุดจากปากแผ่วหวิว

“แต่พ่อฉัน…”

“ผมเพิ่งเห็นภาสุระ หรืออย่างน้อยก็คนที่ผมเชื่อว่าเป็นเขาวันนี้” ศิรัชเอ่ยเสียงเรียบ ห้วน “ผมเชื่อว่าพ่อคุณยังไม่ตาย และเขาอาจเป็นคนฆ่าศรุตหรือมีส่วนพัวพันกับการฆ่าศรุต เหมือนที่เขาเคยทำกับปาลวีย์”

 

เชิงอรรถ : 

(1) “นรกยังไม่กราดเกรี้ยวเหมือนสตรีที่ถูกหยามหน้า” เป็นสำนวนเปรียบเทียบเรื่องความแค้นของผู้หญิง มาจากบทละครเรื่อง The Mourning Bride ของ William Congreve ที่ว่า “Heav’n has no rage, like love to hatred turn’d / Nor Hell a fury, like a woman scorn’d.” (โทสะใดในสวรรค์ก็ไม่เหมือนรักอันแปรเป็นชัง ความกราดเกรี้ยวใดในนรกก็ไม่เปรียบดังสตรีที่ถูกหยาม)

Don`t copy text!