เวียงวนาลัย บทที่ ๗ พิมานพงไพร “ชีวิตในปางไม้”

เวียงวนาลัย บทที่ ๗ พิมานพงไพร “ชีวิตในปางไม้”

โดย : เนียรปาตี

Loading

เวียงวนาลัย เรื่องราวของวิลเลียม หนุ่มอังกฤษที่เดินทางมาทำงานในบริษัทสัมปทานป่าไม้ในภาคเหนือของสยาม เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าต้องเผชิญกับอะไรมากมายในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งมิตรแท้ สงครามและความรัก มาเอาใจช่วยหนุ่มอังกฤษคนนี้กับชีวิตอันแสนจะโลดโผนในเวียงวนาลัย นวนิยายออนไลน์ โดย เนียรปาตี ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอ

ฝนห่าใหญ่ต้นฤดูวสันต์เป็นสัญญาณบอกถึงเวลาต้องเข้าป่าทำไม้ ระดับแม่น้ำวังที่เคยแห้งจนเห็นพื้นทรายข้างใต้ค่อย ๆ เปี่ยมและไหลรี่ กุลีเตรียมอุปกรณ์สำหรับตัดไม้ ที่ขาดไม่ได้คือขวานและเลื่อย ส่วนอาหารสำหรับประทังชีวิตในป่าทั้งสดและแห้งก็กะไว้ให้พออย่างน้อยสามเดือน ขณะที่เหล่านายห้างผู้จัดการป่าไม้ชาวอังกฤษทบทวนบัญชีไม้ในป่าที่ตนเองต้องควบคุมไปอีกครั้งหนึ่ง

แพทริกเตรียมเงินรูปีหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่าเงินแถบ เพราะร้อยต่อกันเป็นแถบยาวลงในกำปั่น เพื่อผู้จัดการป่าไม้ใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ต้องให้กับข้าหลวงสยามหรือคนของทางการ และเป็นค่าจ้างรายวันของกุลี เผื่อไปอีกนิดหน่อยสำหรับกรณีฉุกเฉิน ที่ขาดไม่ได้และแพทริกกำชับแข็งขันจนดูเหมือนเจ้าตัวจะระแวงมากจนเกินเหตุก็คือ กุญแจเหล็กอันใหญ่สำหรับล็อกและโซ่เส้นยาวพันรอบกำปั่น เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรม

ต่อเรื่องนี้ วิลเลียมและลีรอยตั้งใจฟังการอธิบายมากกว่าใครเพราะถือว่าเป็น ‘มือใหม่’ หรือยัง ‘สมัครเล่น’

คำหลังนี้โทมัสมักพูดลอย ๆ แกมเยาะเมื่อทั้งสองยังทำอะไรเงอะงะ บ่อยครั้งที่วิลเลียมปล่อยไปตามลมไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะถ้าเอาเรื่องทุกทีแล้วละก็ เขากับโทมัสคงได้วางมวยแลกหมัดกันวันเว้นวันเลยทีเดียว การเพิกเฉยต่อวาจาค่อนแคะของโทมัสจึงทำให้ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ผิดกับแมลงวันที่บินวนอยู่ข้างหู

มีค่าแค่ทำให้รำคาญเท่านั้นเอง

ความตื่นเต้นในการควบคุมแรงงานเข้าไปตัดไม้ในป่าครั้งแรกนั้นก็พอประมาณ แต่ที่ทำให้วิลเลียมเปี่ยมสุขในการเดินทางครั้งนี้คือ มีมุ่ยร่วมไปด้วย

แม้ว่าวิลเลียมและฟ้ามุ่ยจะเดินทางด้วยกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็เป็นเพราะเหตุที่ทำให้เลี่ยงมิได้ หนานทิพย์แสดงออกชัดว่าหวงลูกสาวหนักหนา แต่หลังจากการตามหาปู้คำแสนที่หายไป วิลเลียมก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวหนานทิพย์

ที่ชัดเจนคือ หนานทิพย์ไม่วางท่ากันเขาและฟ้ามุ่ยออกจากกัน

จนกระทั่งเมืองมาบอกว่า บิดาของเขาไม่ว่ากระไร หากมุ่ยจะไปอยู่ที่ปางด้วยในช่วงตัดไม้ปีนี้

เหตุผลที่เมืองบอกใคร ๆ ก็คือ พ่อของเขามั่นใจว่าเขาผู้เป็นพี่ชายจะดูแลปกป้องน้องสาวได้

แต่เหตุผลที่บิดาบอกแก่เขาเป็นการส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา เมืองปิดปากเงียบ ไม่บอกแม้แต่ผู้เป็นน้องสาว หนานทิพย์พ่อของเขาบอกอย่างยอมรับในลิขิตสวรรค์ว่า

‘ชะตามุ่ยกับนายห้างคงบ่แคล้วกันดอก เมืองเอ๋ย พ่อบ่ได้ชังหมู่กุลาเผือก แต่พ่อก็บ่อยากได้ลูกเขยเป็นกุลาเผือก’ เมืองจำได้ว่าตอนนั้นพ่อนิ่งไปนานกว่าจะเอ่ยต่อ ‘แต่เมื่อชะตากำหนดมาจะอี้ พ่อก็บ่ฝืนดอก ในเมื่อที่สุดแล้วมุ่ยจะต้องเป็นเมียนายห้าง พ่อก็อยากให้มุ่ยคุ้นเคยกับนายห้างมากกว่านี้ ช่วงเข้าป่าตัดไม้นี่ละดี ได้เห็นน้ำใจกันที่แท้ ว่านายห้างเป็นคนอย่างไร’

เมืองถามพ่อกลับไป เดาใจถูกต้องว่าที่บิดาทำเช่นนี้เพราะมีหวังลึก ๆ ว่า ถ้ามุ่ยได้เห็นหลายด้านของนายห้างวิลเลียมแล้ว…โดยเฉพาะในด้านร้าย วันใดที่นายห้างมาทาบทามสู่ขอ พ่อไม่ต้องปฏิเสธเลย เพราะตัวมุ่ยเองนั่นแหละที่อาจจะบอกว่า…ข้าเจ้าบ่ได้ฮักนายห้าง

แต่เมื่อทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดและเป็นเรื่องของอนาคต เมืองจึงทำได้แค่กำหนดให้มุ่ยร่วมขบวนไปอยู่ปางไม้โดยมิให้เกิดความเสื่อมเสีย คือยังอ้างเรื่องการเป็นครูสอนภาษาให้นายห้าง และเป็นผู้ช่วยกุ๊กจีนปรุงอาหารสำหรับเลี้ยงคนในปางไม้

ในวันออกเดินทาง ทุกคนคึกคักที่จะได้ไปพบเจอสิ่งใหม่ คนเดียวที่ทำหน้ากระเง้ากระงอดคือเบ็ตตี้ เพราะไม่ว่าหล่อนจะอ้างเหตุผลเช่นไร วิลเลียมก็ไม่ให้หล่อนตามไปด้วยเด็ดขาด

 

คืนก่อนเดินทาง ขณะที่คนส่วนใหญ่ในสถานีป่าไม้พักผ่อนเอาแรงและภาวนาให้ฝนที่ตกลงมาเป็นสายซาลงบ้าง อย่างน้อยก็ช่วงเดินทางจะไม่ทุลักทุเลเกินไป เบ็ตตี้ถือเทียนไขเล่มเล็กเพียงเพื่อให้มีแสงสว่างเล็กน้อยเท่านั้น มือเรียวอีกข้างป้องเปลวเทียนมิให้ดับเพราะลมที่พัดมาเป็นระยะ ตรงไปหาวิลเลียมที่ห้องพัก เมื่อพบหน้าหล่อนก็เปิดฉากต่อว่าเขาอย่างตรงไปตรงมา

“เธอจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ วิลเลียม”

“อะไรหรือ…” ชายหนุ่มครางออกไปเหมือนยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของหล่อน หากแท้จริงแล้วเขาใช้จังหวะนี้ในการคิดว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างไร เรื่องที่เบ็ตตี้มาตัดพ้อกับเขานี้มีสาเหตุเดียว นั่นก็คือเขาไม่ยอมให้หล่อนติดตามไปที่ปางไม้

วิลเลียมเห็นเค้ารางของปัญหาเรื่องนี้มาตลอดวัน แต่ยังไม่สบโอกาสอยู่ตามลำพังกับเบ็ตตี้ บนโต๊ะอาหารหล่อนก็ทำปั้นปึ่งและประชดเหน็บแนมอยู่เป็นระยะ ดีที่โทมัสออกเดินทางไปแล้วเมื่อตอนบ่าย หาไม่แล้วโทมัสคงจะเป็นเหล็กยาวเขี่ยไฟอารมณ์ของเบ็ตตี้ที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาให้ลุกโหมขึ้นมาก็ได้

“เธอก็รู้ว่าฉันหมายถึงเรื่องอะไร เราเดินทางจากอังกฤษมาด้วยกัน มาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ที่มีแต่ความป่าเถื่อนล้อมรอบตัวเรา พรุ่งนี้เธอต้องย้ายไปอยู่ที่ปางไม้ อย่างน้อย ๆ ก็สี่ห้าเดือนกว่าจะกลับมา ฉันอยากถามเธอสักนิดว่า สี่ห้าเดือนที่เธอเข้าป่าไปนี้ เธอจะให้ฉันอยู่ยังไง”

“สงบจิตใจก่อนนะ เบ็ตตี้ เราออกไปคุยกันที่ระเบียงดีกว่า” วิลเลียมไม่ตอบโต้หล่อนด้วยอารมณ์ ประคองร่างบางนั้นไปที่ระเบียง หวังให้ลมเย็นและฝอยฝนที่พัดผ่านมาลดความร้อนในอารมณ์ของเบ็ตตี้ได้

“ในป่านั้นทั้งทุรกันดารและอันตราย เราไม่รู้เลยว่าภัยจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ ทุกคนต้องปกป้องตัวเองให้ได้ ลำพังตัวฉันเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วหลายครั้ง ถ้าฉันต้องคอยพะวงเรื่องความปลอดภัยของเธอด้วย ฉันก็คงทำงานได้ไม่เต็มที่” วิลเลียมพยายามให้เหตุผล แต่เบ็ตตี้ก็หาข้อโต้แย้งจนได้

“เธอกำลังบอกว่าฉันเป็นภาระของเธอใช่ไหม” ดวงตาเรียวงามคลอไปด้วยหยาดน้ำตา พร้อมจะร่วงลงมาทุกเมื่อเช่นเดียวกับน้ำตาเทียนที่เปลวไฟเผาไหม้ตัวตนจนอ่อนเหลว

“เธออย่าคิดเช่นนั้น ฉันไม่เคยคิดว่าเธอเป็นภาระของฉัน”

“แต่เธอก็เคยเกือบจะทิ้งฉันแล้วที่อินเดีย ถ้าคืนนั้น…มัลลิกาไม่ยกตั๋วเรือให้ฉัน ฉันก็คงไม่ได้เดินทางมากับเธอและลีรอย นึกถึงตอนนั้นสิ…วิลเลียม ถ้าตอนนั้นเธอทิ้งฉันไว้ที่อินเดีย ตอนนี้ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไร”

วิลเลียมเกือบย้อนออกไปแล้วว่า

ถ้าทบทวนให้ดีตั้งแต่ออกจากอังกฤษ เบ็ตตี้ก็เป็นคนตามเขามาเอง

วิลเลียมเก็บประโยคนั้นไม่ให้หลุดออกมา เขารู้ว่าถ้าพูดออกไปจะเกิดอะไรขึ้น และตัวเขาเองนั้น…ความคิดคำนึงถึงเบ็ตตี้ในครั้งนั้นก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่เขายังห่วงหาหล่อนอยู่มาก และเพียงผู้เดียวในฐานะหญิงคนรัก

หากนั่นเป็นความรู้สึกก่อนที่เขาจะได้รู้จักฟ้ามุ่ย…เอื้องป่าเวียงละกอน

“เราคิดถึงวันข้างหน้ากันดีกว่า เธออยู่ที่นี่ฉันสบายใจกว่าว่าปลอดภัย แม้จะไม่เห็นหน้าแต่ก็ดีกว่าเธออยู่ข้างฉันในป่าแต่ฉันช่วยเหลืออะไรเธอไม่ได้ในยามคับขัน อยู่ที่นี่เธอยังมีแพทริกเป็นเพื่อนคุย ถ้าเหงา…เธอจะไปสมาคมกับมิสซิสสจ๊วตที่บ้านหรือที่สโมสรก็ได้”

“แต่เราต้องอยู่ห่างกันถึงสี่ห้าเดือนเลยนะ”

วิลเลียมกุมมือเรียวของเบ็ตตี้ไว้ สัมผัสแผ่วเบาให้หล่อนคลายอารมณ์

“ให้ความห่างไกลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราคิดถึงกันแค่ไหน วันที่เราพบกันอีกครั้ง ความรู้สึกของเราจะชัดเจนขึ้น”

“ความรู้สึกของฉันมั่นคงและชัดเจนเสมอมา” เบ็ตตี้ว่า “แล้วความรู้สึกของเธอเล่า เป็นอย่างไร ปลายทางของเราทั้งคู่ยังเป็นภาพเดียวกันอยู่หรือเปล่า”

วิลเลียมกระตุกในใจนิดหนึ่ง มือที่กุมมือเบ็ตตี้อยู่บีบแน่นขึ้นเพื่อเตือนสติตัวเองมากกว่าให้คำมั่นและเป็นคำตอบแก่หญิงสาว

เบ็ตตี้เงยหน้ามองชายหนุ่มคนรัก แสงจากเปลวเทียนส่งให้ดวงหน้าเรียวของหล่อนผ่องนวล ดวงตางามภายใต้แพขนตายาวงอนเป็นประกายไปด้วยหยาดน้ำ ริมฝีปากงามดุจกลีบกุหลาบอ่อนรอรับการจุมพิตจากเขา

วิลเลียมไม่ตอบและไม่ประกบริมฝีปากเขากับกลีบกุหลาบนั้น

เขาตบเบา ๆ ที่มือเรียว พาหล่อนไปส่งที่ห้อง กล่าวราตรีสวัสดิ์ดุจค่ำคืนทั่วไป

 

ขบวนเดินทางเข้าป่าตัดไม้ดูเอิกเกริก นับตั้งแต่ช้างหลายเชือกที่มีควาญประจำเชือกละสองคน คนหนึ่งนั่งคอช้างเพื่อกำกับการเดิน อีกคนหนึ่งเดินอยู่ข้างล่างเรียก ‘ควาญตีน’ ช้างทุกเชือกมีโซ่คล้องขาไว้ แต่ไม่ตึงจนก้าวขาลำบากและไม่หย่อนจนกลายเป็นภาระ นายห้างวิลเลียมนั่งหลังช้างคู่กับ ‘ครูสอนภาษา’ ช้างนั้นก็คือปู้คำแสน ส่วนผู้นั่งหลังปู้คำตุ่นคือเมืองและนายห้างลีรอย ผู้กำกับขบวนช้างทั้งหมดคือ ปะเล

เพียงแค่เริ่มออกเดินทาง มุ่ยก็ควักกล้องส่องทางไกลที่วิลเลียมเคยให้ไว้ออกมาส่องเล่น บ่อยครั้งที่จะหันไปส่องทางท้ายขบวนเพื่อจะดูไอ้เลี่ยมกับนังเบ็ดที่มุ่ยยืนยันว่าขอพาไปด้วยประหนึ่งเป็นสัตว์เลี้ยง

“หลุยส์ไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้ตลอดไปหรอก สักวันก็ต้องท้าดวลวิ่งหมูใหม่ เฮาจะเอาไอ้เลี่ยมกับนังเบ็ดไปฝึกซ้อมที่ปาง”

ในตอนนั้นเมืองแอบกลั้นยิ้ม แต่ไม่รอดสายตาของน้องสาว มุ่ยคาดคั้นพี่ชายก็ได้คำตอบว่า การจัดการเรื่องเสบียงกรังในช่วงตัดไม้นี้มีการเตรียมพร้อมทั้งอาหารสดและอาหารแห้ง โดยเฉพาะอาหารสดนั้น มันคือไก่และหมูหลายตัวที่จับใส่กรงสานด้วยไม้ไผ่ เมื่อคณะตัดไม้ออกจากป่า หมูและไก่พวกนี้ก็จะไม่ได้กลับออกมาด้วย เพราะทยอยพลีชีพเป็นมื้ออาหารกันหมดแล้ว

ไอ้เลี่ยมและนังเบ็ดนับวันจะโตวันโตคืน เนื้อหมูรุ่นมันน่าอร่อยน้อยเสียเมื่อไหร่

“ไผอย่ายุ่งกับหมูของเฮา” มุ่ยประกาศลั่น ส่งสายตาแกมขู่มายังวิลเลียม เพราะรู้ดีว่าเขาคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการสั่งการและตัดสินใจทุกเรื่องในคณะนี้

ครั้นเห็นมุ่ยคอยหันไปส่องกล้องดูหมูตัวโปรดอยู่บ่อยครั้ง วิลเลียมจึงบอกแกมขำว่า

“เราสัญญาว่าต่อให้ไม่เหลือของกิน เราก็จะไม่ยุ่งกับไอ้หมูสองตัวนั้นเด็ดขาด”

“หื้อมันแต๊เต๊อะ…ให้มันจริงเถอะ” มุ่ยสวนกลับ “ถ้าสับปะหลี้…พูดจากลับกลอกละก็…คอยดู”

 

ป่าที่วิลเลียมต้องมาดูแลการตัดไม้ลากซุงเป็นป่าสำคัญพื้นที่กว้าง ที่พักจึงเป็นอาคารไม้สักปลูกไว้บนเนินริมตลิ่ง ดูไปแล้วไม่ผิดกับวิลล่าสำหรับพักผ่อนในฤดูร้อน เพียงแต่มีอาคารเดียวตั้งอยู่กลางป่าเท่านั้น อย่างไรก็ดี ภายในแม้ไม่เพียบพร้อมแต่ก็ไม่ขาดของใช้จำเป็นเช่น โต๊ะ เก้าอี้ และเตียง ที่วิลเลียมคิดว่าไม่จำเป็นคืออ่างอาบน้ำที่ประกอบจากไม้เรียงชิดกันรัดไว้ด้วยแถบเหล็กเคลือบเชลแล็ก เมืองตักน้ำใส่ลงไปเพื่อทดสอบว่ามีรูรั่วหรือไม่ แล้วจึงบอกแก่นายห้างทั้งสอง

“รั่วไม่มาก พรุ่งนี้ผมจะให้คนงานเอาชันมายา รอให้แห้งสนิทสักสองวันก็ใช้ได้”

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” วิลเลียมรีบบอก ด้วยยังไม่เห็นความจำเป็นในการนอนแช่น้ำในอ่าง เขาห่วงเรื่องการตัดไม้มากกว่า เพราะถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต

อาหารค่ำมื้อแรกในปางไม้เป็นอาหารง่าย ๆ ที่ห่อกันมา วิลเลียมรู้ว่าทุกคนเหนื่อยจากการเดินทางไกล ควรให้เวลาพักผ่อนบ้าง มิใช่มุ่งหน้าเอาแต่การปรนนิบัติเขาให้ได้รับความสะดวกสบาย

ผ่านไปสองวันทุกอย่างก็ลงตัว เช้าวันที่สามที่เขาตื่นขึ้นมา แขกกุลีก็เตรียมน้ำล้างหน้าไว้ให้พร้อม อาหารเช้าเป็นอย่างตะวันตก คือขนมปัง เนยสด แยมผลไม้ ชาและกาแฟ ซึ่งทั้งหมดนี้ปรุงโดยกุ๊กจีนที่จ้างมาประจำ ทำหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินของผู้จัดการป่าไม้โดยเฉพาะ วิลเลียมจึงต้องกำชับกับเมืองว่า

“อย่าเอาใจฉันให้มากเลย เมือง คนงานกินอะไร ฉันก็กินได้ทั้งนั้น”

เพราะนับตั้งแต่วิลเลียมได้กิน ‘ยำเนื้อ’ ที่มุ่ยท้าทาย แม้ตอนท้ายจะรู้ว่าเป็นเนื้ออะไร เขาก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่พิสดารไปกว่านั้นอีก ในเวลาต่อมาเมื่อในสำรับของเขามีอาหารที่ปรุงจากแมลงต่าง ๆ โดยเฉพาะตัวอีบึ่ง เขาก็กินได้อย่างไม่เกรงว่าจะเป็นอันตราย

ตกสายหลังจากที่วิลเลียมและลีรอยรับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว พนักงานป่าไม้ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลสยามก็มาถึงที่ปางไม้ เตรียมพร้อมเข้าป่าไปด้วยกัน แนะนำตัวกันแล้วฝ่ายนั้นก็ค่อนข้างพอใจที่สื่อสารกันได้ง่าย ในมือของแต่ละฝ่ายมีสมุดเล่มเล็กถือไว้เพื่อจดรายละเอียดสำคัญ

“วันนี้ไปที่ป่าใกล้ ๆ นี้ก่อนนะ นายห้าง” เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งบอกขณะยังคาบบุหรี่ไว้ที่ริมฝีปาก วิลเลียมสังเกตในเวลาต่อมาว่าบุรุษผู้นี้คงจะติดบุหรี่ขนาดหนัก เพราะปากไม่เคยว่างจากมวนบุหรี่เลย

เจ้าหน้าที่ป่าไม้หยุดที่ไม้สักใหญ่ต้นหนึ่งหลายคนโอบ เคาะฟังเสียงไม้ก็รู้ว่า

“ต้นนี้ตายแล้ว น่าจะกานไว้เกินสองปีแล้ว”

คำบอกนั้นทำให้ลีรอยต้องพลิกสมุดเล่มเล็กในมือเพื่อตรวจสอบดูว่า ต้นสักที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้กานไว้ตั้งแต่เมื่อใด หากก็ช้ากว่าพนักงานป่าไม้พบในสมุดของตนเอง ครั้นสองฝ่ายยืนยันว่าข้อมูลตรงกัน ผู้เป็นตัวแทนของรัฐบาลสยามจึงประกาศเป็นการอนุญาตว่า

“ต้นนี้ตัดได้”

กุลีคนหนึ่งถือขวานเล่มใหญ่ตรงไปรอที่โคนต้น ถามวิลเลียมว่า

“นายห้างจะหื้อไม้โก้นไปตางใด…จะให้ไม้ที่โค่นล้มไปทางไหน”

วิลเลียมแปลกใจในตอนแรก เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงหัวเราะน้อย ๆ ในความด้อยประสบการณ์ของผู้มาใหม่ แต่ก็ห่างไกลจากความดูแคลน เคาะเถ้าบุหรี่โดยไม่สนว่ามันจะร่วงลงไปตรงไหน แล้วคาบไว้ที่มุมปากเช่นเดิม ไล่เรียงระเบียบข้อบังคับให้ฟังว่า

“นายห้างต้องกำหนดทิศทางล้มของไม้ ไม่ให้กระทบกับต้นอื่น แล้วก็ห้ามให้ไม้ล้มลงในห้วยที่เป็นทางลงเขา ไม้จะฉีก แตกหักเสียหายได้”

วิลเลียมเข้าใจแล้วก็พอจะประเมินหาทิศให้ไม้ล้มได้ เมื่อเมืองพยักหน้าว่าตัดสินใจถูกต้อง วิลเลียมจึงค่อยมั่นใจขึ้น สั่งกุลีที่แบกขวานเล่มใหญ่ประทับบ่าคอยท่าว่าจะให้ไม้โค่นลงไปทางใด

เมื่อรู้จุดที่จะให้ไม้ล้มแล้วก็สับขวานลงไปที่โคนต้น บากให้เป็นรอย

เมืองบอกกับลีรอยว่าจุดที่บากนี้ก็สำคัญ ต้องไม่ตัดสูงเกินไปมากจากโคนต้น เพราะจะทำให้เสียเนื้อไม้ไปโดยเปล่าประโยชน์

ครั้นกุลีผู้ชำนาญการใช้ขวานบากไม้เสร็จแล้ว มือเลื่อยสองคนก็เข้ามารับหน้าที่ต่อ เลื่อยนั้นยาวเกือบสองเมตร มีด้ามจับสองฝั่ง กุลีผู้เลื่อยไม้ต้องรู้จังหวะที่สัมพันธ์กัน ดึงไปมาเหมือนชักเย่อให้ใบเลื่อยที่ชโลมน้ำมันค่อยตัดเนื้อไม้เข้าไป จนกระทั่งกินไม้ไปครึ่งใบเลื่อยการชักเย่อก็ฝืดขึ้น จนชักต่อไม่ได้เมื่อไม้กินเลื่อยเต็มใบ

คนงานเลื่อยไม้ถือจังหวะที่รอผู้ช่วยเช็ดเหงื่อที่ออกมาจนชุ่มไปทั้งร่าง ควักมูลีขี้โย…บุหรี่มวนยาเส้นด้วยใบตองนาบร้อน…ออกมาจุดสูบพ่นควันปุ๋ย

ผู้ช่วยคือกุลีอีกคนหนึ่ง เข้ามาพร้อมลิ่มและค้อนอันใหญ่ สอดลิ่มลงไประหว่างเนื้อไม้แล้วใช้ค้อนตอกส่งเข้าไปเพื่อให้ลิ่มเปิดช่องว่างระหว่างเนื้อไม้ พอให้สามารถชักใบเลื่อยไปมาได้

ไม่นานจากนั้นเสียงคนงานก็ร้องขึ้นมา

“โก้นแล้ว โก้นแล้ว…ล้มแล้ว ล้มแล้ว”

วินาทีต่อมา ต้นสักสูงใหญ่ที่แทงยอดเติบโตสู่ฟ้าก็ทิ้งตัวลงมาตามแนวที่กะไว้ให้ล้ม เสียงไม้แตกเปรี๊ยะดังมาก่อน ตามมาด้วยเสียงตึงเหมือนเสาท่อนใหญ่ ๆ ถูกทิ้งลงมาบนพื้นอย่างแรง วิลเลียมสัมผัสได้ว่าพื้นสะเทือนเหมือนเกิดแผ่นดินไหว เสียงไม้ล้มดังก้องไปทั้งป่า

เสียงเฮดังขึ้นเมื่อโค่นไม้ต้นแรกสำเร็จด้วยดี นับเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยว่าการตัดต้นต่อไปจะไม่มีอุปสรรค

ถึงเวลาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องทำหน้าที่อีกครั้ง เขาก็เดินคาบบุหรี่มาดูที่โคนต้น พิจารณาว่าไม้ที่ตัดถูกต้องเรียบร้อยดี ก็ใช้ค้อนเหล็กที่ส่วนค้อนเป็นเหมือนเฟืองสิบซี่ มีตัวเลข ๐ ถึง ๙ ตอกตีตราประทับไว้เป็นหลักฐานและเป็นการลงทะเบียนไม้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่คนเดิมก็เรียกสายวัด เพื่อวัดความยาวของไม้ที่โค่นตั้งแต่โคนถึงปลาย และวัดรอบไม้เป็นระยะ ก่อนตีตราประทับและจดลงในสมุดบัญชี

ครั้นเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจและลงทะเบียนรับรองไม้ของเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสยามแล้ว ก็ถึงคราวที่บริษัทจะต้องตีตราไม้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เพราะยามที่ต้องล่องซุงไปตามลำน้ำจนถึงปากน้ำโพซึ่งเป็นสถานีผูกแพ ท่อนซุงจากทุกบริษัทจะปะปนกันอยู่ที่นั่น หากไม่ประทับตราบริษัทไว้บนไม้ ก็อาจจะเกิดปัญหาอื่นตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเช็คจำนวน หรือถูกแอบอ้างว่าเป็นไม้ของบริษัทอื่น

วิลเลียมเพิ่งสังเกตว่าในคณะเดินทางที่มาตัดไม้ในวันนี้มีกุลีคนหนึ่งแบกกำปั่นตามมาด้วย เมื่อเมืองเรียกให้เข้ามา เปิดฝากำปั่นออกก็เห็นว่าภายในมีค้อนอยู่ ๔ เต้า เมืองบอกว่านี่คืออุปกรณ์สำคัญประจำตัวนายห้าง

“หลังจากตัดไม้เป็นท่อนแล้ว นายห้างต้องตีตราประทับซุงแต่ละท่อนด้วยค้อนพวกนี้” เมืองไล่เรียงไปทีละอัน “อันแรกเป็นชื่อบริษัท อันที่สองเป็นปีที่ตีตรา อันที่สามคือเลขประจำตัวของนายห้าง และอันสุดท้ายเป็นการบอกคุณภาพไม้ ว่าอยู่ในระดับ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓”

เมื่อเข้าใจกระบวนการทั้งหมดดีแล้ว การตัดไม้ต้นต่อไปก็ไม่มีข้อสงสัยอีก จนกระทั่งเย็นทั้งคณะก็กลับไปที่ปางไม้ วิลเลียมตั้งใจว่าจะชวนเจ้าหน้าที่ป่าไม้รับมื้อเย็นด้วยกัน แต่ยังไม่ทันเอ่ยชวน ฝ่ายนั้นก็กางสมุดบอกออกมาก่อนว่า

“ค่าดำเนินการที่นายห้างต้องจ่ายให้ผมวันนี้”

วิลเลียมอึ้งไปในนาทีแรก เขารู้ว่าการตัดไม้มีค่าธรรมเนียมหลายอย่างที่ต้องจ่าย แต่ไม่คิดว่าจะเป็นการจ่ายวันต่อวัน เขาคิดว่าจ่ายเป็นงวด ๆ หรือจ่ายเมื่อเสร็จงานทีเดียวเสียอีก

วิลเลียมเข้าไปในห้องพัก คว้ากุญแจไขเปิดกำปั่น หยิบเงินตามจำนวนที่ต้องจ่ายให้กับฝ่ายนั้นออกมายื่นส่งให้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รับไปนับจำนวนแล้วก็พ่นลมหายพรืดออกมาอย่างไม่เก็บอารมณ์ กลิ่นยาเส้นโชยฉุนอวลอยู่ในอากาศและลมหายใจ

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่มี” เสียงฝ่ายนั้นห้วน สั้น แสดงความไม่พอใจอยู่ดี แต่เขาก็ไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น เมื่อวิลเลียมเชิญรับมื้อค่ำด้วยกันเขาก็ปฏิเสธ

วิลเลียมจึงกล่าวลาด้วยการบอกว่า

“พรุ่งนี้พบกันครับ”

กว่าวิลเลียมจะรู้ถึงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่รายนั้นไม่พอใจก็ตอนสายอีกวันหนึ่ง หลักจากเลยเวลานัดหมายมากว่าสองชั่วโมง คนงานก็แจ้งข่าวว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ติดงานอื่น…ซึ่งก็ไม่ระบุว่างานอะไร สำคัญอย่างไร…เพียงสรุปได้ว่าไม่ว่าง

“ถ้าเช่นนั้น วันนี้ก็ไม่ต้องคอยเขา เราเข้าไปตัดกันเลย” วิลเลียมตัดสินใจ

เมืองท้วงทันทีเพราะทำเช่นนั้นได้ไม่ได้

“เราเข้าไปตัดไม้เองไม่ได้หรอกนายห้าง ไม้ทุกต้นต้องตรวจและตีตราโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน นายห้างก็เห็นแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ตีตรารับรอง ก็เป็นไม้เถื่อน และถึงแม้นายห้างจะตัดไม้ในป่าที่เราได้สัมปทานมา นายห้างก็มีความผิดอยู่ดี”

“อย่างนี้เองสินะ แพทริกถึงคำนวณเงินเกินมาให้” วิลเลียมรำพึงกับเพื่อนสนิท

“ถ้าเราให้ค่าตอบแทน ‘เกิน’ ไปบ้าง ไอ้ที่ ‘ฝืด’ อยู่ก็คงจะ ‘คล่อง’ สินะ” วิลเลียมสรุปพลางประชดประชัน

เมืองตอบไปเพียง

“นายห้างก็ลองดูสิครับ”

 

เมื่อแน่ชัดแล้วว่าวันนี้ไม่สามารถตัดไม้ได้เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้อิดออดเรื่องค่าตอบแทนที่ไม่ยอมพูดออกมาตรง ๆ วิลเลียมจึงตัดสินใจให้ชักไม้ที่โค่นเมื่อวานและตัดเป็นท่อนแล้วออกมากองรวมกันไว้ที่ริมตลิ่ง ซึ่งมองเห็นได้จากระเบียงที่พักของเขา

เมืองสั่งกุลีให้แจ้งเรื่องนี้แก่ปะเล ไม่กี่นาทีต่อมาปะเลก็คุมช้างเดินตามกันมาเป็นขบวน ทั้งหมดก็มุ่งเข้าสู่พื้นที่ป่าที่ตัดเมื่อวันวาน

การเคลื่อนย้ายไม้ท่อนใหญ่หนาหนักในป่าไม่มีวิธีใดดีไปกว่าใช้ช้างลาก ปะเลรู้กำลังช้างแต่ละเชือกจึงเลือกให้ชักไม้ตามความเหมาะสมกับขนาดและแรงของช้าง โซ่เหล็กเส้นยาวคล้องไว้กับตัวช้างและรัดไว้กับปลายท่อนซุง ปู้คำแสนกับปู้คำตุ่นเป็นช้างหนุ่มกำลังมาก สามารถลากซุงทีละสองท่อนได้ ปะเลจึงให้ชักลากซุงท่อนใหญ่ที่เป็นส่วนโคนต้น ลากตามกันออกมาเรียงเป็นแนวริมตลิ่ง

จนกระทั่งชักลากออกมาหมดแล้ว ต้องเรียงซุงเป็นตั้งขึ้นไปเพื่อประหยัดพื้นที่ ปะเลก็นั่งคอปู้คำตุ่น ส่วนเมืองนั่งคอปู้คำแสน อยู่กันที่ปลายสองข้าง ให้สัญญาณแก่กันแล้ว ช้างสองเชือกก็ใช้งาขาวยาวโง้งและแข็งแรงงัดท่อนซุงขึ้นไปเรียงกันเป็นตั้งสูง

จวนเที่ยงวันภารกิจนี้ก็เสร็จสิ้น คนพักเหนื่อย ช้างทั้งหมดก็ถูกปล่อยไปพักผ่อนในป่า

“ช้างมีเวลาทำงานแค่ช่วงเช้าถึงบ่ายเท่านั้นละ นายห้าง บ่ายแก่ไปแล้วเป็นเวลาพักผ่อน ขืนบังคับให้ทำงาน ก็จะเกเรต่อต้าน นายห้างก็เคยเห็นฤทธิ์ปู้คำตุ่นมาแล้ว” เมืองว่า

เป็นอันว่าวิลเลียมยังมีเวลาตลอดทั้งบ่าย เขาจึงให้คนงานเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการทำไม้ วางแผนใหม่ให้การตัดไม้ทั้งหมดไม่เกินเวลาที่กำหนดไว้ คำนวณดูว่าเขาต้องจ่าย ‘พิเศษ’ อีกเท่าไรเพื่อจะให้การดำเนินการราบรื่น

วิลเลียมคิดว่าเขาจะให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้แกล้งถ่วงเวลาเขาอีกไม่ได้ จึงสั่งกุ๊กจีนปรุงอาหารอย่างดีแล้วนำไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ถึงที่พัก รับประทานอาหารเย็นกันด้วยความสำราญ สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะรีบไปพบที่ปางไม้

จนกระทั่งสายวันใหม่ก็ยังไม่ปรากฏเงาของเจ้าหน้าที่เจ้าปัญหา วิลเลียมขุ่นเคืองขึ้นมาเกือบเป็นเดือดดาลที่ฝ่ายนั้นไม่รักษาคำพูด ถึงกับมุ่งหน้าไปที่บ้านพักของฝ่ายนั้นเพื่อถามให้ชัดเจนลงไปว่าต้องการอะไรอีก

ครั้นพบหน้า คำพูดตำหนิที่เตรียมมารออยู่ที่ปากก็ถูกกลืนหายไป เพราะสภาพของฝ่ายนั้นยับเยินดุจคนถูกทำร้าย เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลและฟกช้ำ

เขาบอกโดยไม่ต้องรอให้ใครถามว่า

“โจรป่าบุกเข้ามาปล้นเมื่อคืน หลังจากนายห้างกลับไปแล้ว”

“โจรป่า…มันบุกเข้ามาทำไม” วิลเลียมครางออกไป

ฝ่ายนั้นคงเจ็บแค้นโจรป่าอยู่เป็นทุน จึงโพล่งตอบไปว่า

“มันก็บุกเข้ามาชิงทรัพย์นะสิ ถามโง่ ๆ นายห้างระวังให้ดีเถอะ รู้ตัวอีกทีกำปั่นเงินก็หายไปแล้ว”

เจ้าหน้าที่ป่าไม้รู้ดีว่าทางบริษัททำไม้เป็นกังวลเรื่องการตัดไม้ให้เสร็จตามเวลา แต่สภาพร่างกายของเขายังต้องพักฟื้นอีกหลายวัน จึงให้ลูกน้องที่ไว้ใจได้ไปแทน ชิงพูดดักคอไว้ก่อนว่า

“นายห้างจะได้ไม่มาพูดว่าฉันไม่มีสัจจะ”

กลับมาถึงปางไม้ ปะเลก็หน้าตาตื่นเข้ามาแจ้งข่าวที่เพิ่งรู้มา

“อ้ายเมือง นายห้าง เขาว่าหมู่โจรป่าออกอาละวาดแหมแล้ว เมื่อคืนก็เข้าไปปล้นที่บ้านพักป่าไม้”

วิลเลียมรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน อุ่นใจที่เห็นกำปั่นเงินยังตั้งอยู่ที่เดิม เปิดกุญแจสำรวจเงินก็ยังอยู่ครบถ้วน จึงรีบปิดฝาล็อกกุญแจ ใช้โซ่พันหลายรอบจนแน่นหนาแล้วคล้องไว้กับขาเตียง

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่แพทริกกำชับว่าต้องทำ แต่ตอนนั้นเขาเห็นว่าเป็นเรื่องชวนขันเพราะแพทริกออกอาการระแวงมากเกินไป

บัดนี้เขารู้แล้วว่าที่แพทริกเตือนนั้นมิใช่เรื่องเกินจริงเลย

สันดานโจรป่าไม่ว่าที่ไหน นอกจากปล้นชิงทรัพย์แล้ว ก็มักฉุดคร่าผู้หญิงไปข่มขืน

วิลเลียมนึกถึงมุ่ยขึ้นมาทันทีเมื่อความคิดเรื่อยมาถึงตรงนี้ ออกมานอกระเบียงส่ายตาแลหาจนทั่วบริเวณก็ไม่พบ จึงร้องถามออกไปว่ามีใครเห็นมุ่ยบ้าง

เมืองผู้เป็นพี่ชายและกุลีอีกหลายคนส่ายหน้า ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ไม่เห็นมุ่ยเลยตั้งแต่เช้า”

“เออเนาะ ก็ไม่ทันได้คิดว่ามันบ่อยู่แถวนี้” บางเสียงพูดคุยแก่กัน

แต่ที่ทำให้วิลเลียมแน่นอกขึ้นมาเกือบหายใจไม่ออก คือเสียงหนึ่งของกุลีที่แว่วมาเข้าหูว่า

“หรือจะถูกโจรฉุดเข้าป่าไปทำเมียเสียแล้วก็บ่ฮู้”

 



Don`t copy text!