เวียงวนาลัย บทที่ ๙ เจ้าสาววิกตอเรียน “หัวใจร้อนรุ่มดังสุมไฟ”

เวียงวนาลัย บทที่ ๙ เจ้าสาววิกตอเรียน “หัวใจร้อนรุ่มดังสุมไฟ”

โดย : เนียรปาตี

Loading

เวียงวนาลัย เรื่องราวของวิลเลียม หนุ่มอังกฤษที่เดินทางมาทำงานในบริษัทสัมปทานป่าไม้ในภาคเหนือของสยาม เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าต้องเผชิญกับอะไรมากมายในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งมิตรแท้ สงครามและความรัก มาเอาใจช่วยหนุ่มอังกฤษคนนี้กับชีวิตอันแสนจะโลดโผนในเวียงวนาลัย นวนิยายออนไลน์ โดย เนียรปาตี ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอ

วิลเลียมยังไม่วางใจสนิทแม้สถานการณ์เรื่องเงี้ยวในเมืองละกอนจะคลี่คลาย ใครต่อใครที่เขาผูกพันด้วยทั้งทางกายและทางใจคืนกลับมากันถ้วนหน้าอย่างปลอดภัยก็จริง แต่หนามตำใจที่คอยสะกิดให้วิตกอยู่ทุกเมื่อยังอยู่ นั่นคือพะกาฮูโอและปะเล

มุ่ยเล่าว่าปะเลเป็นเงี้ยวก็จริงแต่มิได้ฝักใฝ่พวกเงี้ยวและไม่ได้แฝงตัวเข้ามาสอดแนมในปางไม้ ตรงกันข้ามปะเลคอยระวังภัยให้พวกมุ่ย ทำให้เงี้ยวที่ซุ่มคอยปล้นเข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกันจึงไม่ทำร้าย แต่วิลเลียมก็ยังไม่เชื่อถือสนิทใจ

มิใช่ไม่เชื่อที่มุ่ยเล่า แต่ไม่เชื่อเนื้อแท้ในใจของปะเล

ถ้าปะเลบริสุทธิ์ใจจริง เหตุใดจึงไม่กลับมาที่ปางไม้พร้อมกับคณะที่อพยพไปเมืองระแหงเล่า เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะสรุปได้ว่าปะเลยังมีลับลมคมในอยู่มาก แต่ก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นเชื่อไม่ได้

ส่วนฮูโอ…ตราบใดที่มันยังมีชีวิตอยู่ มันต้องพาพรรคพวกบุกเข้าเมืองละกอนอีกเป็นแน่

เรื่องนี้มีมูล เพราะร้อยเอกเจนเซ่นยังคงอยู่ที่ลำปางและกลายเป็นคู่หูคู่ศึกกับวิลเลียมเล่าให้ฟังว่า

“พวกเงี้ยวรวมกันได้แล้วที่เมืองเชียงคำ ตอนนี้เข้าตียึดเมืองพะเยาได้แล้ว เหมือนครั้งที่ยึดเมืองแพร่ ข่าวว่าอีกไม่นานจะบุกลำปาง…คงอีกไม่กี่วันนี้”

นั่นแหละวิลเลียมจึงได้รู้ว่าตำรวจจากเชียงใหม่ที่ร้อยเอกเจนเซ่นพามาช่วยรับศึกเงี้ยวที่ลำปางทำไมจึงอ่อนเปียกนัก พวกเงี้ยวทำเกรี้ยวใส่นิดเดียวก็ทิ้งด่านหนีกระเจิง จริง ๆ แล้วตำรวจเหล่านั้นคือพลฝึกที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรลำปางส่งไปฝึกที่เชียงใหม่ ครั้นเกิดเรื่องเงี้ยวบุกลำปาง ก็ได้พลฝึกกลุ่มนี้กลับมาเท่านั้นเอง

“มิน่าล่ะ ยังดูเก้ ๆ กัง ๆ กันเต็มที” วิลเลียมเอ่ยความเห็นออกไป

ต้นเดือนตุลาคมในปีนั้น เงี้ยวก็หวนมาบุกลำปางอีกจริง ๆ แต่หนนี้รับมือง่าย ไม่ลำบากเช่นคราวแรก เพราะทางลำปางรู้ข่าวก่อน เตรียมแผนรับมือและเตรียมทางหนีทีไล่ไว้รัดกุม ซ้ำยังได้กำลังเสริมจากตำรวจภูธรนครสวรรค์มาช่วยอีก ๘๐ นาย

เป็นชัยชนะที่ได้มาชนิดที่ว่ายังไม่ทันได้ออกแรง

สัปดาห์ต่อมา ร้อยเอกเจนเซ่นจึงบอกกับวิลเลียมว่าเขาจะไปปราบเงี้ยวที่เมืองพะเยา วิลเลียมขอติดตามไปด้วยแม้ลีรอยจะทัดทานและเบ็ตตี้คัดค้านด้วยเหตุผลว่ามิใช่ธุระของเขาที่จะเอาตัวเองสอดไปในเรื่องนี้ แต่วิลเลียมไม่ฟัง เขามั่นใจว่าได้เผชิญหน้ากับพะกาฮูโอ

และครั้งนี้เขาต้องปลิดชีวิตมันให้ได้

ในวันเดินทางมุ่ยมารอส่งเขา

“คืนวันล่องสะเปา เฮาตั้งจิตขอว่า บ่ว่านายห้างไปแห่งหนใด ขอให้นายห้างปิ๊กมาอย่างคนเป็น…มีชีวิตกลับมา…วันนี้ เฮาก็ยังขอเหมือนเดิม ขอเจ้าป่าเจ้าเขาคุ้มครองนายห้างเน่อ”

ถ้าไม่มีร้อยเอกเจนเซ่นและขบวนตำรวจยืนม้าคอยอยู่ วิลเลียมคงเข้าไปกอดร่างเล็กบาง กระซิบข้างหูนางว่า…ฉันจะกลับมาพร้อมลมหายใจ…และประทับรอยจูบไว้ที่ปากนางแทนสัญญา ทว่าที่ทำได้ก็เพียงส่งสายตาหวานซึ้งไปยังตาคู่งามจนกระทั่งภาพนั้นลับไปจากสายตา

 

ขบวนปราบเงี้ยวที่ร้อยเอกเจนเซ่นนำไปโดยมีวิลเลียมชักม้าคู่กันมุ่งไปทางเมืองงาวและต่อไปยังบ้านแม่กาท่าข้าม ตรงจุดที่สายข่าวรายงานว่าพวกเงี้ยวซ่องสุมกันอยู่ที่นั่น

ระหว่างเดินทางนั้น วิลเลียมนึกถึงเมื่อครั้งเดินทางจากระแหงมาละกอน มุ่ยร้องเพลง ‘เสเลเมา’ และเล่าว่าเป็นเพลงของพวกเงี้ยว เนื้อหาก็เป็นเรื่องเพลิดเพลินเดินดงสนุกสนาน ตอนนี้ท่วงทำนองที่ก้องในหัวเขายังเป็นเพลงเสเลเมา แต่เนื้อร้องกลับผิดไป

จากที่ร้อง…อะโลโลโล ไปเมืองโก ตวยพี่เงี้ยว

บัดนี้เปลี่ยนเป็น…อะโลโลโล ไปเมืองกา ไปฆ่าเงี้ยว

ขบวนตำรวจหยุดพักไม่นานเมื่อถึงน้ำแม่กา พอมีเรี่ยวแรงแล้วไม่รอช้า ข้ามน้ำมาขึ้นฝั่งที่ห้วยเกี๋ยง

การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว

กองกำลังเงี้ยวที่ซุ่มคอยอยู่แล้วยิงเปิดฉาก ทำให้ขบวนตำรวจและม้ารวนเรด้วยตกใจ แตกกระเจิงทันที แต่ตำรวจชุดนี้ดีกว่าชุดก่อนเพราะตั้งสติได้เร็ว ครั้นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ชักม้าเข้าหาที่กำบังยิงสวนกลับไป

ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง ม้าสีขาวที่ร้อยเอกเจนเซ่นควบอยู่ก็ล้มลง

วิลเลียมปรี่เข้าไปหาเจนเซ่น ตัวเย็นวาบหน้าซีดเผือดแต่เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเมื่อพบว่าเขาถูกยิงจากด้านหลัง ขณะเดียวกันร่างของหัวหน้าเงี้ยวก็ย่างออกมาจากที่ซ่อนอย่างใจเย็น ในมือถือปืนยาว

พะกาฮูโอ!

ฝ่ายนั้นเหยียดยิ้มอย่างพึงใจในผลงานของตน เช่นเดียวกับกองกำลังเงี้ยวที่ฮึกเหิมขึ้นเพราะเห็นว่าตำรวจไอ้ตัวหัวหน้าถูกยิงล้มลงไปกองแน่นิ่งกับพื้น เสียงโห่ร้องอื้ออึงไปทั้งห้วย

วิลเลียมสัมผัสแรงบีบเบา ๆ สัญชาตญาณบอกให้เขารู้ได้ทันทีว่าเจนเซ่นยังไม่ตายและขอให้เขาอย่าเพิ่งกระโตกกระตาก อาการกึ่งตะลึงและหน้าซีดของวิลเลียมทำให้พะกาฮูโอคิดว่าวิลเลียมกำลังหวาดกลัวเมื่อเขาสืบเท้าเข้าไปช้า ๆ ชะรอยไอ้กุลาเผือกจะรู้ว่าตัวเองต้องตายแน่จึงหน้าซีดตัวสั่นเช่นนี้

ร้อยเอกเจนเซ่นตั้งใจฟังเสียงฝีเท้าที่ย่ำเข้ามา กะระยะว่าไม่เกินสามเมตร เป็นระยะหวังผล เขาก็พลิกตัวประทับปืนส่องไปที่ฮูโอโดยมีม้าขาวคู่ใจที่นอนนิ่งเป็นเกราะกำบัง เหนี่ยวไกส่งกระสุนหมายปลิดชีวิตพะกาฮูโอ แต่ความเจ็บจากบาดแผลที่หลังทำให้มือไม่เที่ยง แทนที่กระสุนจะพุ่งเจาะหัวฮูโอ มันกลับฝังอยู่ที่ไหล่ซ้ายเท่านั้น

ร่างของฮูโอทรุดลงกับพื้น ร้อยเอกเจนเซ่นจึงผุดลุกขึ้นหมายจะปรี่เข้าไปยิงซ้ำ จังหวะเดียวกันนั้นเองลูกสมุนของฮูโอก็พร้อมใจกันยิงสวนมา กระสุนสามนัดปลิดชีวิตนายตำรวจหนุ่มจากเดนมาร์กวัย ๒๔ ปี ในวินาทีนั้น

พะกาฮูโอหัวเราะร่าอย่างสะใจ

วิลเลียมยิงสวนไปโดยไม่เข้าสักเป้าเดียว

ต่างฝ่ายต่างขวัญกระเจิง เมื่อรู้แน่ว่าไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบจึงต่างล่าถอยกันไปเอง วิลเลียมสั่งให้กองกำลังตำรวจนำศพเจนเซ่นกลับไปยังจุดนัดพบซึ่งเจ้าราชบุตรลำปางจะคุมทหาร ๔๐๐ นายมาสมทบปราบเงี้ยว

ได้พักไม่นานตอนสาย ครั้นเที่ยงวันก็ปะทะกันอีกครั้ง

พะกาฮูโอคงแค้นใจมากจนความพินิจใคร่ครวญถ้วนถี่พ่ายแพ้ความมุทะลุดุดัน บุกบั่นข้ามน้ำแม่กาพร้อมด้วยสมุนซ้ายขวานับรวมได้ ๑๕๐ คน โจมตีทัพสยาม แต่คราวนี้ฝ่ายสยามมีกำลังมากกว่าจึงเป็นฝ่ายชนะ มีเงี้ยวถูกยิงตายไปหลายศพ ที่จับเป็นได้ ๕ คน และในห้าคนนี้มีพะกาฮูโอผู้เป็นหัวหน้ารวมอยู่ด้วย

วิลเลียมไม่รู้จักใครนอกจากพะกาฮูโอ แต่ทั้งห้าคนมีลักษณะคล้ายกันคือดุดันและแข็งกร้าวจนน่ากลัว

ระหว่างความโกลาหลตอนที่ปะทะกันนั้น วิลเลียมเห็นปะเล และมั่นใจว่าปะเลเห็นเขา เพราะต่างชะงักกันไปครู่หนึ่ง วิลเลียมเห็นทางปลายตาว่าปะเลค่อย ๆ ถอยห่างออกไปจากจุดตะลุมบอน คงจะแอบหนีไป อันที่จริงวิลเลียมจะยิงให้ดับหรือจับเป็นก็ได้ แต่เรื่องที่เขาได้ฟังมาจากมุ่ยและหมอสจ๊วตทำให้ยังคลางแคลงใจ สุดท้ายปะเลก็หนีรอดไปได้โดยวิลเลียมแสร้งทำว่าตนเองไม่ทันเห็นเงี้ยวผู้นั้น

หันกลับไปชำระความกับพะกาฮูโอ

ร่างเขียวจนดำไปด้วยลายสักหมึกที่พร้อยไปทั้งร่างทำให้นึกเกรงขามถึงความเข้มข่ามที่หมายถึงหนังเหนียวและอยู่ยงคงกระพัน บัดนี้เปื้อนไปด้วยฝุ่นและรอยเลือดเกรอะ แต่เจ้าตัวจะสนใจเช็ดรอยเหล่านั้นก็หาไม่ วิลเลียมกลัวว่าฮูโอจะชิงฆ่าตัวตายอย่างเจ้านางนกน้อย จึงให้ค้นตัวริบเอาปืนและมีดพกออกมาจนหมดสิ้น และล่ามโซ่ไว้มิให้หนี

แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าวิธีฆ่าตัวตายมีมากกว่าการใช้มีด ปืน หรือยาพิษ

พะกาฮูโอบ่นพร่ำถ้อยคำฟังไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาที่วิลเลียมไม่เข้าใจ แต่รู้แน่ว่าเป็นทางร้าย คงหนีไม่พ้นสบถก่นด่าและสาปแช่ง จากท่าทีและน้ำเสียงที่ใช้ตลอดการพูดนั้น จนกระทั่งฮูโอนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพร่ำบ่นใหม่

คราวนี้วิลเลียมก็ยังฟังไม่ออก แต่รู้ได้ว่าเป็นการร่ายเวทมนตร์คาถา

นอกจากศาสตราคนพวกนี้ยังมีคาถาอาคมเป็นอาวุธ ใจของวิลเลียมเริ่มระส่ำระสายเพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องป้องกันมนตร์ดำมิให้เข้ามา ‘ทำ’ เขาได้อย่างไร

สิ่งที่คิดไว้ผิดคาดทั้งหมด

ครั้นพะกาฮูโอร่ายคาถาจบสิ้น นิ่งงันไปครู่หนึ่งร่างของเขาก็สั่นกระตุกเริ่มแสดงอาการ

ฮูโอเปลี่ยนไปเป็นอีกคนโดยพลัน เป็นคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ฉีกทึ้งเสื้อผ้าที่สวมใส่จนกลายเป็นเปลือยและทุบตีตัวเอง อาการเช่นเดียวกับที่แก่ช้างเป็น ที่มุ่ยบอกว่า ‘โดนของ’ พะกาฮูโอลุกวิ่งไปมา สายโซ่ที่ล่ามข้อเท้ายาวพอจะทำให้ฮูโอปีนต้นไม้ขึ้นไปยืนบนกิ่งแข็งแรง ก่อนจะทิ้งตัวลงมาให้สายโซ่ตวัดรัดคอให้ลอยอยู่กลางอากาศ

วิลเลียมตะลึงงันเมื่อเห็นร่างนั้นกระตุกกลางอากาศราวปลาถูกทุบหัวอยู่สองสามที แล้วแน่นิ่งไป

วันถัดมา จะนับว่าสิ้นสุดการปราบเงี้ยวที่เมืองพะเยาก็ว่าได้ เพราะเจ้าราชบุตรนำกองทหารเข้าบุกเมืองพะเยาขับไล่เงี้ยวให้ออกไป

ฝ่ายเงี้ยวเสียชีวิตหลายสิบ

ส่วนฝ่ายสยามเสียชีวิตไปเพียงหนึ่ง หนึ่งชีวิตที่พลีไปก็คือ ร้อยเอกเจนเซ่นนั่นเอง

อีกครั้งที่วิลเลียมต้องเผชิญเหตุการณ์สูญเสียเพื่อนชาวตะวันตกในต่างแดน

ร้อยเอกเจนเซ่นเป็นชาวตะวันตกอีกผู้หนึ่งที่เดินทางรอนแรมมาอยู่แดนไกล และไม่มีโอกาสกลับคืนไปสู่มาตุภูมิ

หากวิลเลียมจะมีญาณหยั่งรู้มองเห็นอนาคต เขาคงจะเศร้าน้อยลง หรืออย่างน้อยก็ภาคภูมิใจแทนเจนเซ่นที่เขามิได้ตายไปโดยไร้การจดจำ เพราะอีกหลายปีต่อมา ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของร้อยเอกเจนเซ่นไว้เป็นอนุสรณ์สดุดีวีรกรรมของเขา อยู่ที่เมืองพะเยา…เมืองที่เขามาปราบเงี้ยวและจบชีวิตนั่นเอง

 

งานทำไม้ชะงักไปหลายเดือนด้วยเรื่องรบกับเงี้ยว ครั้นวางใจได้ว่าไม่ต้องคอยระแวงอีก เหล่านายห้างและคนงานก็คืนสู่ปางไม้ของตน หากกระนั้นก็ยังไม่วายมีเรื่องชวนปวดหัวเวียนเข้ามาให้วุ่นอยู่ไม่รู้แล้ว เรื่องที่เป็นประเด็นที่สุดก็คือ เงินในหีบที่โยนลงไปซ่อนไว้ในบ่อน้ำบ้านหลุยส์

เพราะเมื่อกู้ขึ้นมาจากบ่อและตรวจสอบดูก็พบว่าบางส่วนหายไป

เจ้าหลวงพูดไม่ออกอีกครั้ง

ครั้งแรกก็ตั้งแต่ตอนที่ขนเงินมาจากโรงพัก จวนข้าหลวงสยาม และคลังหลวง โดยเฉพาะที่คลังหลวงนี้ เจ้าหลวงให้นายทหารทลายประตูห้องเก็บเงิน แบ่งใส่หีบเพื่อขนย้ายไปโยนไว้ในบ่อน้ำ แต่จำนวนหีบเงินมีมากกว่าจำนวนทหารที่ไปขน เจ้าหลวงจึงให้ขนไปที่บ้านหลุยส์รอบแรกก่อน แล้วให้นายร้อยโทสยามกับยามอยู่เฝ้าเงินที่เหลือ แต่เมื่อกลับมาขนรอบที่สองก็พบแต่ความว่างเปล่า ไม่เหลือแม้แต่เงาทั้งคนเฝ้าและหีบเงิน

เจ้าหลวงจำเป็นต้องรายงานไปตามจริงว่าเงินที่หายไปราวสามหมื่นเศษ

“ที่กู้ขึ้นมาจากบ่อน้ำ เหลือราว ๆ ห้าหมื่น” วิลเลียมเล่าบนโต๊ะอาหารค่ำ

ลีรอยพยักหน้ารับรู้ไปอย่างนั้น ท่าทางของเขาออกจะเอือมระอามากกว่าเมื่อนึกไปถึงตอนที่หลุยส์ให้คนงานมาช่วยกันกู้หีบเงินและสมบัติขึ้นมาจากบ่อน้ำ ครั้นวางกำปั่นยังไม่ทันถึงพื้น คนทั้งหลายทั้งตะวันตกและชาวเมืองล้วนกรูกันเข้ามา ดูว่าเป็นของตนหรือไม่

ที่สำคัญคือ ของข้างในยังอยู่ครบ

“ไอ้ที่หายไปก็มาก เถียงกันแทบตายว่าใครเอาไป เอะอะอะไรก็ว่าเป็นฝีมือพวกเงี้ยว แท้ที่จริงก็ฝีมือพวกคนเมืองกับสยาม หรือแม้แต่พวกผิวขาวด้วยกันเองนี่ละ ไม่ใช่ใครอื่น” ลีรอยว่า

“มิสเตอร์อีแวนเดอร์ก็ยังไม่กลับมาเสียที” วิลเลียมเปลี่ยนเรื่อง “แต่จดหมายมาว่าปลอดภัยดีแล้วก็ค่อยโล่งใจ แต่กว่าจะกลับจากเวียดนามได้ก็คงช่วงคริสต์มาสหรือหลังปีใหม่เลย”

“ยังไงเราก็ต้องเข้าป่าเตรียมล่องซุง มัวแต่คอยมิสเตอร์อีแวนเดอร์คงไม่ไหว ตัวเลขในบัญชีมันเริ่มฟ้องแล้วว่าถ้าปีนี้เราส่งไม้ได้น้อยกว่าปีก่อนโน้น บริษัทเราขาดทุนแน่ ๆ” ลีรอยระบายลมหายใจ “ดีนะที่ปีกลายเราส่งไม้ได้มากกว่าที่คาดไว้”

“เพราะเรื่องเงี้ยวแท้ ๆ ทำให้ปีนี้งานเราล่าช้าไปถึงสามสี่เดือน” วิลเลียมพึมพำ

“ก็เหมือนกันทุกที่ละน่า ไม่ว่าจะเป็นการหยุดงาน ขาดคนงาน แม้แต่ช้างลากซุง” ลีรอยชี้แจง

“โทมัสก็ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว รับงานเพิ่มอีกป่าหนึ่ง แต่ฉันว่ามันก็ยังไม่พอ” วิลเลียมว่าพลางเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างใช้ความคิด “นายก็ต้องทำบัญชีอยู่ที่นี่ รับผิดชอบแทนแพทริกทั้งหมด”

“ถ้าปะเลยังอยู่ก็คงจะดี” ลีรอยงึมงำไม่เต็มเสียง เพราะรู้อยู่ว่าชื่อนี้มีผลต่อความรู้สึกของวิลเลียม “แต่เมืองก็คงจะช่วยนายได้ไม่น้อย”

“มันไม่ใช่แค่นั้นนะสิ ป่าแม่ต๋ำแม่จางยังไม่มีใครไปดูแล ฉัน…” วิลเลียมปล่อยคำพูดให้หายไปแค่นั้น คล้ายกับว่าความคิดที่วาบขึ้นมาช่างไร้สาระสิ้นดีและไม่มีวันเป็นไปได้

แต่ลีรอยเข้าใจ อ่านความคิดเพื่อนสนิทได้ทะลุปรุโปร่ง เขาจึงบอกไปว่า

“ฉันไปดูให้เองก็ได้ ที่ป่าแม่ต๋ำแม่จางมีไม้น้อยกว่าป่าแม่วัง คงไม่กระไรนักหนา ฉันหอบบัญชีไปทำที่นู่นด้วยก็ได้ นายอย่ากังวลไปเลย”

วิลเลียมอยากค้านแต่ก็ยังไม่เห็นทางใดดีกว่านี้ เพราะตอนนี้ขาดคนจริง ๆ เขาจึงยิ้มแทนคำขอบใจน้ำใจของเพื่อนรัก

“ฉันคุ้นเคยกับป่าแม่วังแล้ว ไปเองกับพวกคนงานก็ได้ ฉันจะให้เมืองไปที่ป่าแม่ต๋ำกับนาย เมืองคงช่วยผ่อนแรงนายได้มาก แม้เราจะยังไม่เคยไป ไม่คุ้นเคย แต่ไม้สักที่ต้องโค่นมีน้อยกว่าที่ป่าแม่วัง”

ลีรอยไม่ค้านเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามหน้าที่ ดีเสียอีกที่มีเมืองเดินทางไปด้วย

บทสนทนาพลันชะงักเมื่อมีเสียงเอะอะดังอยู่ข้างล่าง คนทั้งหมดละจากโต๊ะอาหารมายืนเกาะระเบียงชะโงกหน้าลงไป คนงานคนหนึ่งก็ตะโกนรายงานทั้งยังหอบว่า

“นายห้าง อ้ายเมืองโดนฟัน”

ข่าวนั้นสร้างความตกใจ ไม่เสียเวลาซักไซ้รายละเอียด ทุกคนก็วิ่งตามไปที่เรือนพักคนงาน ไม่มีใครสังเกตว่าในบรรดาผู้รับรู้ข่าวร้ายทั้งหมดนี้ ลีรอยพะว้าพะวงยิ่งกว่าใคร

 

“เมือง!” ลีรอยร้องเมื่อเห็นร่างไร้สติของเมืองมีเลือดอาบ

“ปะเล!” วิลเลียมร้องออกไปแทบจะพร้อมกัน ไม่คิดฝันว่าปะเลจะกล้าย้อนกลับมาที่นี่อีก

วิลเลียมเรียกม้า บอกลีรอยให้คอยดูความเรียบร้อยทางนี้ ส่วนเขาจะรีบไปตามหมอสจ๊วตมาดูอาการ นานในความรู้สึกของลีรอยขณะที่รอการปรากฏตัวของหมอสจ๊วต เขาแตะที่ต้นคอและข้อมือ โล่งอกที่ยังสัมผัสได้ถึงการเต้นของชีพจร แม้จะแผ่วอ่อนเต็มที แต่ก็มีสัญญาณของความหวัง

หมอสจ๊วตมาถึงลีรอยก็แทบจะฉุดเข้ามาดูอาการ ในขณะที่เบ็ตตี้ชะเง้อมองไกล ๆ อย่างหวาด ๆ ทั้งนึกหวาดเสียวและสะอิดสะเอียนกลิ่นคาวเลือด

รอยแผลที่ถูกฟันที่หลังพาดเป็นแนวยาว หมอสจ๊วตราดแอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดแล้วเย็บแผลให้ปิด เมืองหมดสติไม่รู้ตัวจึงไม่มีเสียงร้องครวญคร่ำ แต่ร่างกายของเมืองก็ตอบสนอง ลีรอยจ้องมองเขม็ง เจ็บแทนทุกครั้งที่หมอสจ๊วตแทงเข็มลงไปแล้วร่างของเมืองกระตุก เนื้อเต้นระริกอยู่เป็นระยะ

ความตื่นตกใจกลัวว่าเมืองจะเสียชีวิตผ่านไปแล้ว

ปะเลนั่งกอดเข่าอยู่ข้างกองไฟ เงายาวพาดทับลงมาบนพื้นก็รู้ทันทีว่าเป็นใครโดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยถามออกไป

“นายห้างคงกึ๊ดว่าเฮาทำร้ายอ้ายเมือง”

“ฉันไม่คิดอย่างนั้น เพราะถ้าเธอทำจริง เธอคงไม่พาเมืองกลับมาที่นี่ ปล่อยให้ตายในป่าไม่ดีกว่าหรือ จริงไหม” วิลเลียมย่อตัวลงเสมอปะเล ส่งสายตานิ่งและเสียงเรียบเย็นถาม “แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า อะไรมันจะพอดีขนาดนี้ ที่เธอ ‘บังเอิญ’ ผ่านมาพบเมืองถูกทำร้ายนอนสลบอยู่ในป่า”

“เฮารู้ว่านายห้างแคลงใจในตั๋วเฮา บ่ไว้ใจเฮาเหมือนตะก่อน แต่เฮายืนยันได้ว่า ถึงเฮาจะเป็นเงี้ยว แต่เฮาบ่ใช่หมู่เดียวกับเงี้ยวที่เข้าตีเมืองแป้และละกอน” ปะเลหมายถึงเมืองแพร่และลำปาง

“แต่ปะเลอยู่กับฮูโอที่พะเยา” วิลเลียมย้อน

“เฮาเข้าไปบอกฮูโอให้เลิกล้มความคิดจะชิงเมืองเสีย แต่เมื่อฮูโอบ่ฟังแต่บ่ได้ไล่ เฮาก็เลยอยู่ต่อเพื่อสอดแนม เฮาบ่เคยกึ๊ดร้ายกับนายห้าง ตอนที่นายกะปิตันถูกยิงที่ท่ากา” เขาหมายถึงร้อยเอกหรือกัปตันเจนเซ่น “ฮูโอมันเล็งที่หัว เฮาเลยแกล้งสะดุ้งพุ่งชน กระสุนมันเลยพลาดเป้าไปโดนม้าแทน”

ปะเลนิ่งไปเมื่อวิลเลียมจ้องหน้าเขาราวจะค้นให้ลึกที่สุดว่ามีความจริงและความจริงใจแค่ไหน

“นายห้างจะเชื่อเฮาหรือไม่ก็แล้วแต่ ที่จะบอกนายห้างก็มีเท่าอี้ ที่เฮาปิ๊กมาก็หวังว่าจะมารับจ้างที่ปางไม้เหมือนเดิม แต่ถ้านายห้างบ่จ้างเฮาแล้ว เฮาก็จะไปบ่าเดี๋ยวนี้”

ปะเลทำท่าจะลุกไปจริง ๆ

“เอาละ ฉันเชื่อเธอ แต่คงไม่สนิทใจเหมือนเมื่อก่อน” วิลเลียมว่า “เธออยู่ช่วยฉันที่ปางไม้เหมือนเดิม เดิมพันของฉันครั้งนี้สูงมากนะ ปะเล ฉันเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันทีเดียว ในการพิสูจน์ว่า คนที่นี่มีสัจจะหรือไม่”

“นายห้างก็คอยดูไป ว่าเฮาคนแต๊ กาว่าลอกแลน” ปะเลบอกให้คอยดูไป ว่าเขาเป็นคนจริงหรือเป็นคนกลับกลอกปลิ้นปล้อน

 

เมืองสลบไปสามวัน ไข้ขึ้นตัวร้อนแล้วจึงค่อยเย็นลงเมื่อใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวและกินยา มุ่ยมาคอยพยาบาลรักษาพี่ชาย ในขณะที่ลีรอยก็คอยมาเยี่ยมดูอาการอยู่เป็นระยะหลายรอบในหนึ่งวัน ครั้นเมืองได้สติพอจะพูดจารู้เรื่อง ไต่สวนทวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ได้ข้อสรุปว่า

“คงเป็นใครสักคนที่คอยโอกาสนี้มานาน เรื่องเงี้ยวสร้างความวุ่นวายยังมีอยู่บ้าง ที่มาลอบทำร้ายก็คงหมายใจจะโยนความผิดว่าเป็นฝีมือเงี้ยว แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนเมืองด้วยกันนี่ละ”

วิลเลียมยังไม่เข้าใจทันที ถามออกไปแทบจะพร้อมกับลีรอย

“เป็นคนเมืองด้วยกัน แล้วทำร้ายกันทำไม”

“เขาเกลียด…ที่ผมไปเข้ารีต สนิทสนมกับพระฝรั่งมิชชันนารี คลุกคลีกับหมอสจ๊วต แล้วยังรับจ้างทำงานในบริษัทของฝาหรั่งอังกฤษ พวกเขาเลยจัง…ชิงชังรังเกียจ”

วิลเลียมหันไปถามหมอสจ๊วต

“ต้องรักษาตัวอีกนานไหมครับ จึงจะเดินทางไกลได้”

“เธอจะบ้าไปแล้วหรือพ่อหนุ่ม” หมอสจ๊วตร้องเอะอะตกใจ “เธอยังคิดจะให้เขาเดินทางไกลอีกหรือ ดูสภาพเมืองตอนนี้ เขาควรพักรักษาตัวให้หายดีเสียก่อนสักสองเดือนเป็นอย่างน้อย ถ้าเข้าป่าตอนนี้แผลอักเสบขึ้นมาจะยิ่งไปกันใหญ่ ไหนจะยุง ไหนจะทากอีกเล่า ฉันไม่ตามไปคอยรักษาพวกเธอในป่าหรอกนะ”

“หมอสจ๊วตพูดถูก” ลีรอยสนับสนุน “เมืองพักฟื้นให้หายดีก่อนดีกว่า เรื่องงานไม้พวกเราก็พอรู้กันมากแล้ว คงไม่กระไรนัก เมืองพักอยู่ที่นี่อุ่นใจกว่า เพราะมีทั้งหมอสจ๊วต มุ่ย และเบ็ตตี้คอยดูแล”

หญิงสาวเจ้าของชื่อสุดท้ายเมินหน้าไปทางอื่น เรื่องอะไรจะให้หล่อนมาพยาบาลเสมียนคนหนึ่ง ธุระไม่ใช่ น้องสาวสุดสวาทขาดใจก็มี รักพี่ชายมากนักก็ดูแลกันไปซี

เมืองค่อย ๆ ดีขึ้นจนลีรอยค่อยสบายใจหากต้องจากไปไม่เห็นกันแรมเดือน

ในคืนก่อนเดินทางสู่ปางไม้ ลีรอยจึงแอบมาพบกับเมืองที่เรือนพักคนงาน ล่ำลากันอยู่นานด้วยถ้อยคำห่วงหาอาทรและสัมผัสอันดูดดื่มลึกซึ้งที่ต่างฝากไว้ให้แก่กัน จนกระทั่งรุ่งราง สองร่างจึงผละจากกัน

สายวันนั้นเมืองก็พบว่าที่สถานีป่าไม้เงียบเหงา เหลือเพียงเขากับคนงานไม่กี่คน

และแหม่มเบ็ตตี้

 

บรรยากาศเงียบเหงาในปางไม้เมื่อเกิดขึ้นติดต่อกันหลายวันก็กลายเป็นความน่าเบื่อ แม้จะไปที่สโมสรก็เซื่องซึมไม่ต่างกัน เพราะเหล่าผู้ชายเข้าป่ากันไปหมด ไม่มีคนเล่นกีฬาให้ชมและเชียร์ เหลือแต่พวกผู้หญิงที่เวลาพบกันก็ไม่มีอะไรทำนอกจากตั้งวงนินทา แม้ว่าจะสนุกสนาน แต่นานไปมันก็เบื่อได้เหมือนกัน

วันนี้เบ็ตตี้จึงปฏิเสธคำชวนของใคร ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรต้า หรือมิสซิสสจ๊วต

เบ็ตตี้พยายามขับไล่ความเบื่อหน่ายด้วยการทำงานฝีมือกระจุ๋มกระจิ๋มที่มิสซิสสจ๊วตชวนให้ทำ ตั้งใจจะใช้เป็นของชำร่วยแจกในเทศกาลยุลหรือคริสต์มาสปีนี้ แต่หญิงสาวปักเข็มขึ้นลงสองสามทีก็เลิกพยายาม เพราะวันนี้หล่อนไม่มีแก่จิตแก่ใจจะทำอะไรจริง ๆ

ครั้นจะให้นั่งเฉย ๆ หล่อนทนนั่งได้ไม่ถึงห้านาทีก็ผุดลุกขึ้นเดินไปมาอีก

สรุปว่าวันนี้ทั้งวันเบ็ตตี้ไม่สามารถหยิบจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ โผจากสิ่งนั้นไปหาสิ่งนี้ จนกระทั่งมาหยุดที่โต๊ะทำงานของลีรอย พลิกเปิดสมุดวาดเขียนหลายเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะ ความงามของลายเส้น รูปร่างและสีสันของดอกไม้หลายชนิดทำให้สมาธิของหญิงสาวเริ่มจดจ่อ เมื่อเปิดไปถึงภาพที่ห้าหล่อนก็ยอบตัวนั่งลงบนเก้าอี้ พลิกเปิดดูรูปดอกไม้อย่างเพลินใจ

เล่มแรกคงเป็นช่วงฝึกฝีมือ เพราะลายเส้นยังไม่คมนัก ดอกไม้ส่วนใหญ่พบเห็นได้ทั่วไปในอังกฤษ ไม่ว่าจะกุหลาบ ทิวลิป ไอริส แดฟโฟดิล และเดซี เล่มที่สองฝีมือดีขึ้นแต่ยังเป็นดอกไม้เมืองหนาว จนมาเล่มที่สามจึงเห็นรูปดอกไม้เขตร้อนมากขึ้นอย่างดาวเรืองและชบาที่ลีรอยวาดตอนอยู่อินเดีย

เล่มหลัง ๆ เป็นดอกไม้ที่หล่อนพบเห็นที่เมืองละกอนนี้ และอีกมากมายที่งามแปลกตาแต่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน คงเป็นพวกดอกไม้ป่าละมัง…เบ็ตตี้คิด…เพราะลีรอยมักชอบหายไปในป่านาน ๆ พร้อมอุปกรณ์วาดเขียน

จิตใจของเบ็ตตี้ค่อยสงบขึ้นเมื่อปิดสมุดวาดเขียนเล่มสุดท้าย หล่อนคงหาอะไรทำต่อไปถ้าบังเอิญไม่เห็นว่าลิ้นชักที่มีกุญแจคล้องอยู่นั้นมิได้ล็อกสนิท

ลีรอยคงจะรีบจนไม่ได้ตรวจให้แน่ใจว่าล็อกสนิทหรือไม่

วิญญาณนางแพนโดราเข้าสิง เบ็ตตี้อยากรู้ว่าในลิ้นชักนั้นมีอะไร หล่อนไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องพบความลับยิ่งใหญ่ แค่อยากรู้อยากเห็นตามนิสัยทั่วไปเท่านั้น

ในลิ้นชักนั้นมีสมุดวาดเขียนอีกเล่มหนึ่ง แต่มันมิใช่ภาพดอกไม้

ภาพวาดในเล่มเป็นลายเส้นอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เขียนแยกส่วนกัน ไม่ว่าจะเป็นใบหู ดวงตา จมูก ปาก มือและเท้าในท่าทางต่างกัน หากทั้งหมดนั้นดูก็รู้ว่าเป็นส่วนจากร่างกายของบุรุษเพศ

ภาพที่ทำให้เบ็ตตี้เริ่มวาบหวามใจคือลายสักเหนือเอว ลงมาถึงต้นขา ลามไปถึงสะโพก

จนกระทั่งภาพต่อมาจึงเป็นเรือนร่างบุรุษเปลือยนอนทอดกายอยู่ริมน้ำตก

เบ็ตตี้รู้สึกว่าลีรอยตั้งใจวาดภาพนี้เป็นพิเศษ พอ ๆ กับจงใจไม่วาดส่วนหน้าให้รู้ว่าเป็นใคร

แต่หล่อนรู้ว่าเจ้าของร่างกำยำด้วยมัดกล้ามงามสมส่วนนี้คือใคร

เบ็ตตี้จำได้เพราะหลายครั้งยามหลับตา หล่อนจะเห็นภาพเมืองกำลังอาบน้ำช้างอยู่ที่แม่น้ำ ร่างกายทั้งหมดเกือบเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าพันรัดปิดช่วงเอวไว้เท่านั้น เบ็ตตี้ยอมรับว่าหล่อนไม่นิยมคนพื้นเมืองเพราะถือว่าเป็นคนละชั้นกับหล่อน หน้าตาหรือก็ประหลาด ไม่ผิดกับลิงที่ยังวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ได้ไม่เต็มที่

แต่หล่อนยกเว้นไว้ให้เมือง

เรื่องนี้หล่อนเก็บงำไว้ในใจไม่เคยแย้มพรายออกมาให้ใครรู้ ภาพเมืองอาบน้ำช้างก่อกวนอารมณ์เบื้องลึกให้ร้อนรุ่มขุ่นข้นขึ้นมาเสมอจนหล่อนเผลอลูบไล้ตัวเองพลางจินตนาการว่าเมืองกำลังตระโบมอยู่กับเรือนร่างของหล่อน

หญิงสาวรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ปิดสมุดวางลงในลิ้นชักเช่นเดิม แต่ความร้อนรุ่มกระวนกระวายในอารมณ์ไม่คลายลงไป ห้วงเวลาหนึ่งคล้ายทุกสิ่งดำเนินไปโดยที่หล่อนไม่รู้สึกตัว ได้สติอีกครั้งเบ็ตตี้ก็พบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าเรือนพักคนงาน

เมืองเยี่ยมหน้าออกมาถามด้วยความแปลกใจ ว่าเพราะเหตุใดแหม่มจึงมาถึงนี่

“วันนี้ฉันทำซุปฟักทอง เลยแบ่งมาให้เธอ มารับไปสิ”

เมืองรับถ้วยซุป กล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับขึ้นเรือนไป

เบ็ตตี้มองตาม พยายามห้ามความคิดของตนที่มองร่างสูงนั้นโดยปราศจากอาภรณ์ห่มกาย

 



Don`t copy text!