ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 20 : เรื่องที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 20 : เรื่องที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 20 –

รถม้าแล่นออกมาเรื่อยๆ ข้าไม่ได้สนใจว่าจะพาไปไหน ตอนนี้ข้าเอาแต่เพ่งพิศปิ่นกุสุมาที่ท่านป้าหลี่หยิบยื่นให้ข้า ความจริงแล้วข้าไม่ได้ละโมบ เพราะถึงแม้ว่ามารดาของข้าจะเป็นแม่ค้าแต่ตระกูลเราก็ถือได้ว่ามั่งมี เครื่องประดับสูงค่าท่านแม่มีมากมาย แต่ปิ่นกุสุมาที่ข้าถืออยู่ตอนนี้ดูแตกต่างจากเครื่องประดับที่ข้าเคยมีมาก ลวดที่สลักเสลานั้นบอกว่ามาจากช่างฝีมือดี ไข่มุกก็เป็นไข่มุกน้ำงาม แม้แต่เพชรก็ส่องประกายวาววับ แล้วปิ่นที่สูงค่านี้มาอยู่กับท่านป้าหลี่ที่เป็นเพียงหญิงชราขายหมั่นโถวข้างทางได้เช่นใดนะ

“เจ้าไม่น่าไปรับปิ่นนั่นมาเลย ข้าแค่อยากไปช่วยเขาแต่ไม่อยากรับของเขามา ดูก็รู้ว่าท่านป้าคงจะรักของสิ่งนี้มาก” ท่านชายเจินเอ่ยท่าทางไม่พอใจ ข้าเองก็ไม่อยากได้หรอก แต่ที่พูดอย่างนั้นก็เพราะอยากให้ท่านป้าสบายใจ ข้าคิดว่าจะเอาเอาปิ่นไปคืนทันที ยอมรับว่าตัวข้าไม่คิดอะไรมาก เพราะของที่ยืมมาข้าก็ไม่คิดจะครอบครองไว้

“ข้าก็จะคืนท่านป้านทันทีหลังจากที่เราเข้าวังเสร็จ”

“เจ้าคงไม่คิดจะปักปิ่นนี่เข้าวังจริงๆหรอกนะ” ท่านชายเจินเอ่ยตาโตพลางทำสีหน้าไม่อยากเชื่อ ข้าเห็นอาการนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ และมองว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ข้าก็แค่หาเสื้อผ้าที่เข้ากับปิ่นเท่านั้น และคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

“ข้าจะปักปิ่นนี้ไปเจ้าค่ะ คนทั่วไปอาจจะมองว่ามันไม่สวยแต่ข้าคิดว่ามันสวยมาก อีกอย่างมันเป็นปิ่นที่ทำอย่างละเอียดงดงามประณีตนัก มันเป็นรูปดอกบัวด้วยเหมือนชื่อของข้า พูดตามตรงข้ารู้สึกถูกชะตากับมัน”

ท่านชายเจินมองหน้าข้าก่อนจะหยุดรถม้าที่กลางทาง ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิท เพราะมัวแต่จัดการเรื่องหลายเรื่องทำให้งานเทศกาลก็ไม่ได้ไปเที่ยว พอเปิดประตูรถม้าก็เห็นหยินจงนอนหลับอยู่ เขาจึงเลิกคุยเรื่องปิ่นกุสุมาทันที ท่านชายเจินส่ายหน้าไปมาน้อยๆก่อนพูดออกมา

“ข้านี่มันใช้ไม่ได้เลย ลูกหลับไปแล้วทั้งๆที่ยังไม่กินอะไร ของๆเจ้าก็ยังไม่ซื้อสักอย่าง”

“เสื้อผ้าข้าพอมีเครื่องประดับท่านแม่ก็ให้มามากพอ ท่านชายอย่าได้กังวลเลยค่ะ” ข้าพูดให้เขาวางใจแต่ท่านชายเจินทำหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก ข้าเองก็ได้แต่ยิ้มปลอบเขา ในตอนนั้นท้องฟ้าก็มืดลงไปมาก อีกฟากของงานเทศกาลก็มีเสียงร้องเพลงกัน ข้านึกอยากไปบ้างมองหน้าของข้าพลางเอ่ย

“ลองไปเดินเล่นหน่อยไหม ตรงนี้ติดกับแม่น้ำ ถ้ามองตรงนี้เราจะเห็นเขาจุดพลุไฟถนัด”

ข้ามองตามมือแกร่งที่ชี้เห็นแม่น้ำสายใหญ่จริงๆ ข้าเคยรู้มาบ้างว่าแม่น้ำสายนี้เรียกว่าแม่น้ำหวางเหอ (1) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ของเมืองหลวง ผู้คนทั้งหลายต่างพากันตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำทั้งๆ ที่เกิดอุทกภัยเกือบทุกปี

ถึงท้องจะฟ้ามืดลง แต่ท่านชายเจินจูงรถม้ามาใกล้ๆ สายน้ำที่ไหลเอื่อย สายลมพัดพาเป็นระยะๆ พากลิ่นหอมของดอกไม้ลอยมา ข้าคาดเดาไม่ได้ว่าท่านชายเจินกำลังคิดอะไรอยู่ ได้แต่เดินตามเขาไปที่ริมแม่น้ำนั้นด้วย เขาไม่พูดแต่ก็ชวนข้าให้นั่งลงด้วยกัน ข้าไม่ได้ขัดอะไรเขา ได้แต่นั่งลงตามที่เขาบอก ในความเงียบงันนั้น ท่านชายเจินก็พูดขึ้นมาว่า

“เหลียนฮวา เจ้าคงอึดอัดมากสินะ ที่ต้องมาอยู่ที่นี่”

“ก็เราแลกเปลี่ยนกันเจ้าคะ ท่านอย่าคิดอะไรมากเลย”

ข้าพูดออกไปตามความรู้สึก ก่อนเอาปิ่นที่ป้าหลี่ให้ปักแซมช้องผม  แต่ในใจตอนนี้หาได้เบิกบานไม่ เมื่อคิดถึงความจริงข้อนี้ มือหนาของเขาดึงร่างข้าเข้าไปกอด แววตาที่ทอดมาหาความหมายไม่ได้ว่าสื่ออะไร แต่มันทำให้ข้าไหวหวั่นนัก ข้าตัวแข็งทื่อกับสัมผัสที่เขาให้ แต่ก็ยอมให้เขากอดโดยดี แต่ก็อดคิดมากไม่ได้

“อ้อมกอดนี้จะเป็นของข้าได้กี่เพลานะ นี่ข้ายอมรับสิ่งที่เขามอบให้ ใจของมันกำลังทรยศเจ้าของรึไง”

“ข้าผิดต่อเจ้า มีบางเรื่องที่ข้าควรบอกเจ้าก่อน มิสมควรเลยที่จะให้เจ้ารู้จากปากคนอื่น” ท่านชายเจินพูดออกมาในที่สุด ข้าหันหน้าไปมองเขา และเดาได้ว่าเขากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร

“เรื่องของหยางซู่เจินรึค่ะ” เขาผละตัวออกห่างราวกับคำถามนั้นจี้แทงใจดำ อะไรบ้างอย่างในกิริยานั้นทำให้ข้ารู้สึกขุ่นเคืองอย่างหาสาเหตุได้ แล้วเขาก็ตอบออกมา

“ใช่เรื่องนั้นแหละ ข้าเดาเอาว่าบรรดาพี่สะใภ้ของข้า คงบอกอะไรแก่เจ้าบ้างแล้ว”

“แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากรู้แล้วละค่ะ อย่างที่ท่านชายพูดหากเป็นเรื่องที่ท่านชายพร้อมจะบอก ท่านชายคงบอกออกมาเอง ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องของข้าอยู่แล้ว ข้าหันหน้าหนีใจมันปวดร้าวสิ้นดี อิ่มเอมชั่วขณะแต่ปวดร้าวยิ่งนัก ใช่ ข้าไม่อยากได้ยินเรื่องของหยางซู่เจินของเขา

“เฮ้อ…”

ท่านชายเจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ข้าไม่อยากมองหน้าเขาในเวลานี้ จึงได้แต่หันหน้าไปมองสายน้ำตรงหน้าแทน เขาขยับตัวเข้ามาใกล้และกอดข้ามาจากด้านหลังอีกครั้ง เสียงแผ่วๆ กระซิบที่ข้างหู นั่นทำให้ใจข้าเต้นระรัวจนกลัวว่าเขาจะจับได้

“แต่ข้าจะบอก เจ้าพร้อมจะฟังไหม” ข้านิ่งเงียบทำตัวไม่ถูกพยายามเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนเขา แต่ท่านชายเจินกลับกอดข้าแน่น

“ได้โปรด รับฟังข้าเถิด เหลียนเอ๋อร์ บางอย่างข้าต้องใช้เวลา เพราะเรื่องที่ข้าพบเจอมามันเจ็บปวดยิ่งนัก แต่สำหรับเจ้าถึงเราจะเป็นผัวเมียกันแค่หลอกๆ แต่เราก็อยู่กันแบบเพื่อนได้นี่”

เจ็บกว่าหอกแทงหลังทะลุมากลางอก ข้าก็อยากถามเขานัก จำเป็นไหมที่เพื่อนจะโอบกอดกันอย่างนี้ จากที่ข้าไม่รู้สึกก็เริ่มรู้สึก พูดตามตรงข้าไม่ใช่ก้อนหินนะ อ้อมกอดที่เขาให้ข้าน่ะมันทำให้ข้าหวั่นไหวและคิดกับเขาไกลกว่าคำว่าเพื่อนไปแล้ว!

“ปล่อยข้าเจ้าค่ะ สหายเขาไม่กอดกันพร่ำเพรื่ออย่างนี้หรอก”

ข้าผละตัวออกห่างจากตัวเขา คราวนี้ได้แต่หันไปมองใบหน้าหล่อเหลาคมคายใต้แสงจันทร์ แววตาคู่นั้นมองมาที่ข้าอย่างเดาความหมายไม่ได้ ต่างจากข้า…แล้วข้ามันเป็นตัวอะไรในสายตาเขากันแน่ ช่วงเวลาแห่งความปวดร้าวนั้น แสงจากพลุดอกไม้ไฟก็ถูกจุดขึ้นเพื่อประชันกัน ข้ามองดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าสีดำสนิท แม้มันไม่ใช่พระอาทิตย์ในวันแดดจ้าแต่ข้าก็รู้สึกแสบตายิ่งนัก

ท่านชายเจินจูงมือข้าให้เดินไปพร้อมเขา เรานั่งที่พื้นหญ้าแห้งๆ ริมแม่น้ำโดยไม่พูดอะไรกันอยู่ครู่หนึ่ง

“นางเป็นคนรักของข้า”

“แล้วท่านบอกข้าทำไม?”

“เพราะตอนนี้เจ้าเป็นเมียข้า”

“ก็แค่หลอกๆ ท่านอย่าใส่ใจเลย ข้ามันแค่เมียกำมะลอทำทุกอย่างเพื่อล้างอาย ยอมเป็นหม้ายเพราะกลัวคำครหาว่าไม่มีใครเอา ท่านเข้ามาช่วยข้าที่ไม่ต้องเป็นขี้ปากชาวบ้าน ข้าก็น่าจะขอบคุณท่านสักร้อยครั้งพันครั้ง” อารมณ์ของข้าพลุ่งพล่านถึงขีดสุด แต่เขาก็ยังเอ่ยต่อไปเรื่อยๆ และเขาเองก็คงไม่ได้สนใจความรู้สึกของข้านักหรอก เพราะเขาสนใจเขาคงไม่เล่าออกมาให้ข้าเจ็บปวดขนาดนี้ ข้าเบือนหน้าหนีแต่เขาก็ยังใจร้ายพูดกรอกหูอยู่นั่น…และไม่สนใจข้าเลยว่าข้าจะรู้สึกยังไง

“นางเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ใครๆ ก็บอกกับข้าว่าคนรักสวยงามเหมือนเทพธิดา ใจของข้ามีนาง…ใจนางก็มีข้าอยู่ในนั้น นางเป็นบุตรสาวผู้ทรงอำนาจในราชสำนัก ใครๆ ก็คาดหวังว่าข้ากับนางจะแต่งงานกัน”

เมื่อไหร่เรื่องที่เขาพูดมันจบนะ แล้วทำไมข้าต้องมาฟังชีวิตรักของเขาด้วย อารมณ์ขุ่นมัวของข้ามีมากก็จริงแต่ว่าลึกๆ แล้วว่าคนที่ทำให้เขาเจ็บปวดเป็นคนเช่นใดกันนะ

“นางคงสวยมากสินะ” ข้าเอ่ยออกมาอย่างเหลืออด

“ใช่…นางสวยมากเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ข้าแค่เห็นหน้าก็หลงรัก”

“โอ้…ช่างต่างกับข้านัก แค่เห็นหน้าผู้ชายก็คงอยากเดินหนีไปให้ไกลๆ แล้วท่านทำไมไม่แต่งงานกับนางเล่า ในเมื่อพวกท่านก็รักกันเสียขนาดนั้น”

น้ำเสียงของข้าสะบัดน้อยๆ อย่างไม่พอใจ ท่านชายเจินหันมามองข้า ขอโทษเถิดนะ ข้าปั้นสีหน้าไม่ทันจริงๆ ข้าห้ามความรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ แต่มันจะสำคัญอะไรเล่า เพราะเสียงหนึ่งในใจข้ามันบอกมาตลอดเวลา ข้า..ไม่ใช่คนที่เขารัก ต่อให้นั่งร้องไห้ตรงนี้ เขาก็คงไม่สนใจข้าหรอก เขาสบตากับข้า…มันว่างเปล่าเพราะข้าไม่กล้ามองตอบข้า ด้วยความรู้สึกอะไรก็ไม่รู้นั่น ทำให้ข้าเบือนหน้าหนี ท่านชายเจินจึงหันกลับไปพูดกับตัวเอง

“นั่นน่ะสินะ” เสียงถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ มือข้างหนึ่งของเขาแตะมือของข้าไว้ ในตอนนั้นข้าเห็นดวงตาปวดร้าวของเขาชัดเจนนัก

“แต่นางก็ไม่เลือกข้า ทั้งๆนางบอกว่ารัก…แต่คนที่นางเลือกกลับไม่ใช่ข้า”

“ทำไมล่ะ..”

คราวนี้ข้ากลับไม่รู้สึกขัดเคืองแต่กลายเป็นเห็นใจเขาแทน สำหรับข้า…ท่านชายเจินเป็นคนที่เพียบพร้อม หน้าตาของเขาหล่อเหลาความสามารถก็คงมีไม่น้อย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้เข้าวังไปทำหน้าที่ราชเลขาของหวงตี้หรอก ในแววตาคู่นั้นมีความเศร้า ต่างจากตอนแรกๆ เขาก้มลงน้อยๆ เผยยิ้มเพื่อเย้ยโลก

“เพราะนางอยากเป็นพระสนมของรัชทายาทน่ะสิ สำหรับข้าถึงจะเป็นท่านชายในตระกูลเดียวกับหวงเต้ก็จริง แต่ข้าก็ไม่ยิ่งใหญ่พอ หญิงงามเป็นแบบนี้หมดรึ ข้าคิดว่า..”

“ก็เลยต้องใช้ผู้หญิงขี้เหร่อย่างข้า มาเป็นไม้กันหมาสินะ”

ข้าถอนหายใจออกมาอย่างเหลืออด ที่จริงมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเลยสักนิด แล้วข้าจะต้องสนใจทำไมกัน ตัวของเขา เรื่องของเขา ใจก็ใจเขาเวลา เขาบอกว่าเจ็บปวด แต่ทำไมข้ากลับรับรู้ถึงความร้าวรานใจนั้นได้ ท่านชายเจินเป็นผู้ชายสง่างาม หน้าตาก็คมคายหล่อเหลา ต่อให้ไม่ได้เป็นองค์ชายหรือเกี่ยวข้องเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาของเขา น่าจะไม่มีใครปฏิเสธเขาได้ แต่นี่เขาบอกว่าเจ็บปวดเพราะผู้หญิงคนนั้น

เรื่องการแต่งงานของข้า ท่านแม่และท่านพ่อคิดมากเสมอด้วยเหตุผลใดข้าก็หาได้รู้แน่ชัด คนที่จะมาเคียงข้างข้าได้ ต้องเหมาะสมทั้งชาติและตระกูล แต่สำหรับข้าแล้วมันไม่ได้สำคัญเลย ในตอนนี้ข้ารู้ว่าเจ้าคงอึดอัดที่ต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้

“เราต้องมาอยู่ในสภาพนี้ เพราะต้องแลกเปลี่ยนกัน” ข้าขมขื่นนัก ที่ได้เอ่ยออกไป

ดวงตาตอนนี้มันพร่ามัวไปหมด ราวกับความมืดแผ่ปกคลุมมาจากท้องฟ้าด้านนอกเข้ามาสู่ดวงตาทั้งสองข้าง พลันเมื่อน้ำตาจะไหลข้ากลับเชิดหน้าขึ้นยิ้มให้เขาเฝื่อนๆ

“ข้ารู้ดีตั้งแต่แรก สิ่งที่ท่านบอกข้าย้ำเตือนตัวเองเสมอ ถ้าหากว่าท่านอยากตอบแทนที่ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ ก็ช่วยดูแลท่านยายน้อยให้ดีก็พอ” ทันใดนั้นเขาก็ดึงร่างของข้าเข้ามาใกล้ ใบหน้าเขาก็อยู่ใกล้มากเช่นกัน ดวงตายามจ้องมองข้าก็มีแววเปลี่ยน ข้าคิดว่ามันคงเป็นเรื่องล้อเล่นอันเป็นปกติวิสัยของเขา

“เจ้าหาได้เข้าใจข้าไม่”

“ข้าเข้าใจท่านดี ท่านคงรู้สึกเสียหน้าที่โดนคนรักทำแบบนั้น การที่โดนคนรักหักหลังที่สุดมันแย่มากเลยทีเดียว สำหรับข้าถึงจะไม่เคยมีความรักแบบนั้น แต่การที่ข้าเห็นท่านแม่เจ็บปวดมาตลอดชีวิต และคิดว่าด้วยหน้าตาของข้าที่ไม่ได้เลิศเลออะไร คงไม่ใครมารักหรือชอบจริงๆหรอก มองหน้าข้าก็ไม่มีอะไรสะดุดตา ถ้าหากมองที่เท้าพวกท่านอาจจะตกใจก็ได้ ที่ข้ามีขนาดเท้าใหญ่กว่าสตรีทั่วไปถึงสามเท่า”

ท่านชายเจินมองหน้าข้านิ่งพลางส่ายหน้า ข้าพูดความจริงแต่มันกลับเผยความในใจออกมาจนหมดสิ้น เขากระชับอ้อมกอดแน่นพลางเอ่ย

“เจ้าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้คิดกับเจ้าอย่างนั้นแน่” ใบหน้าของเขาเริ่มโน้มเข้ามาใกล้ จนข้าได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ไม่ใช่น้ำหอม ชั่วเวลาหัวใจข้าแทบจะหยุดเต้น เขาจะทำอะไรและทำเพื่ออะไรล่ะ สัมผัสที่แผ่วๆ ที่เฉียดผ่านริมฝีปากไป มันกลับทำให้ข้าดึงตัวออกห่างจากใบหน้าของเขา แววตาของท่านชายเจินมีแววผิดหวัง ข้าขยับตัวออกห่างเขาก้มลงพลางยิ้มน้อยๆ

“ขอโทษเถิด ข้าลืมตัว ไม่ได้ตั้งใจที่จะล่วงเกินเจ้า” เขาเอ่ยออกมา แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกโกรธนะ นี่ข้าโกรธเขาเรื่องอะไร บางอย่างข้าก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ในเวลานี้ข้ารู้สึกเกลียดตัวเองที่หัวใจถลำลึกลงไปทุกขณะ แม้จะท่องอยู่ทุกวันว่านี่คือเรื่องโกหก ที่ข้าและเขาสร้างขึ้น แต่ทว่าหัวใจกลับห้ามความรู้สึกนั้นไม่ได้

“รัก…” ข้ามีความรู้สึกนี้ขึ้นในใจแล้วแต่โชคร้าย มันเป็นเรื่องโกหก ข้าลุกขึ้นยืนขึ้นสุดตัว รอยสัมผัสแผ่วๆ ที่เขามอบให้ด้วยความไม่ตั้งใจกลับสร้างรอยแผลขนาดใหญ่ในใจข้า ข้าอยากจะตะโกนใส่ใหญ่เขาเหมือนกันว่าอย่ามาทำอย่างนี้กับข้าเลย ความตั้งใจของเขามันทำให้ความพลั้งเผลอในใจข้าตัวโตขึ้นทุกวัน

“กลับกันเถิดเจ้าค่ะ”

“เหลียนฮวา เจ้าโกรธข้ารึ”

“ในเมื่อมันเป็นความไม่ตั้งใจ มันเป็นเรื่องโกหก ท่านก็อย่าใส่ใจเลย แต่ถึงแม้ว่าข้าจะหน้าตาไม่ดี จนยอมตกลงแต่งงานกับท่านได้ง่ายๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะยอมให้ท่านทำล่วงเกินข้าได้ เก็บความไม่ตั้งใจแบบนี้ไปทำกับผู้หญิงคนอื่นเถิดเจ้าค่ะ”

ข้าพูดเสียงดัง เพราะทนไม่ไหวจริงๆ กับท่าทางของเขา มือหนาดึงแขนข้าไว้มั่น แววตาเขาสับสน แต่ข้ากลับมองว่าเขากำลังแสดงบทบาทหนึ่งให้ตัวเองดูดี ข้าทำท่าจะแกะมือเขาออก แต่เขายังจับแขนข้าไว้มั่น ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูงที่เขามี ข้ามองหน้าเขาอย่างเหลืออด คิดดูแล้วผู้ชายก็ไม่ต่างกันนัก เสียงลมพัดแผ่วๆผ่านหูข้าไปแค่ตอนนี้จ้องหน้าเขา น้ำตาก็จะไหลออกมาอย่างห้ามให้ได้ เขาดึงร่างข้ามากอดแน่นจังหวะนั้นแหละ ที่น้ำตามันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ฟัง

“ไม่ว่าเรื่องจริงหรือโกหก ข้าก็มีหัวใจนะ ข้ามีเลือดเนื้อเจ็บปวดเป็นรักเป็น ท่านอย่าทำแบบนี้เลยในเมื่อคนที่อยากสวมกอดหรือประทับรอยจูบไม่ใช่ข้า หากเราตกลงสัญญาที่คำว่าหน้าที่ ควรให้ทุกอย่างจบลงที่หน้าที่อีกเช่นกัน เวลาที่เราอยู่สองคน เราไม่จำเป็นต้องให้ใครเห็นบทบาทของสามีภรรยาจอมปลอมก็ได้”

ท่านชายเจินกอดข้าแน่นเขาเอามือตบหลังข้าเบาๆ ในขณะที่ข้าร้องไห้ออกมาและไม่สามารถบังคับใจของตัวเองได้

“แต่สำหรับข้า ตอนนี้เรียกได้ว่าเปิดใจได้หนึ่งส่วนแล้ว คนที่ก้าวล่วง ใจข้าเป็นคนที่เข้มแข็ง ในยามที่ข้าอ่อนแอ ข้าแค่อยากถูกใครสักคนโอบกอด อยากแค่มีใครสักคนรับฟังเสียงเต้นของหัวใจ มันยากนะ…ที่จะเอาตัวคนคนนั้นมาอยู่ใกล้ๆ โดยที่หาเหตุผลร้อยพันมากล่าวอ้าง แต่สำหรับข้าเมื่อได้เจอคนคนนั้นแล้ว ข้าไม่อยากเสียเขาไป ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่ามันความจริงหรือโกหก ข้าก็อยากขอแค่เวลากับเจ้า ขอให้ซากความรักมันได้หายไป ขอแค่เวลาเพียงพอที่จะรับรักครั้งใหม่เข้ามาเติมเต็ม วันนี้ใจของข้าเปิดออกเพื่อเจ้าแล้ว…เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”

รอยจูบแผ่วๆ ที่หน้าผากอ้อยอิ่งแต่อบอุ่น นี่ข้าจะเชื่อเขาได้ไหม…ช่างเถิดจะเรื่องจริงหรือโกหกก็ดี แต่ตอนนี้ข้าอบอุ่นใจเหลือเกิน

“ข้าจะไปงานเทศกาล ท่านพ่อ พี่เหลียนฮวา”

เสียงดอกไม้ไฟจุดขึ้น ทำให้หยินจงตะโกนสุดเสียง ร่างของข้าผละออกจากเขา และไม่กล้าสบมองนัยน์ตาคมที่ทอดแววเว้าวอนมาให้ เขาไม่ยิ้มไม่หัวเราะ ได้แต่ดึงมือของข้าให้เดินไปด้วยกัน ในตอนนั้นข้าไม่ขัดขืนได้ แต่ปล่อยให้ใจมันสำลักความสุขชั่วขณะ ถ้ามันเป็นฝันก็คงเป็นฝันดี  ในวันนั้นท่านชายเจินพาข้ากับหยินจงไปงานเทศกาล มือข้างหนึ่งของเขาจูงมือหยินจงไว้ อีกข้างก็จูงมือข้าไว้มั่น หลายครั้งที่เราสบตากันและยิ้มจางๆก็ทอดมาทำให้ข้าใจกระตุก

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือโกหกแต่ข้ามีความสุขก็พอ….

 

เชิงอรรถ :      

(1) แม่น้ำเหลือง

Don`t copy text!