คดีรักข้ามเวลา บทที่ 20 : เรื่องมันคุ้นๆ นะ…ว่าไหม

คดีรักข้ามเวลา บทที่ 20 : เรื่องมันคุ้นๆ นะ…ว่าไหม

โดย : ณรัญชน์

คดีรักข้ามเวลา โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของการเดินทางย้อนอดีต เพื่อไขปริศนาฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งหนทางเดียวที่พิชญาจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้คือสืบหาต้นตอของคดีฆาตกรรม ในชาติภพที่ผ่านมา ‘คดีรักข้ามเวลา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………..

-20-

“โชคดีจริงๆที่เมื่อคืนคุณผินปลอดภัย ไม่อย่างนั้นข้าคงถูกคุณกนกแล่เนื้อเอาเกลือทาไปแล้ว”

นายอินบ่นกระปอดกระแปด มีเพื่อนๆบ่าวไพร่นั่งฟังกันหน้าสลอน

“ตอนที่ท่านรู้ว่าคุณผินวิ่งหนีโจรไปคนเดียว ท่านโกรธข้าใหญ่ รีบไล่ไอ้ชิดลงจากรถแล้วตัวท่านก็ขึ้นไปขับแทน ไอ้ข้าก็มัวแต่รอให้นางดวงกับไอ้ชิดมาขึ้นรถข้า เลยขับตามไปแทนไม่ทัน”

“อย่าเอ็ดไปนะ ข้าว่าคุณกนกท่านชักจะยังไงๆกับคุณผินอยู่นา” บ่าวคนหนึ่งออกความเห็น

“นั่นสิ ถึงขนาดขับรถออกไปตามหาเอง ข้าว่าท่านต้องมีใจให้คุณผินแน่ๆ เจ้านายเราร้ายหยอกเสียเมื่อไร คราวนางปิ่นก็คนหนึ่งแล้ว เห็นหงิมๆอย่างนั้น เผลอเมื่อไรคุณกนกหยิบชิ้นปลามันทุกที”

“จะไม่เข้าตำราพระยาเทครัวหรือวะ นั่นก็พี่นี่ก็น้อง สงสารแต่คุณบุหลัน คงหน้าชื่นอกตรม” บ่าวหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นไข้ทับระดูจึงไม่ได้ไปดูลิเกเมื่อคืนเปรยขึ้น ทำเอาวงสนทนาเงียบกริบ คนพูดมองเพื่อน เห็นอ้ำอึ้งกันไปทั้งกลุ่มก็ถามงงๆ

“พวกเอ็งเป็นกระไรไป ข้าพูดกระไรผิดไปหรือ”

เมื่อมีคนจุดประเด็น คนอื่นๆก็มองหน้ากันเลิกลั่ก จากนั้นนายชิดก็เอ่ยลอยๆ

“พวกเอ็งว่าลิเกเมื่อวานเนื้อเรื่องมันคุ้นๆไหมวะ นางเอกมีแม่เลี้ยงกับน้องสาว ถูกแม่เลี้ยงรังแก จนมาเจอเจ้าชายรวยแต่ขาเป๋ แต่ยังไม่ทันแต่งงานเจ้าชายก็ตาย เลยมาแต่งกับเจ้าชายคนน้องแทน แถมก่อนแต่งงานนางเอกยังถูกน้องเลี้ยงใส่ร้ายว่าขโมยทองด้วย”

“ไอ้ที่คุ้นยิ่งกว่าก็ตรงเจ้าชายคนพี่ถือหินฝนทองไว้ในมือตอนตายนี่ละ ไม่ใช่แค่คุ้นนะโว้ย มันเหมือนเอาเรื่องของเจ้านายเราไปแสดงเลยละ” นายอินต่อ

นางแจ่มร้องด่าพลางชี้หน้าคนพูด “ไอ้พวกปากเปราะ ปากอย่างนี้เดี๋ยวก็ได้กระเด็นออกจากเรือนกันหมดหรอก วอนหาเรื่องให้ไม่มีที่ซุกหัวนอนซะแล้ว”

แต่เงียบได้อึดใจเดียวนางก็ทนไม่ไหว ต้องพูดออกมาเสียเอง แต่ลดเสียงให้เบาลง

“แต่ว่ากันตรงๆนะ ข้าติดใจตรงที่คนฆ่าเจ้าชายคืออีนางเอกนี่ละ มันโยนแมวเข้าไปในห้องจนเจ้าชายโรคหอบกำเริบตาย พวกเอ็งจำได้ไหมวะ คุณทรัพย์ท่านก็โรคหอบกำเริบจนตาย เพราะมีแมวเข้าไปวิ่งในห้องเหมือนกัน”

“นั่นสิป้า” นายชิดรีบเสริม “ไอ้ฉันละสงสัยนัก ทำไมเนื้อเรื่องมันพ้องกันอย่างนี้ และมาคิดดูแล้วก็เป็นไปได้จริงๆเสียด้วย นางเอกไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชายหน้าตาขี้เหร่ เลยฆ่าให้ตายซะ ทีนี้ก็ได้แต่งงานกับคนน้อง คนสวยหล่อสมกันอยู่ด้วยกันก็คงสบายตาสบายใจ ไม่ต้องกล้ำกลืนเหมือนแต่งกับคนพี่”

“ถ้าเจ้าชายคนพี่คือคุณทรัพย์ คนน้องคือคุณกนก ถ้าอย่างนั้นนางเอกก็ต้องเป็น….”

เอ่ยมาถึงตรงนี้ทุกคนก็เงียบกริบ สีหน้ากระอักกระอ่วนคล้ายกลืนบอระเพ็ดเข้าไปทั้งกำ ไม่มีใครกล้าพูดต่อ

“อย่าคิดให้มากเลยวะ เรื่องของเจ้านายท่าน เราเป็นบ่าวก็อยู่ไปตามประสาเราเถิด” นางแจ่มตัดบท แต่ไม่วายถอนใจออกมายาวเหยียด

 

ประตูห้องทำงานของกนกจะปิดสนิทในยามที่เจ้าของห้องคร่ำเคร่งตรวจบัญชี ดังเช่นขณะนี้ เขมจึงลังเลนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจเคาะเรียก พอได้ยินเสียงอนุญาตเขาก็ผลักเข้าไป

กนกทักน้องชายอย่างแปลกใจ “เจ้าเขมวันนี้ไม่ไปทำงานที่ร้านรึ ไม่สบายหรือเปล่า พี่จะได้ตามหมอมาตรวจให้”

เขมยิ้มรับความหวังดีนั้น “ผมไม่ได้เป็นกระไรดอกขอรับ แต่ผมมีธุระอยากขอความเมตตาจากคุณพี่”

เพราะคำว่า ‘ขอความเมตตา’ ตัวเดียว กนกจึงยอมวางปากกาขนนกในมือลง ถามอย่างจริงจัง “พูดจาเป็นการเป็นงานเทียวนะ คงมีเรื่องสำคัญละสิท่า”

“ผมรู้สึกว่างานที่ร้านขายผ้าไม่เหมาะกับผม ผมอยากขอเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น”

ตั้งแต่เขมไปดูแลงานที่ร้านขายผ้า เขาก็รับผิดชอบอย่างดี ทำกำไรเพิ่มขึ้นจนแม้แต่พี่ชายยังแปลกใจ กนกจึงคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินประโยคนี้

“อ้าว! แล้วกัน พี่เห็นเจ้าขยันขันแข็งก็นึกว่าจะยกร้านนี้ให้เจ้าดูแลเสียเลย ไม่คิดว่าจะไม่ชอบ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นอยากทำกระไรล่ะ บอกมาเถิดพี่ยินดีทั้งนั้น”

“ผมยังไม่รู้เลยขอรับ อยากจะขอเวลาคิดดูสักหน่อย แต่ช่วงนี้ผมอยากหยุดพักสักสองสามวัน พอให้สมองโล่งจะได้คิดกระไรออก”

“อย่างนั้นรึ เอาสิ พี่ตามใจเจ้า” กนกตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่ทั้งๆที่หมดธุระของน้องชายแล้ว เขาก็ยังไม่หยิบปากกาขึ้นมาทำงาน กลับนั่งเหม่อลอยคล้ายคนกำลังคิดหนัก

เขมลอบมองสีหน้าพี่ชายแล้วตัดสินใจถามตรงๆ  “คุณพี่กำลังไม่สบายใจใช่ไหม ถ้าให้ผมเดาคงเป็นเรื่องที่แม่ผินถูกโจรดักฉุดเมื่อสามวันก่อน”

“เรื่องนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่เราก็แจ้งนครบาลให้สืบหาโจรกลุ่มนี้แล้ว พี่ก็คลายกังวลไปได้ แต่มันยังมีเรื่องอื่น”

ทำไมเขมจะไม่รู้ว่าพี่ชายกังวลเรื่องอะไร ไม่ใช่แต่เขาหรอก คนทั้งบ้านก็กำลังกังขาในเรื่องนี้ ซ้ำความสงสัยยังถูกส่งต่อไปในหมู่ชาวบ้าน จนผู้คนพากันซุบซิบไปทั่ว ส่งผลให้ลิเกที่ท้ายตลาดมีคนไปดูแน่นขนัดทุกคืน ดูแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ไปถึงมรณกรรมของคุณทรัพย์ ในทำนองคลางแคลงใจว่าลูกชายคนโตของคุณนวลอาจไม่ได้ตายเอง หากแต่ถูกฆาตกรรม

“ถ้าคุณพี่หมายถึงเรื่องลิเกที่เล่นอยู่หลังตลาด ผมไปดูการแสดงด้วยตาตัวเองมาแล้วขอรับ”

กนกถอนหายใจ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง “เจ้าเขม ในฐานะที่เจ้าก็ถือว่าเป็นน้องชายคนหนึ่งของคุณพี่ทรัพย์ บอกพี่มาตามตรงเถิดว่าเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้”

“ผมว่าเราอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยขอรับ ถ้าทั้งหมดนี้เป็นการใส่ไคล้กัน แม่บุหลันจะเสียหาย”

“แต่พี่ก็อดคิดไม่ได้” กนกสารภาพ “ทุกอย่างที่ลิเกแสดงชวนให้สงสัยทั้งสิ้น ทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าทำไมคุณพี่ทรัพย์ถึงไปที่โรงงานคนเดียว ทั้งๆที่เป็นวันหยุด และทำไมต้องกำหินฝนทองไว้ในมือ เมื่อก่อนพี่ไม่เคยใส่ใจเรื่องหินก้อนนี้เลย แต่ลิเกนั่นทำให้พี่ฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าหินฝนทองทำมาจากหินโมรา และโมราเป็นชื่อเดิมของใคร เจ้าก็รู้”

“คุณพี่คิดว่าคุณพี่ทรัพย์ตั้งใจกำหินฝนทองไว้ เพื่อบอกใบ้ว่าถูกใครฆ่าใช่ไหมขอรับ”

สีหน้าของกนกหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แววตากลัดกลุ้ม “พี่ก็หวังว่าตัวเองจะคิดผิด”

“เพียงแค่การแสดงของพวกลิเก คุณพี่ถึงกับเก็บมาสงสัยว่าแม่บุหลันเป็นคนฆ่าคุณพี่ทรัพย์ จะไม่กล่าวหากันเกินไปหน่อยหรือ”

“พี่ไม่ได้หูเบาถึงเพียงนั้นดอก” กนกขยับตัวอย่างอึดอัด “แม่บุหลันกำลังจะมีลูกให้พี่ ใจพี่มีแต่ภาวนาขอให้หล่อนเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เจ้าคงไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้แม่บุหลันกับนางดวงมีท่าทางแปลกพิกล ดูตกอกตกใจทุกครั้งที่เห็นหินฝนทอง มันทำให้พี่อดคิดไม่ได้”

เขมรับฟังเรื่องหินฝนทองจากพี่ชายอย่างทึ่งแกมประหลาดใจ ทึ่งในสติปัญญาของคนที่วางแผน และประหลาดใจที่ว่าทำไมเขาถึงไม่เคยฉุกคิดมาก่อนเลย ว่าบุหลันอาจจะมีส่วนในการตายของคุณทรัพย์ การที่หล่อนให้เขาไปกำจัดหมอกุหลาบ ก็บอกอยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา บทจะเหี้ยมเกรียมขึ้นมาหล่อนสามารถร้ายกาจได้อย่างน่าขนลุก

แต่เขมยังต้องการความช่วยเหลือของบุหลันอยู่ เขาจะยอมให้หล่อนถูกจับไม่ได้ เพื่อยื้อเวลาให้บุหลันรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายต่อไป ชายหนุ่มจึงรับอาสาเสียเอง

“เอาอย่างนี้ดีไหม ผมคุ้นเคยกับนครบาลหลายคน ผมจะขอให้เขารื้อคดีการตายของคุณพี่ทรัพย์ขึ้นมาใหม่ ส่วนคุณพี่ไม่ต้องทำกระไร รอฟังข่าวจากผมก็พอ”

“ได้อย่างนั้นก็ดีน่ะสิ” สีหน้ากนกดีขึ้นเล็กน้อย “พี่เองก็มีงานเต็มมือ ได้เจ้าช่วยเป็นธุระให้พี่ก็เบาใจ”

“ผมจะจัดการอย่างดีที่สุด คุณพี่วางใจเถิด” น้องชายรับรอง “เรื่องนี้ยังมีลับลมคมนัยอีกหลายข้อ ใครเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลังพวกลิเก และมีจุดมุ่งหมายกระไร ผมต้องหาให้พบ ผมจะไม่ปล่อยตัวคนบงการไปแน่”

แววตาของเขมวาววับไม่ผิดกับหมาป่าที่พร้อมจะออกล่าเหยื่อ เขาตระหวัดคิดไปถึงคนๆหนึ่ง หล่อนเป็นคนเดียวที่ล้ำลึกพอจะเป็นคู่ปรับของบุหลัน และยังอยู่ใกล้ตัวมากพอจะวางหมาก ล่อลวงให้ทุกคนตกหลุมพรางได้

หากผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ที่เรือนนี้ เห็นทีแม่บุหลันต้องมีอันตรายเป็นแน่!

เมื่อออกจากห้องของพี่ชาย เขมก็พบคนที่เขาสงสัยกำลังช่วยบ่าวจัดสำรับบนโต๊ะอาหาร ชายหนุ่มยืนมองภาพนั้นอย่างครุ่นคิด

ใครจะเชื่อว่าหญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้นแทบจะปลิวลมคนนี้ จะเป็นคนชักใยให้เกิดความวุ่นวายมากมายขึ้นมาได้ แต่เมื่อประมวลจากเรื่องราวต่างๆ ที่บุหลันเคยเล่าให้ฟัง เขมมั่นใจว่าพิชญาเป็นคนที่น่าสงสัยมากที่สุด

เขาก้าวเข้าไปใกล้ กระแอมดังๆ “วันนี้แม่ผินลงครัวเอง คุณพี่คงเจริญอาหารมากกว่าทุกวัน”

พิชญาขยับตัวออกห่างทันที สีหน้าบอกโดยไม่ปิดบังว่าหากมีกิ้งกือไส้เดือนคลานอยู่ตรงหน้า หล่อนยังยินดีเสวนากับมันมากกว่าเขา

“ฉันเพิ่งคุยกับคุณพี่เรื่องโจรที่มาดักฉุดหล่อน” เขมชวนคุย แววตาวิบวับบอกความชอบใจที่เห็นท่าทางปั้นปึ่งนั้น

“ตอนนี้นครบาลกำลังตามหาตัวมันอยู่ เขาฝากฉันมาบอกแม่ผินว่าช่วงนี้ให้เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน พวกโจรมันอาจจะดักรอทำร้ายหล่อนอยู่ก็เป็นได้”

“ฉันทราบแล้ว ขอบคุณที่มาบอก” เป็นคำตอบจากคนที่ไม่อยากพูดกับเขา จากนั้นพิชญาหันไปกำกับแม้นให้จัดจานชามต่อไป เหมือนชายหนุ่มเป็นเพียงอากาศธาตุ จนเขมชักเก้อ จะชวนคุยต่อไปก็ไม่รู้จะพูดอะไร โชคดีที่บุหลันเดินขึ้นเรือนมาพอดี เขาจึงหันไปทัก

“แม่บุหลัน เห็นบ่าวบอกว่าไปวัดไม่ใช่รึ ทำไมรีบกลับมาล่ะ”

สีหน้าของบุหลันดูเครียดผิดจากทุกวัน หล่อนตอบเขาเรียบๆ “พอดีฉันเวียนหัว ถวายอาหารเสร็จก็เลยกลับมาก่อน ไม่ได้อยู่จนพระฉันเพล”

สิ่งที่หล่อนไม่ได้บอกก็คือ เพราะความคลางแคลงในการตายของทรัพย์ คนทั้งวัดจึงมองหล่อนราวกับเป็นตัวประหลาด แม้แต่คนที่เคยเข้ามาประจบประแจง ก็เพียงแต่ทักทายผ่านๆ แล้วเลี่ยงหลบไป บรรยากาศอึดอัดเสียจนบุหลันทนนั่งต่อไปไม่ไหว

“คุณบุหลันเป็นคนใจบุญสุนทาน ไปวัดทำบุญเป็นประจำ ฉันขออนุโมทนาด้วยนะคะ” พิชญาเอ่ย

“ขอบใจแม่ผิน ที่ฉันไปทำบุญก็เพื่อให้คนในบ้านเราอยู่เย็นเป็นสุข ฉันเองก็จะได้สบายใจ” บุหลันดูผ่อนคลายลงเมื่อพูดถึงกิจกรรมโปรด หล่อนมองสำรับบนโต๊ะอย่างพอใจ จนกระทั่งเหลือบไปอาหารจานหนึ่ง คิ้วของหญิงสาวก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

“แม่ผินทำต้มส้มปลากระบอกด้วยหรือ ฉันเคยบอกแล้วไงว่าคุณพี่ไม่ชอบ”

พิชญายิ้มสดใส ส่งให้ดวงหน้าดูงามพิสุทธิ์ “คุณกนกสั่งให้ทำให้คุณไพลินค่ะ เห็นว่าเป็นของโปรดของเธอ ฉันเลยแบ่งมาขึ้นโต๊ะด้วย เผื่อว่าคุณบุหลันจะอยากกิน”

ชื่อของเมียเอกคล้ายสายฟ้าที่ฟาดลงมาโดยไม่คาดฝัน บุหลันชะงักไปทันที แม้แต่เสียงพูดก็แปร่งปร่า “คุณพี่สั่งให้ทำของกินให้แม่ไพลินงั้นรึ”

พิชญาเล่าต่อแจ้วๆคล้ายไม่รับรู้ถึงความตึงเครียดที่เริ่มก่อตัว “คุณไพลินท้องได้เกือบสามเดือนแล้วนี่คะ ช่วงนี้ต้องบำรุงมากๆ นอกจากต้มส้มปลากระบอก คุณกนกยังให้ในครัวต้มยาบำรุงให้ด้วย ลูกในท้องจะได้แข็งแรง”

“จริงสินะ อย่างไรเสียคุณพี่ก็ต้องเป็นห่วงลูก” เขมพยายามคลี่คลายสถานการณ์ “แม่ไพลินทำผิดร้ายแรง แต่ก็ยังมีความดีที่ช่วยดูแลคุณแม่ คุณพี่คงอยากจะตอบแทนบ้าง ไม่มีกระไรดอก” เขาทำเสียงเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดในโลก

แต่ความพยายามของชายหนุ่มต้องล้มไม่เป็นท่า เมื่อเสียงใสๆ ของพิชญาแทรกขึ้นมา

“ใช่ค่ะตอนนี้คุณนวลดีขึ้นมากแล้ว คุณกนกบอกว่าเป็นความดีความชอบของคุณไพลิน เลยให้สร้อยพระที่ท่านห้อยคออยู่เป็นประจำเป็นรางวัล ท่านถอดให้เองกับมือตอนไปเยี่ยมคุณนวลวันก่อน”

ชั่วขณะหนึ่งสายตาของบุหลันราวกับจะแผดเผาพิชญาให้ไหม้เป็นจุณ แต่พริบตาเดียวแววมาดร้ายนั้นก็หายไป น้ำเสียงที่เอ่ยถามราบเรียบเป็นปกติ

“แม่ผินเห็นกับตารึ ถึงเล่าได้เป็นคุ้งเป็นแคว”

“ป้าชมเป็นคนบอกฉันค่ะ คุณบุหลันก็รู้ว่าป้าชมถือศีล ไม่พูดปด คุณกนกว่าให้คุณไพลินใส่สร้อยไว้ พระท่านจะได้คุ้มครองลูกในท้องให้ปลอดภัย”

บุหลันร้อนฉ่าไปทั้งตัวราวกับมีคนโยนคบเพลิงเข้ามาในหัวใจ สร้อยพระเส้นนั้นเป็นของรักของกนก เขาสวมติดตัวมาหลายปีแล้ว หากยอมมอบให้ไพลินก็แสดงว่าความโกรธแค้นที่เคยมีคงจะปลาสนาการไปจนแทบไม่เหลือหลอ หล่อนผิดเองที่ชะล่าใจยอมให้ไพลินมาดูแลคุณนวล ทำให้คู่ปรปักษ์มีโอกาสทำคุณไถ่โทษได้

แต่ต้นเหตุสำคัญที่สุดเป็นเพราะไพลินมีลูกอยู่ในท้อง ขนาดยังไม่คลอดผู้เป็นพ่อยังรักถึงเพียงนี้ เมื่อไรที่เด็กคลอดออกมา แน่นอนเหลือเกินว่าพ่อของแกจะต้องใจอ่อน ยอมรับทั้งแม่และลูกกลับมาอยู่บนเรือนใหญ่อีกครั้ง

แล้วบุหลันเล่า หล่อนมิต้องระเห็จกลับไปอยู่เรือนเล็กในฐานะเมียรองหรือ

ทุกวันนี้หล่อนอยู่ในฐานะเมียเอก ไม่เพียงแต่ได้ควบคุมบ่าวไพร่ทั้งหมด ในยามที่มีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียน หล่อนก็ออกต้อนรับเคียงข้างสามีอย่างเต็มภาคภูมิ แต่เพียงแค่ไพลินย่างเท้ากลับมา ทุกสิ่งที่บุหลันครอบครองจะต้องหายวับไปราวกับฟองสบู่เมื่อต้องลม นับเป็นความเจ็บช้ำยิ่งกว่าฆ่าหล่อนให้แดดิ้นลงไปเสียอีก

ถึงแม้หล่อนจะมีลูกเช่นเดียวกับไพลินก็เถอะ แต่ลูกเมียรองหรือจะสู้ลูกเมียเอกได้ ไม่มีทางที่บุหลันจะเชิดหน้าชูตาขึ้นมาได้อย่างแท้จริงเลย ตราบใดที่ไพลินยังมีลูกอยู่ในท้อง

แต่ถ้าหากหล่อนไม่มีลูกเล่า…

 

“ฉันใจหายหมดตอนได้ยินข่าวว่ามีโจรมาดักฉุดหล่อน แต่พอเห็นแม่ผินปลอดภัยดี ฉันก็ค่อยเบาใจ” ไพลินคุยไปมือก็จีบพลูเป็นมวนยาวไปพลาง มวนเสร็จหล่อนก็จัดใส่เชี่ยนหมากไว้ให้คุณนวล

“ฉันเองก็คิดว่าจะไม่รอดเสียแล้ว เคราะห์ดีเหลือเกินที่หนีมาได้”

พิชญาหยิบหมากพลูที่จีบด้วยฝีมือชาววังขึ้นมาดูอย่างสนใจ ทั้งคู่นั่งอยู่บนเสื่อใต้ต้นจามจุรีที่แผ่ร่มเงากว้าง ช่วยให้เย็นสบายแม้เป็นเวลากลางวัน

“อันที่จริงยังมีอะไรแปลกๆที่ฉันยังสงสัยอยู่ แต่ช่างเถิดค่ะ ฉันมีเรื่องอื่นอยากคุยกับคุณมากกว่า”

“ถ้าหล่อนจะพูดเรื่องลิเกนั่นละก็ ฉันรู้แล้วละแม่ผิน” ไพลินป้ายปูนลงบนใบพลูที่เจียนขอบไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะพับอย่างคล่องแคล่ว

“บ่าวซุบซิบกันให้อึงไปทั้งบ้านใครบ้างจะไม่ได้ยิน นี่โชคดีนะที่คุณแม่ยังไม่รู้ ไม่อย่างนั้นน่ากลัวอาการจะทรุด”

ตอนนี้อาการคุณนวลดีขึ้นมากแล้ว แม้ความจำจะไม่ดีเท่าเดิม และยังมีอาการป้ำเป๋อพูดจาสับสนเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่เธอพูดจารู้เรื่อง สามารถคุยเรื่องเก่าๆ กับนางชมได้ทั้งวัน

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ แต่ฉันอยากกำชับให้คุณใส่สร้อยพระที่คุณกนกให้ติดตัวไว้ตลอด ห้ามถอดเป็นอันขาด”

ไพลินยกมือกุมสร้อยพระที่คอ ยิ้มเศร้าๆ “ใครว่าคุณพี่ให้ฉัน ท่านให้คุณแม่ต่างหาก แต่หล่อนนั่นละที่ไปขอให้คุณแม่ถอดมาให้ฉัน”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กึ่งซุกซนกระจายไปทั่วใบหน้าพริ้มเพรา ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าพิชญาว่าระยะหลังที่กนกมาเยี่ยมเยียนมารดาบ่อยขึ้น ก็เพราะหล่อนเป็นคนชักพามาเอง แล้วก็พิชญาอีกนั่นละ ที่คอยชื่นชมความดีของไพลินให้กนกฟัง จนเขาผู้พร้อมจะเอาใจหล่อนทุกอย่างคล้อยตาม  อีกทั้งอาการคุณนวลก็ดีขึ้นเพราะการดูแลของไพลินจริงๆ กนกจึงลดความโกรธเคืองเอกภรรยาลงไปได้มาก

สิ่งที่พิชญาบอกกนกไม่ใช่ให้เขาคืนดีกับไพลิน แต่หล่อนเตือนให้เขาระลึกว่าไพลินคือผู้ดูแลคุณนวล หากผู้ดูแลสบายใจผลดีก็ย่อมตกไปถึงคุณนวลด้วย กนกจึงเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อภรรยาเสียใหม่ จากที่มึนตึงไม่มองหน้าก็เริ่มพูดจาด้วยทีละน้อย โดยมากเป็นการถามไถ่อาการของมารดาเขา แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว

เช้าวันวาน กนกมาเยี่ยมมารดาตามปกติ คุณนวลก็ทำตามที่พิชญากระซิบบอกล่วงหน้า ด้วยการขอสร้อยคอของลูกชายมาใส่ จากนั้นเธอก็มอบต่อมาให้ไพลิน สร้อยทองพร้อมพระเก่าแก่องค์นั้นจึงมาอยู่บนลำคอของหญิงสาว เนื้อทองสุกปลั่งเห็นเด่นชัดบนสไบสีน้ำเงินที่หล่อนห่มอยู่

“จะได้มาอย่างไรก็ช่างเถิดค่ะ แต่ใส่ไว้อย่างนี้น่ะดีแล้ว คนที่เห็นจะได้รู้ว่าคุณไม่ใช่บ่าวในเรือนนี้ แต่เป็นภรรยาเอกของคุณกนก ใครที่คิดจะรังแกจะได้เกรงใจ”

“พวกบ่าวไม่มีใครรังแกฉันดอก ถึงจะมีคนทำปั้นปึ่งบ้างก็แค่ไม่กี่คน ฉันไม่ถือสา”

พิชญามองความเปลี่ยนแปลงของไพลินอย่างพอใจ เดี๋ยวนี้หล่อนไม่ใช่คุณไพลินผู้เย่อหยิ่งเจ้าอารมณ์ จนไม่เห็นหัวอกคนที่ด้อยกว่าอีกแล้ว หญิงสาวเรียนรู้จากบทเรียนว่าไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด คนทุกคนล้วนมีหัวใจเป็นด้วยกันทั้งสิ้น

“ฉันดีใจที่คุณคิดได้ ใจคุณจะได้ไม่ร้อนรนอย่างเมื่อก่อน ความเจ็บปวดมันควรจะเป็นของคนอื่นมากกว่า”

ไพลินจีบหมากพลูมวนสุดท้ายเสร็จ จึงหยิบผ้าขาวบางขึ้นมาคลุมเชี่ยนหมากไว้พลางตอบ “ฐานะอย่างฉันจะไปสร้างความเจ็บปวดให้ใครได้ ทุกวันนี้แค่อยู่รอดไปวันๆก็ดีถมไปแล้ว”

“มีสิคะ ไม่มีใครทุรนทุรายได้มากเท่าคนที่กำลังจะสูญเสียหรอก” พิชญายิ้มหยันเมื่อคิดไปถึงคนๆนั้น “ไฟที่สุมอยู่ในหัวใจ มันจะเผาผลาญให้ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็น ยิ่งทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้วันแห่งการสูญเสียคืบคลานเข้ามา ก็ยิ่งทุกข์ทนกระวนกระวาย สาสมแล้วกับความเลวที่ทำไว้”

ดวงตาของหล่อนแข็งกร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วน้ำตาก็กลับเอ่อขึ้นมาดื้อๆ พิชญารีบกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ความปวดร้าวในอก “ฉันยังมีเรื่องหนึ่งที่อยากให้คุณทำ ฟังดีๆนะคะ อีกไม่นาน….”

ภาพหญิงสาวสองคนนั่งสนทนากันเบาๆ อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตกอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่งโดยตลอด สร้อยทองบนลำคอของไพลินถูกจับจ้องมองนานเป็นพิเศษ ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ถอยห่างออกไป

Don`t copy text!