ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 18 : รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 18 : รัก ไม่รัก รัก ไม่รัก

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 18 –

14.20 น. รถจากที่จอดหน้าโรงแรมก็เคลื่อนออกจากที่โดยมือที่หมุนพวงมาลัยของชายหน้าบึ้งในแว่นกันแดดซึ่งแม้มองไม่เห็นแววตาก็รู้ได้ว่าอารมณ์ไม่ดี

ครั้นแล้ว อารมณ์ที่ไม่ดีก็ยิ่งทวีความหงุดหงิดเมื่อต้องพบกับเส้นทางซิกแซกวกวนจนทำให้ต้องย้อนกลับเนื่องด้วยโยธีบอกทางผิด

จึงต้องทั้งเสียเวลาและเสียเงินเพิ่ม

“ก็กูบอกให้มึงไปซ้าย แล้วทำไมมึงไปขวาวะ” โยธีเอ็ดอย่างฉุนเฉียวเมื่อสมุทรไทเลี้ยวขวาแทนที่จะเลี้ยวซ้ายไปปาโดวา (Padova) จากปาโดวาพาไปสู่เวนิส (Venice)

“ม่าย-ย-เป็ง-ลาย-“ เสียงปรายดังขึ้นเพราะเขาเองก็เห็นใจเพื่อนผู้ไม่เคยขับรถในอิตาลี “รู้งี้กูห้ายมึงนั่งอ้ายโยขับดีก่า”

ยงยุทธกับยาเยียก็เลยหัวเราะ

ปู่กับย่าและน้องบนยิ้มกริ่ม

มีเพียง ‘คนขับรถ’ เท่านั้นที่หน้าบึ้ง

ภาพเมื่อครู่สุดแสนกวนนัยน์ตา

ดังนั้น กว่าจะผ่านปาโดวาเข้าสู่ย่านเมสเตร (Mestre), เวนิส แล้วเลี้ยวซ้ายไปสู่ซอยที่พัก ก็ล่วงเข้า 18.15 น. ค่ำมืดพอดี

โยธีลงจากรถพร้อมกับสมุทรไทพยุงปู่ให้ก้าวลง ปรายพยุงย่า ยงยุทธและยาเยียลงทีหลัง ออกมายืนฟังพี่ชายพูดโทรศัพท์ภาษาอิตาเลียนกับเจ้าของสถานที่

“เขาจะมาภายใน 10 นาที ติดธุระอะไรสักอย่างไม่รู้”

ดังนั้น ผู้มาใหม่จึงต่างก็เหลียวแลไปโดยรอบที่เป็นซอยธรรมดา กว้างพอรถสวนกันได้ พาออกไปทะลุถนนที่ตัดขวางอยู่ทั้งสองข้าง มีโรงแรมขนาดกลางปรากฏตรงทางแยก

ครู่ต่อมา เจ้าของที่พักก็ขี่จักรยานมาถึง

เป็นชายร่างอ้วนมีอัชฌาสัย กุลีกุจอเปิดโซ่ที่กั้นไว้หน้าอพาร์ตเมนต์สำหรับรถของเขาโดยเฉพาะให้สมุทรไทขับเข้าไปจอด แล้วเกี่ยวปลายโซ่ปิดกั้นไว้ตามเดิม พลางก็พาทุกคนเปิดประตูเข้าไปสู่ห้องชุดบนชั้นแรกถึง มีชายหนุ่มทั้งสามช่วยกันลากกระเป๋าประคองผู้สูงอายุก้าวเข้าไปในห้องกว้างที่ชายอ้วนเปิดไฟเปิดเครื่องปรับอากาศ ผ่านห้องกลางอันมีโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวแปดที่นั่ง พร้อมเคาน์เตอร์ทำอาหารอันประกอบด้วยตู้ทึบชั้นล่างที่วางและแขวนเครื่องมือทำครัวอย่างเพียบ ครั้นแล้วจึงพาเลยเข้าไปชมห้องรับแขก ห้องนอนสามห้องพร้อมเตียงเดี่ยวนอนสบาย รับใช้นักท่องเที่ยวสองครอบครัวเต็มร้อย

“มึงเลือกห้องเก่งมากไอ้โย” ปรายเอ่ยปากชมอย่างจริงใจ “สงสัยมึงจะเที่ยวจังตอนอยู่นี่”

ครั้นแล้วโยธีจึงแนะนำทุกคนกับเจ้าของที่พัก

เจ้าตัวได้แต่แย้มยิ้มแนะนำ

“มีหนังสือในห้องรับแขกเป็นตู้เลยนะ เผื่อคุณสนใจ ฉบับภาษาอังกฤษก็มี” โยธีก็ได้แต่รับปากพยักพเยิด ชมเชยห้องหับของอีกฝ่ายด้วยใจจริง

ครั้นเจ้าของจากไปแล้ว ปรายจึงถามปู่ย่า

“ชอบห้องที่นี่ไหมฮะปู่ ย่าล่ะ”

“ชอบซี่ ทำไมถึงจะไม่ชอบ”

“น้องชอบที่หนึ่ง” ยาเยียชูนิ้ว “แล้วนี่พี่ไทนอนกับพี่ปรายตามเคยหรือคะ”

“แล้วน้องจะให้พี่นอนไหนถ้าไม่นอนกับหมอนี่” ปรายถาม พลางหันไปยักคิ้วกับชายหน้าบึ้งที่บัดนี้ค่อยคลายลงไปนิดหนึ่ง “มึงเหนื่อยละซีไท ถ้างั้นเดี๋ยวกินอะไรซักนิดแล้วอาบน้ำนอนเลยนะ แต่ก็ยังสงสัยเว้ยว่าจะหลับลงอ๊ะป่าว…ว่าแต่ว่าปู่ย่าคงหิวแล้ว”

“หาอะไรง่ายๆ แถวนี้กินก็ดีเหมือนกัน” ย่าว่า

ดังนั้น จึงชวนกันออกไปยังร้านอาหารที่มีอยู่ไม่ไกล กลับมาแล้วจึงนั่งคุยกันต่อเพราะหายเมื่อยเหนื่อยล้าจากการนั่งรถนาน

“ไทมันอารมณ์บ่จอย” ปรายเอ่ยพลางตบไหล่ขณะโน้มตัวลงกอดคอเพื่อน

“กูก็เอ็ดมันหนักไปหน่อย ขอโทษจริงๆ คือมันก็หงุดหงิดน่ะเว้ย”

แต่อีกฝ่ายเงียบกริบ

“โยก็งี้เอง” ยงยุทธแซงขึ้น “ขอโทษไทแทนลูกด้วยแล้วกันนะไทนะ”

“มิได้ครับคุณลุง…ผมก็แค่…เอ้อ…งงน่ะครับ” ชายหนุ่มตอบเรียบๆ “ก่อนออกจากเมืองนี่มันค่อนข้าง…เอ้อ…มีแต่วงเวียน”

“ใช่” โยธีพยักหน้า “ก็บ้านเมืองนี้มันใช้วงเวียนเล็กๆ แยกถนนไงมึง ยิ่งในเมืองยิ่งเต็มไปด้วยวงเวียน”

สมุทรไทก็เลยพยักหน้า ไม่มองเลยไปทางหญิงทั้งคู่ผู้ดูเหมือนจับพลัดจับผลูอย่างไรไม่ประจักษ์ ต้อนเขามาเข้ากับดักเอาดื้อๆ

น้องบนนั้น บัดนี้จึงคล้ายกับซื่อกว่า

ยาเยียเต็มไปด้วยเหลี่ยมคู แม้ดูประหนึ่งว่าอ่อนหัด หากสีหน้าแววตาบ่งบอกว่าสันทัดจัดเจน ไม่ยอมเป็นรองใคร

ไม่หม่นไม่หมอง ไม่เอาแต่ร้องไห้ ร้องไห้เป็นหรือไม่ยังไม่รู้ เพราะดูเหมือนหล่อนจะเริงร่าท้าทาย อยู่เป็นอยู่ ตายเป็นตายหรืออย่างไรทำนองนั้น

คงเพราะต้องคุมบ้าน ดูแลและบังคับพ่อ ดีบ้างร้ายบ้างกับพี่ชาย เพื่อมิให้ทั้งคู่ไปไกลจนกู่ไม่กลับ ถึงอย่างไรก็ต้องหันมาเป็นห่วงวัยเยาว์อีกหนึ่ง

กายและใจจึงเข้มแข็งแกร่งกว่า

น้องบนบัดนี้สู้มิได้ ที่เคยอยู่บนฟ้าก็ดูราวจะโน้มลงมาแล้ว ค่อยๆ โน้มลงมา เนื่องด้วยมิอาจเอาชนะวัยรุ่น

ดังนั้น นั่งเงียบเพียงไม่กี่นาที ฟังพี่ชายกับเพื่อนโต้ตอบกันถึงเวลาออกจากบ้านพรุ่งนี้

“แต่ไงๆ อีกแป๊บเดียวก็ถึงเวนิสแล้วละไท” เสียงโยธีกลับมาอารมณ์ดีตามเดิม

หากอีกฝ่ายก็แค่พยักหน้า

“แล้วมึงก็จะลืมอะไรที่กวนโมโหไปหมด”

ปู่ย่าได้แต่เหลือบมองหลานผู้ค่อยๆ ปลีกตัวเข้าห้องอย่างห่วงกังวลขึ้นมาใหม่

ขณะที่ยาเยียชวนพี่และเพื่อนพี่

“น้องอยากออกไปซื้อผลไม้ที่ซุปเปอร์แถวนี้สักหน่อย ไปกันไหม”

“ไปก็ได้” โยธีพยักหน้า “พ่อไปไหม…แป๊บเดียวเท่านั้นฮะคุณปู่”

“ไป” ยงยุทธขยับตัว “ผมว่าจะซื้อโยเกิร์ตน่ะฮะ”

“ดีเหมือนกันคุณลุง” ปรายเห็นชอบ เพราะถึงอย่างไร เขาทั้งสามก็ตั้งใจทำอาหารเช้าเอง แค่ทอดไข่ดาว ไส้กรอก กินกับกาแฟ เพิ่มโยเกิร์ตอีกอย่าง ก็อิ่มกำลังดี เดินสบาย “พรุ่งนี้เราออกกันเก้าโมงดีไหมโย”

“ดี…ไม่ต้องรีบมากก็ได้” ผู้นำทางตอบพลางบอกปู่ย่า “เดี๋ยวผมมานะครับ…คุณปู่คุณย่าจะได้อาบน้ำนอนเลย”

“ไม่ต้องห่วง” ปู่ตอบสั้นๆ…ภาวนาขอให้ไปกันเร็วๆ จะได้เข้าไปพูดจากับหลาน

ครั้นแล้วทั้งห้าก็ตามกันออกไป

เพียงแต่สิ้นเสียงประตู ปู่ก็ถอนใจค่อนข้างดัง

“เฮ้อ…น้องบน” พลางย่าก็ลุกจากเก้าอี้เข้าไปในห้องที่มีเตียงเดี่ยวเรียงสามท่ามกลางความมืด

มีเรือนกายของหญิงสาวทอดวาง หันหลังให้

“น้องบน” ย่าไม่เปิดไฟ หากแต่นั่งลงบนเตียงข้างหลานผู้เพียงได้ยินเสียงย่า ก็สะอึกสะอื้นร่ำไห้จนปู่อดรนทนไม่ไหว เดินตามเข้ามาพร้อมเอ็ดเบาๆ

“ก็เรามัวเอาแต่ร้องไห้เป็นทารกอยู่แบบนี้…จะสู้ใครเขาได้…หา…” เสียงปู่โกรธจริงจัง โกรธหลาน หากก็พาลโกรธเลยไปถึง…เออ…ถึงใคร…ตนเองก็ถามตนของตนอยู่เหมือนกัน

เนื่องด้วยไม่ถึงกับกล้าโกรธเลยไปถึงเขา…ชายหนุ่มคนขับรถที่ปู่ ‘สงสารแทบแย่’

ที่แน่ๆ คงเพราะโกรธ ‘เด็กดัดจริต’ มากกว่า

รำคาญทั้งหูทั้งตาที่จำเป็นต้องฟังต้องดู

เพื่อจะรู้ว่าหลานของตนเองสู้ไม่ได้

“ผู้หญิงแบบนี้ ดีไม่ดีก็เอาพี่ไทอยู่นะ…อย่าล้อเล่น”

ปู่ก็เลยขำย่าทุกที

“แล้วเรามีไม้เด็ดอะไรมาแนะนำมันมั่งล่ะ ทำท่าเก่งทั้งคืนทั้งวัน” เสียงปู่กลั้วหัวเราะ แม้จะชะงักงันกับคำว่า ‘เอาพี่ไทอยู่’

“ขืนไปกันเที่ยวนี้แล้ว ขากลับกรุงเทพฯ ซักครู่มันแจกการ์ดแต่งงานกัน ปู่คงตรอมใจเหมือนกันละน่า” อีกฝ่ายก็เลยยั่วเย้าเพียงเพื่อจะกระเซ้าคั่นเวลา แกมอยากพูดให้สะใจหรืออย่างไรทำนองนั้น

หากจะว่าปลุกเร้าก็ใช่อีกเหมือนกัน

“ลูกนา…หนูต้องรู้ใจตัวเองให้แน่ๆ นะลูกนะ…” ย่าเริ่มอีก “กว่าคนเราจะรักใครซักคนได้ไม่ใช่ง่ายๆ รักแล้ว ใจคอจะปล่อยให้หลุดมือไปละหรือ แล้วเมื่อไหร่จะเจออีก ผู้ชายดีๆไม่ใช่ว่ามีเกลื่อนถนนให้เลือก”

“เพ้อใหญ่แล้ว คุณนายใบบุญ” ปู่แอบยิ้มในความมืด “ก็ยังมีนายโยอีกคนไง ลืมแล้วเหรอ…หนูก็ชอบเขานี่นา เห็นเดินตามไปตามมา”

หากเสียงสะอื้นก็ดังขัดจังหวะ

“หนูจะเสียเปรียบก็ตรงที่หนูรักเขาแล้วนี่แหละ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะรักหนูจริงไหม”

ร่างทั้งร่างราวกับถูกฉุดให้ผุดลุกขึ้นนั่ง

“แต่…หนู…จะ…ไม่รัก…ไม่รักเขา…แล้ว”

“ขอให้จริงซักรายแล้วกัน” ย่าผลักดันทางอ้อม “หนูน่ะ ดีแต่เก่งไม่เข้าเรื่อง ทีเรื่องควรเก่งไม่เก่ง…เด็กนั่นเก่งกว่าหนูสิบเท่า…แต่…”

หากท้ายที่สุดย่าก็ต้องจนมุมเมื่อนึกถึงตนเอง ตนเองต่างหากที่ไม่เคยฝึกหลานให้รู้การสู้โลก สู้ชีวิต สู้คน

 

 

Don`t copy text!