ภาพภพ บทที่ 18 : ดึกสะงัดและคุณย่าทวดวง

ภาพภพ บทที่ 18 : ดึกสะงัดและคุณย่าทวดวง

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

“สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้ว” เอกกมลทักทายด้วยรอยยิ้มกริ่ม เพื่อนร่วมโต๊ะคือชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ วัยไล่เลี่ยกัน ทุกสายตาจ้องมายังอเดลลาเป็นจุดเดียว

“สวัสดีค่ะ ต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่าค่ะ”

“เปล่าครับ ผมแค่อยากทักทาย” อเดลลาเกลียดสายตาซอกซอนนั่นเหลือเกิน

“ถ้าไม่มีอะไร ดิฉันขอ..” หญิงสาวรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เพราะโต๊ะของเอกกมลตั้งแยกห่างออกมาจากกลุ่มคน แสงสว่างส่องมาได้ไม่เต็มที่ เงาต้นหูกวางยิ่งทำให้รอบบริเวณมืดครึ้มขึ้นไปอีก

“เดี๋ยวสิครับ จะรีบไปไหนละ” เอกกมลสวนคำขึ้นทันควัน ขยับเข้ามาใกล้ คว้าข้อมือของหญิงสาวไว้

“ปล่อยค่ะ” อเดลลาร้อง บิดข้อมือออก แต่แรงยึดอีกฝ่ายเหนียวแน่นราวคีมเหล็ก

“อยู่คุยกันก่อนสิ” เจ้าของเสียงยานคางยื่นหน้าเข้ามาพูด กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกโชยคลุ้งจนเธอต้องเบือนหน้าหลบ ก่อนที่ร่างบอบบางจะถูกรั้งเข้าไปอยู่ในวงแขน ใครคนหนึ่งเบียดเข้าแทรกกลางการยื้อยุดอย่างรวดเร็ว

“ปล่อยนะ!” ดาริกาจับข้อมือของคนพาลไว้ มืออีกข้างจับนิ้วง้างแล้วงัดขึ้นสุดแรง

“โอ๊ย!” เอกกมลแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวด ฤทธิ์มึนเมาทำให้เรี่ยวแรงหดหาย

ดาริกาไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ออกแรงผลักร่างเอกกมลจนเซไปข้างหลัง เพื่อนที่นั่งอยู่ลุกขึ้นประคองไว้ได้ทัน ด้วยความโกรธทำให้เขายันกายขึ้นยืน แล้วเดินเข้าหาคนที่ทำเขาเจ็บปวด

“กูเป็นซุปเปอร์ซีเนียร์พวกมึง กล้าทำแบบนี้กับกูเหรอ” เขาตะคอกเสียง ยื่นหน้าเข้าไปเกือบชิดใบหน้าดาริกา แต่รุ่นน้องไม่สะทกสะท้าน เชิดหน้า ตอบกลับเสียงดัง

“ซุปเปอร์ซีเนียร์แล้วไง คิดจะทำอะไรกับใครก็ได้เหรอ”

“อย่าทำเก่งมากนะมึง” เอกกมลผลักไหล่ดาริกาจนตัวเอียง แล้วเดินปรี่เข้าไปด้วยแรงโทสะ ร่างหนึ่งปราดเข้าขวางทางอย่างว่องไว

“พี่จะทำอะไรแฟนผม” ปุ่นยืนขวาง ยกสองแขนกั้นไว้ ร่างผอมเกร็งเทียบไม่ได้เลยกับความล่ำสันของเอกกมล แต่ปุ่นก็ไร้ท่าทีหวาดหวั่น แม้อยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม แต่ดาริกาก็อดชื่นชมความกล้าหาญของเพื่อนหนุ่มไม่ได้ ความห่วงใยวาบขึ้นในความรู้สึก โดยที่เธอเองยังแปลกใจ

“หลีกทางกู ไอ้แย้แห้ง!” เอกกมลตวาด เหวี่ยงหลังมือฟาดใส่ใบหน้าปุ่นเต็มแรง ร่างผอมเซถลาล้มลงบนพื้น เสียงหวีดร้องของดาริกาเรียกให้ผู้คนเริ่มหันมามอง

“เฮ้ย! หยุดได้แล้วไอ้เอก” เพื่อนร่วมโต๊ะของชายหนุ่มร้องห้าม “เอ็งเมามากแล้วนะเว้ย”

“กูไม่เมา!” เอกกมลโกรธจนขาดสติ ตวาดเสียงลั่น

“มันจะมากไปแล้วนะเว้ย” ดาริกาเลือดขึ้นหน้า ถลันเข้าไปใช้สองมือจิกข่วนใบหน้าฝ่ายตรงข้ามพัลวัน แต่มือข้างหนึ่งก็ถูกยึดไว้ แล้วรู้สึกถึงแรงกระชากเหวี่ยงตัวเธอปลิวไปไม่เป็นท่า อเดลลาร้องลั่น กำลังจะวิ่งเข้าไปช่วยเพื่อนรัก แต่ช้ากว่ามือของเอกกมลที่คว้าข้อมือเธอไว้ แล้วดึงร่างบอบบางเข้าหาตัว

“ปล่อยฉันนะ!” อเดลลาร้อง ดิ้นขลุกขลักในวงแขนแข็งแกร่ง มือยันใบหน้าที่กำลังยื่นเข้ามาใกล้ เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายทำเธอขนลุกชันด้วยความขยะแขยง

“ปล่อยอเดลลาเดี๋ยวนี้!” เสียงกังวานหนักแน่นดังขึ้น

“อ้อ! มาแล้ว” เอกกมลเอ่ยเสียงเยาะเย้ย สีหน้าท้าทาย พยายามยึดร่างบอบบางที่กำลังดิ้นรน “อยากเป็นฮีโร่เหรอคุณบุรฉัตร”

“ผมบอกให้ปล่อยอเดลลา” เสียงของบุรฉัตรเด็ดขาดจริงจังพอกับสีหน้า

“กูไม่ปล่อย มีอะไรป่าววะ” เอกกมลลอยหน้า ยิ้มยียวน กลุ่มเพื่อนที่นั่งอยู่เมื่อมองเห็นชัดเจนว่าผู้ที่ยืนตรงหน้าคือใคร ต่างพากันเข้ามายื้อเพื่อนหนุ่มพลางปรามเสียงแผ่ว

“ไอ้เอก นั่นพี่บุรฉัตรนะเว้ย”

“กูไม่สน” เอกกมลแผดเสียง สะบัดแขนออก

“ผมบอกให้คุณปล่อยอเดลลาเดี๋ยวนี้นะเอก” บุรฉัตรเสียงเข้ม หน้าตาขึงขัง

“มึงคิดจะเก็บอีเด็กนี่ไว้กินคนเดียวสินะ อีโธ่! อาจารย์หนุ่มชื่อดังแสนดี ที่แท้ก็คิดจะตอดนักศึกษาตัวเอง”

ผัวะ!

หมัดลุ่นๆซัดเข้าข้างปากเอกกมลเต็มแรง ร่างล่ำสันผงะหงายหลัง พาอเดลาเซถลาตามไปด้วย

“ว้าย!” ก่อนหญิงสาวจะร่วงลงสู่พื้น บุรฉัตรคว้าข้อมือแล้วรวบร่างเพรียวบางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนได้ทัน

“คุณไม่เป็นอะไรนะเดล” แว่วเสียงทุ้มเจือความห่วงใยอยู่ริมหู อเดลลารู้สึกได้ถึงอุ่นไอของลมหายใจเคลียอยู่ข้างแก้ม เมื่อหันไป เห็นใบหน้าคร้ามคมอยู่ห่างไม่ถึงคืบ อาการหนาวสะท้านพลันแล่นวูบทั่วร่างดุจกระแสไฟ สะกดเธอให้จ้องตาคมเศร้าคู่นั้นนิ่งนาน

“ค่ะ” อเดลลาเอ่ยตอบแผ่วเบาเมื่อสติหวนคืน เธอขยับตัวออกอย่างนุ่มนวล “ฉันยืนได้แล้ว ปล่อยเถอะค่ะ”

เพื่อนหลายคนเข้ามาประคองเอกกมลให้ลุกขึ้นยืน แม้จะถูกล็อคตัวไว้ แต่ชายหนุ่มยังทำท่าฮึดฮัด โวยวายเสียงดัง

“มึงปล่อยกู!”

“หยุดได้แล้วไอ้เอก” หนุ่มคนที่ยึดแขนเอกกมลตวาดเสียงดัง “เมาแล้วไม่เจียม หาเรื่องจนได้สิวะ”

“ผมขอโทษแทนไอ้เอกมันด้วยนะครับพี่บุรฉัตร มันเมามากครับ อย่าโกรธมันเลยนะครับพี่” เพื่อนอีกคนเดินเข้ามาค้อมตัวยกมือไหว้

“ไม่เป็นไร” บุรฉัตรตอบเสียงเรียบ “พาเขากลับบ้านเถอะ เมาขนาดนี้ไม่ควรดื่มอีกแล้ว”

“ครับพี่ ขอบคุณพี่มากครับ” หนุ่มคนเดิมยกมือไหว้ หันหลังเดินไปสมทบกับกลุ่มเพื่อน

บุรฉัตรเดินเข้าไปหาดาริกาซึ่งกำลังประคองปุ่นให้ลุกขึ้นยืน เขาเอื้อมมือจับไหล่ศิษย์หนุ่ม เอ่ยถามอย่างห่วงใย

“เจ็บมากไหมปุ่น”

“นิดเดียวครับอาจารย์ แค่นี้ ไม่ตายหรอกครับ” ปุ่นตอบ หน้ายิ้มแป้น ยกมือขึ้นลูบรอยช้ำบนโหนกแก้ม

งานเลิกเมื่อใกล้เที่ยงคืน ผู้คนทยอยกลับ จนลานหน้าคณะกลับมาเงียบสงบดังเดิม เหลือเพียงคนที่ยังต้องเก็บกวาดจัดข้าวของให้เรียบร้อย กว่าจะแล้วเสร็จ ก็เกือบเข้าสู่วันใหม่ บุรฉัตรไปส่งอเดลลา ส่วนปุ่นอาสาขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งดาริกาที่บ้านบางกรวย ก่อนออกรถ ปุ่นถอดเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ส่งให้ดาริกา

“ถ้าน้องดาไม่รังเกียจ ใส่เสื้อพี่นะ กลางคืนอากาศเย็น”

ดาริกาทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกแปลกเกิดขึ้น เธอมองคนที่ยื่นเสื้อให้ เอ่ยตอบกลับไป

“เอ็งเป็นคนขับ เอ็งใส่เหอะ”

“ไม่เป็นไรน้องดา เหล้ายังแล่นอยู่ในตัวพี่ปุ่นเต็มสตรีม พี่ปุ่นไม่หนาวหรอก” ชายหนุ่มไม่รอคำตอบ วางเสื้อบนเบาะแล้วขึ้นนั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์ บิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง หันมาบอกดาริกาที่ถือเสื้อไว้ในมือ

“ใส่เสื้อ ขึ้นรถได้แล้วน้องดา”

กลางคืน ถนนโล่งจึงใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงปลายทาง ด้วยความห่วงใย ดาริกาจึงชวนให้เพื่อนหนุ่มค้างที่บ้านเพราะกลัวว่าปุ่นอาจจะยังไม่สร่างเมาดีนัก

หลังอาบน้ำเสร็จ สองหนุ่มสาวออกมานั่งบนชานไม้ซึ่งต่อจากตัวเรือนด้านหลัง ชานกว้างตีราวกั้น ยื่นเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา เรือนไม้หลังเล็กตั้งอยู่ในชุมชนริมน้ำ สมบัติเก่าตกทอดจากรุ่นยายถึงแม่ หลังจากที่แม่ตัดสินใจหอบดาริกาหนีออกจากบ้านใหญ่ของพ่อ

สายลมยามดึกโชยชื่น รอบตัวเงียบสงัด แว่วเพียงเสียงคลื่นน้ำกระทบเสาเรือนแผ่วเบาเป็นระยะ แสงไฟจากเรือนริมน้ำอีกฝั่งดูวอมแวมในความสลัว พอได้อาศัยความสว่างของหลอดทังสเตนจากบ้านซึ่งอยู่ห่างออกไป ปุ่นขอนั่งดื่มต่อเพราะหอบเบียร์จากงานติดมาด้วยหลายกระป๋อง

“ขอบใจเอ็งมากนะปุ่น” ดาริกาเอ่ยขึ้น เหม่อมองไปยังสายน้ำสลัวรางตรงหน้า

“ไม่ต้องขอบใจพี่ปุ่นหรอก สำหรับน้องดาพี่ปุ่นเต็มใจเสมอ” ปุ่นตอบก่อนยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ ความเงียบครอบคลุมบรรยากาศอยู่ครู่ใหญ่ ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“น้องดา พี่ปุ่นขออะไรอย่างได้มั้ย”

“จะขออะไรข้าล่ะ” ดาริกานั่งชันเข่า สองมือยันไปข้างหลัง

“เลิกเรียกพี่ปุ่นว่าเอ็งซะทีได้มั้ย” เสียงเพื่อนหนุ่มดูจริงจังจนเธอต้องหันไปมอง

“อ้าว ทำไมล่ะ” ดาริกาแย้ง เปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิ “ก็เรียกยังงี้มาตั้งนานแล้วนี่”

“ก็..พี่ปุ่น เอ้อ..” ปุ่นอึกอักค้างคำในลำคอ

“จะอะไรของเอ็งวะ ก็พูดมาซี่” ดาริกาเร่งเร้า จ้องหน้าเพื่อนหนุ่มด้วยความสงสัย

“พี่ปุ่นไม่อยากเป็นเพื่อนน้องดาอีกต่อไปแล้วไง” ปุ่นโพล่งออกมาจนได้ “พี่ปุ่นอยากเป็นแฟนน้องดา”

“ไอ้บ้า เอ็งเมาป่าววะเนี่ย” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะ แต่แปลกใจที่รู้สึกเขิน

“พี่ปุ่นหายเมาตั้งนานแล้ว” ปุ่นกระเถิบเข้าใกล้ วางกระป๋องเบียร์ลง รวบมืออวบอูมของอีกฝ่ายมากุมไว้ “พี่ปุ่นพูดจริงนะน้องดา”

“เฮ้ย!” ดาริการ้องลั่นแต่ไม่ได้ดึงมือกลับ ประหลาดใจกับความร้อนที่แล่นวูบขึ้นหน้า ประโยคหลังเสียงแผ่วลง “จะทำอะไรน่ะ”

“คบกับพี่นะน้องดา” ปุ่นเสียงออดอ้อน จ้องประสานตา

“ไม่รู้อ่ะ” ดาริกาเสียงอ่อน งุนงงในตัวเองที่จู่ๆก็รู้สึกเหนียมอายขึ้นมา หรือเธอจะรู้สึกดีกับเพื่อนหนุ่มคนนี้เหมือนกัน เพียงแต่อาจจะไม่เคยถามใจตัวเองมาก่อนหรือเปล่า

ปุ่นไม่ใช่คนหล่อเหลา แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่จนทุกคนเมิน ใบหน้าไทยแท้อย่างคนเมืองเพชรบุรี คิ้วเข้มเหนือตาชั้นเดียวฉายแววซื่อ จมูกมีสันโด่งพองาม ถ้าโกนหนวดให้เกลี้ยงเกลา คงดูสะอาดสะอ้าน แม้ผิวจะคล้ำแต่ก็เนียน ผมเผ้าที่ปล่อยยาวรุงรัง ถ้ารวบหรือตัดให้สั้นคงพอไปวัดไปวาได้ไม่อายใคร

ดาริกานึกทบทวนในใจ ชีวิตของเธอโหยหาความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อมาตลอด แม่ซึ่งตกในฐานะต่ำต้อย ไร้สิทธิ์เรียกร้องใด คงอยู่อย่างแห้งแล้งความรักมาตลอดไม่ต่างจากเธอ ความรู้สึกดีจากปุ่นคล้ายจะเข้ามาเติมช่องว่างในใจ เธอรับรู้ถึงความอบอุ่นเมื่อยอมรับความจริงในหัวใจได้ จริงสินะ บางครั้งความเหมาะสม ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสมบูรณ์เสมอไป ขึ้นอยู่ว่ามีความสุขกับสิ่งที่มีหรือไม่

“ข้า เอ๊ย! ฉันว่าลองใช้เวลาดูกันไปก่อนไหมล่ะ” ดาริกาตอบโดยไม่หันมามอง

“แสดงว่าน้องดาก็ไม่รังกียจพี่ปุ่นใช่ไหม” ปุ่นกระชับนิ้วบนมือที่กุมไว้ มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งอย่างรอคำตอบ

“คงงั้นแหละมั้ง” คำตอบของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มยิ้มด้วยความสุข

“พี่ปุ่นดีใจมากนะน้องดา ขอบคุณมากๆนะ” ปุ่นยกมือหญิงสาวขึ้นแนบแก้มแล้วจูบ ดาริกาไม่ขัดขืนอย่างเคย แต่ก้มหน้ายิ้มขวยเขิน

ปุ่นเอื้อมมือโอบไหล่คนข้างกายเข้ามาใกล้ เลื่อนมือขึ้นแตะศีรษะให้ซบบนไหล่ของตน อากาศล่วงเข้าวันใหม่เริ่มเย็นเยือก แต่ในหัวใจของดาริกากลับรู้สึกอบอุ่น บนทางชีวิตที่เคยโดดเดี่ยว จากนี้ ไม่ต้องเดินเพียงลำพังอย่างเดียวดายอีกแล้ว เธอเอื้อมมือโอบเอวชายหนุ่มแทนคำตอบจากใจ

 

สองความรู้สึกวนเวียนวุ่นวายอยู่ในจิตใจอเดลลาเมื่อกลับมาบ้านราชพินิจอีกครั้ง ความสุขที่จะได้อยู่ใกล้ชิดบุรฉัตร ได้รับความเมตตาจากย่าปรุงและแม่เจียมทำให้อยากกลับมาเยือนที่นี่ แต่เมื่อหวนคิดถึงใบหน้าหญิงลึกลับในฝันร้ายสุดสะพรึง ก็ทำให้หวาดหวั่นไม่น้อย

ไม่น่าเชื่อว่าอาคารสีเหลืองตั้งตระหง่าน งดงามยามอาบแสงตะวันของทิวากาล สวยชอุ่มด้วยพุ่มพฤกษ์เขียวขจีและมวลดอกไม้ อบอวลอุ่นไอรักจากคนในครอบครัว แต่คราใดเมื่อม่านมืดแห่งรัตติกาลคลี่ครอบคลุม ทุกอย่างกลับตรงข้ามสิ้นเชิง

ขณะขึ้นไปบนห้องเพื่อกราบตาทวดและยายทวด อเดลลาจับจ้องภาพถ่าย ใบหน้าสตรีตรงหน้ากับอีกคนในความฝัน เหมือนกันทุกกระเบียดราวแกะจากพิมพ์เบ้าเดียวกัน หญิงสาวพยายามมองหาบางสิ่งที่อาจซ่อนเร้นอยู่ในวงหน้ายิ้มละไมนั้น แต่ยิ่งเพ่งพินิจ ก็สัมผัสได้เพียงความเมตตา แววตาอ่อนโยนคู่นั้นแทบหาความร้ายกาจไม่พบแม้แต่น้อย

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ภาพถ่ายไร้ชีวิต ไม่อาจถ่ายทอดความเป็นตัวตนแท้จริงของใครได้ชัดเจนทั้งหมด

บุรฉัตรจ้างพยาบาลพิเศษมาคอยดูแลแม่เจียมเป็นอย่างดีหลังกลับมาพักฟื้นที่บ้าน อเดลลากับดาริกาเพียงแค่คอยพุดคุยกับแม่นมของเขาเพื่อคลายเหงา และคอยช่วยเหลือคนดูแลเพียงเล็กน้อย บุรฉัตรเตรียมอีกห้องให้เป็นที่สำหรับทำงานวาดรูปของหญิงสาวทั้งคู่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องพัก ห้องโล่งกว้างขวาง ด้านหนึ่งเป็นประตูไม้บานเฟี้ยมเปิดรับลมจากแม่น้ำ และสามารถเดินออกสู่สวนเล็กๆข้างตัวอาคารได้

“แหม พอได้มาที่นี่ จิตวิญญาณหม่อมเจ้าหญิงดาริกาดารารายก็กลับมาสิงอีกครั้งเลยเชียว” ดาริกาจีบมือจับชายกระโปงยกขึ้น เดินหมุนตัวออกไปสู่สวน กรีดนิ้วแตะพุ่มไม้ ชายหางตามองมายังอเดลลาที่นั่งหลังขาหยั่งเขียนรูป แล้วปล่อยเสียงหัวเราะคิกคัก

“มัวแต่เดินลอยล่องอยู่นั่นแหละดา เดี่ยวงานเสร็จไม่ทันหรอก” อเดลลาชะเง้อมอง ยิ้มขำในท่าทางของเพื่อนรัก

“วาดมาตั้งแต่เช้าแล้ว ขอพักสายตาแป๊บเดียวนะเดล” เจ้าของร่างท้วมเอ่ยพลางเอื้อมมือเด็ดดอกไม้สีขาวขึ้นทัดหู กำลังจะเดินกรีดกรายไปกลางสวน เสียงถอนใจเฮือกใหญ่เรียกเธอให้หันไปมองคนในห้อง

“พูดจริงๆนะดา ฉันไม่อยากมาที่นี่เท่าไหร่หรอก” สีหน้าของอเดลลาฟ้องความรู้สึกชัดเจน สายตาชะเง้อมองไปทางแม่น้ำ แดดยามเย็นจับท้องน้ำเป็นสีเหลืองทอง อีกไม่นานความมืดก็จะมาเยือน ความหวาดหวั่นเริ่มคืบคลานเข้าสู่หัวใจ ดาริกาเดินเข้ามาแตะไหล่เพื่อนรัก เอ่ยน้ำเสียงปลอบโยน

“ฉันเข้าใจนะเดล ว่าเธอกลัวเหตุการณ์จะเหมือนคืนแรกที่มาค้างที่นี่ใช่ไหม”

“ฮื่อ” อเดลลาพยักหน้า หันกลับมาจ้องบนผืนผ้าใบ มือจับพู่กันเคลื่อนไหวไปตามจังหวะวาด

“เธอไม่ต้องกลัวหรอก ฉันมีตัวช่วย” ดาริกาเดินไปคว้ากระเป๋าสะพาย เปิดค้นหาของครู่เดียว แล้วหยิบแผงยาขึ้นชู “เธอกินนี่แค่เม็ดเดียวหลับเป็นสิ้นชีวิตเลยละ ต่อให้ช้างมาแผดเสียงทั้งโขลง ก็ไม่มีวันตื่นแน่นอนจ้ะ”

“สวัสดีครับ ทำอะไรกันอยู่” เสียงทุ้มเอ่ยทักก่อนเจ้าของเสียงจะเดินมาหยุดยืนตรงประตูหน้าห้อง

“อุ๊ย! อาจารย์มาแล้ว” ดาริกาสะดุ้ง ยิ้มแห้ง รีบเก็บแผงยาไปซ่อนด้านหลังอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีค่ะคุณฉัตร” อเดลลาเอ่ยทัก วางมือลง เตรียมล้างพู่กันในโถแก้ว

“จะมาตามไปทานข้าวครับ ผมกำลังจะขึ้นไปรับคุณย่า ถ้างั้น เดี๋ยวเจอกันที่โต๊ะอาหารนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม แล้วเดินจากไป

อาหารมื้อเย็นแสนอร่อยหลายชนิดวางเรียงรายบนโต๊ะ แม้แม่เจียมจะไม่สามารถลงครัวได้ แต่ยังมีย่าปรุงคอยควบคุมรสชาติไว้ได้เช่นเดิม อเดลลารับประทานได้เพียงนิดเดียว ความกังวลเกาะแน่นหนึบในใจจนไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย

“วันนี้คุณทานน้อยจังครับ” บุรฉัตรพูด สังเกตเห็นกิริยาหญิงสาวตั้งแต่เริ่มมื้ออาหาร

“ฉันไม่ค่อยหิวค่ะ” อเดลลายิ้มเพลีย

“สงสัยย่าจะฝีมือตกไปแล้วมั้ง หนูเดลเลยทานน้อย” ย่าปรุงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม ยกผ้าบนตักขึ้นแตะริมฝีปาก

“เปล่าค่ะ คุณย่าทำอร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ” อเดลลาเอ่ยตอบ ส่งยิ้มให้หญิงชรา

“คุณย่าดูหนูนี่สิคะ หนูเป็นเครื่องมือวัดความอร่อยที่ดีที่สุดค่ะ” ดาริกาพูดขึ้นบ้างขณะตักนั่นจิ้มนี่วางลงบนจานตนเอง หน้าตามีความสุขเต็มเปี่ยม

ย่าปรุงหัวเราะเบาๆ สายตาที่มองเด็กสาวทั้งสองเต็มไปด้วยความเมตตา

“ผมรู้ว่าคุณกังวลเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับคุณที่นี่” ชายหนุ่มสบตาอเดลลาด้วยแววห่วงใย “คืนนี้ ผมให้แม่บ้านเข้าไปนอนเป็นเพื่อนในห้องอีกคน ไม่ต้องกลัวนะครับ ถ้ามีอะไร ผมจะรีบลงมาทันทีครับ”

อเดลลายิ้มแทนคำขอบคุณ รู้สึกเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว พยายามสลัดความคิดลบออกไป บางที คืนนี้ อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นที่วิตกก็ได้

 

บุรฉัตรครึ่งนั่งครึ่งนอนอ่านหนังสือ หมอนหนานุ่มหนุนหลังพิงกับหัวเตียง นานครั้งจึงลุกขึ้นมายืนมองผ่านบานหน้าต่างลงไปชั้นล่าง แสงจากโคมในสวนสาดให้เห็นทุกอย่างปรกติ แสงไฟจากห้องพักของอเดลลาดับไปแล้ว ชายหนุ่มกลับมานอนบนเตียง หรี่ไฟลงจนดับ นั่งนิ่งอยู่ในความสลัว ปล่อยความคิดเรื่อยเปื่อย

เขาหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัว รู้สึกอีกครั้งเมื่อลมเย็นพัดต้องผิวจนหนาวเยือก รอบกายสงัดเงียบ ไร้สรรพเสียงใด ได้ยินเพียงเสียงหายใจของตัวเองแผ่วเบา ขยับตัวจะดึงผ้านวมตรงปลายเท้าขึ้นห่ม สายตามองเลยไปยังบานหน้าต่าง เห็นม่านสีขาวบางปลิวไหวตามสายลม พัดพาดอกไม้ราตรีโชยกลิ่นเย็นระรื่นมาถึงในห้องนอน ทุกครั้ง เขาเคยสูดดมด้วยความสดชื่น แต่คืนนี้อายอวลกลับหอมประหลาดและเย็นเยือก ชายหนุ่มหลับตาลงเพราะความง่วงงุนเริ่มกลืนกินความรู้สึก กำลังจะเคลิ้มเข้าสู่ภวังค์

“ตื่นสิ..” แว่วเสียงกระซิบแผ่วจางเคล้ามาในสายลม เรียกบุรฉัตรให้ลืมตาตื่นขึ้น “ลงไปในสวนเดี่ยวนี้”

บุรฉัตรนอนนิ่ง เงี่ยหูฟัง เขาเชื่อว่าไม่ได้หูฝาดไป วูบนั้น สังหรณ์วาบบอกว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง บุรฉัตรยกศีรษะขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้อง ไม่มีสิ่งผิดปรกติ แต่นั่น!

เงาดำคล้ายร่างคนยืนพรางในเงามืดริมหน้าต่าง

ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เพ่งมองร่างปริศนายามวิกาลไม่วางตา ร่างดำสนิทค่อยๆเดินออกจากเงามืดมาหยุดยืนตรงปลายเตียง แม้จิตจะแข็งปานใด แต่บุรฉัตรก็ขนลุกเกรียวทั่วร่าง พยายามรวบรวมสติ เรียกความกล้า เลื่อนมือไปยังโต๊ะข้างหัวเตียงอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบราวกับกลัวว่าร่างนั้นจะรู้ มือควานจนพบสวิตช์ไฟ เขาเลื่อนดิมเมอร์ขึ้นด้วยมือสั่นระริก ความสว่างค่อยเรื่อเรืองขึ้น แสนเชื่องช้าจนรู้สึกไม่ทันใจ

ขณะแสงสว่างค่อยๆอาบจับร่างปริศนา บุรฉัตรรู้สึกถึงหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก เขากลั้นหายใจ เบิ่งตามองใบหน้าที่เห็นเพียงแวบแรกก็รับรู้ได้ทันที

คุณยายทวดวง!

 



Don`t copy text!