รสอมฤต บทที่ 29 : บ้านของมิสเตอร์พี

รสอมฤต บทที่ 29 : บ้านของมิสเตอร์พี

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

ครั้นแล้ว มอเตอร์ไซค์ก็พาชายหญิงวิ่งปร๋อเข้ามาจ่ออยู่เกือบติดประตูเหล็กเก่าแก่ที่มีบ้านยามเล็กๆอยู่ซ้ายมือที่มีสายตาใครบางคนข้างในมองมา หากเขาก็กลับเลี้ยวรถออกมาเสียอย่างนั้น หลังจากบอกคนนั่งหลังให้มองผ่านประตูมีลวดลายก้านขดพันกันไปมา ราวจะส่งสัญญาณเป็นเครื่องหมายว่านี่คือที่ทางแห่งใด ของใคร

แม้ไม่เอ่ยถึงชื่อนาม ร้อยรัดก็สามารถเดาได้

ในเมื่อการลักลอบค้าวัตถุทางวัฒนธรรมตกอยู่ในสภาพ ‘ปฏิบัติการไร้พรมแดน’

โบราณวัตถุทุกชิ้น มิว่าได้มาจากท้องทะเลอันเนื่องจากเรือสำเภาผจญพายุแล้วอับปางหรือลักลอบขุดค้น ขโมยมาจากแหล่งโบราณคดีที่มีอยู่ทุกภาคในไทย ไต่เต้าจากไต๋เรือ คนงานมืออาชีพรับจ้างขุดเจาะเสาะหาเพื่อส่งถึงมือพ่อค้าเล็ก พ่อค้าใหญ่ นักธุรกิจ เลยไปถึงบุคคลใดก็ได้ที่มีรสนิยมในการเสพสุขจากวัตถุทั้งเล็กใหญ่อายุนับร้อยนับพันปี ได้กลายเป็นขบวนการที่มิอาจกำจัดให้สิ้นซาก คนยากจนในสังคมนั่นเองคือเครื่องมือส่งต่อสู่ผู้มั่งมีผู้มีวิถีทางทำเงินจากงานนี้

เมื่อขับพาหล่อนมาถึงร้านกาแฟริมถนนใหญ่ ปูนปั้นก็เลยจอดรถแอบไว้หน้าร้าน พาหล่อนเดินเข้าไป

ร้านค่อนข้างว่างวายทีเดียว มีเพียงสองโต๊ะเลยเข้าไป เขาจึงชวนหล่อนนั่งถัดปากประตูไปหน่อยหนึ่ง มองผ่านผนังกระจก แลเห็นยวดยานที่ยังขนัดแน่นเนื่องด้วยอีกมินานก็จะถึงบ่ายสาม

“ทายซิว่า เมื่อกี้บ้านใคร”

“มิสเตอร์พี” หญิงสาวตอบทันทีทันใด

“เก่งมากเลยครับ” ชายหนุ่มยกนิ้ว “ว่าแต่ว่าเมื่อกี้คุณก็เห็นผู้ชายที่เดินสวนกันมาในร้านข้าวมันไก่แล้วใช่ไหมฮะ ที่มีรอยผมโหว่ไปหน่อยตรงข้างหูขวา”

ร้อยรัดก็เลยหัวเราะ ก้มลงดูดกาแฟเย็นที่บริกรเพิ่งนำมาวาง

“ช่างสังเกตมากเลย”

“ก็เขาคือมิสเตอร์พี”

“จริงน่ะ” คราวนี้อีกฝ่ายเบิกตากว้าง “นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมากินอะไรที่ร้านแบบนี้”

“บางที…เศรษฐีบางคนก็เดินท่อมๆอยู่ริมถนนนะคุณ ถ้าเขานิยมของอร่อย ก็ต้องยังงี้ละ ไปที่ร้านมีฝีมือ บางร้านมีแอร์ แต่บางร้านก็ไม่มี เพราะงั้นเหงื่อโซมแค่ไหน เขาก็เช็ดออกได้ แลกกับของกินหายาก” ชายหนุ่มชวนคุย ค่อยๆเผยบานประตูที่เคยลงกลอนออกกว้าง พาหล่อนเข้ามาสำรวจความคิดอ่านของเขา

หากในที่สุดก็หยุดนิ่ง เมื่อจักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามา ครั้นแล้วจึงชะลอลงจนหยุดอยู่ถัดพาหนะของเขา

ชายหนุ่มจึงพึมพำเบาๆ

“คุณอย่าเพิ่งหันไป รอไว้เขาเข้าประตูก่อน แต่อย่ามองจนเขาจับได้ ผมว่า เป็นคนที่มากับมิสเตอร์พีในร้านข้าวมันไก่”

ชายคนนั้นเปิดประตูก้าวเข้ามา จริงดังปูนปั้นคาดหมาย พลางมองหาโต๊ะ

ครั้นแล้วจึงนั่งลงถัดไปทางด้านหลังหญิงสาว หันหน้ามาทางปูนปั้น ตาจึงพบตา

แต่คนคนนั้นสวมแว่นกันแดดสีเข้มขณะที่ปูนปั้นถอดออกแล้วเสียบขาแว่นไว้กับคอเสื้อ

หากช่องว่างระหว่างโต๊ะเก้าอี้ก็มิได้ชิดกันจนเกินไป ชายหนุ่มจึงแค่มองหน้าสบตาแล้วเมินไปราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆในใบหน้านั้น

ยังคงดูดกาแฟเย็นจากหลอดอย่างสบายๆ

เพียงแต่ในสมอง…เครื่องจักรยังคงทำงาน

เช่นกันกับร้อยรัด ขณะที่หล่อนแกว่งหลอดไปมาในแก้วที่อัดด้วยน้ำแข็งก้อนเล็กๆ เพื่อให้เสียงดังพอประมาณ

เพื่อหล่อนจะใช้นาทีนี้งึมงำถามไถ่ ดีกว่ารอไว้คุยโทรศัพท์ซึ่งบางทีไม่แน่ใจ

“ฉันกำลังจัดฉากน่ะคุณปั้น”

“จัดยังไงหรือฮะ” เสียงเขาเบาเช่นกัน

“คือตอนนี้ ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะเอาคนในบ้านคุณพลังออกไป ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเสียเวลากับเรื่องยากกว่า…แต่ควรต้องมาเริ่มต้นตั้งโจทย์ตรงที่ว่า ใครคือคนที่รับของมา…” หล่อนบอกกล่าวสืบไปถึงวิธีถอดสมการที่บัดนี้กำลังเต้นเร่าอยู่ภายในอย่างรู้สึกตื่นเต้นไปกับมัน…กับการหากุญแจประตูลับ อันเป็นทางไปสู่คำสั่งการ “เราเริ่มต้นที่คนวางเงินแล้วรับของ…คนคนนั้นคือใครดีกว่า”

“โจมหรือ”

“อาจจะใช่ แล้วก็อาจจะไม่ใช่” หญิงสาวตอบอย่างไม่มีคำตาย

“แล้วคุณคิดว่าใคร” ปูนปั้นถาม

ที่จริง เขาก็พอจะมีคำตอบบ้างแล้วเช่นกัน

ทันทีที่แลเห็นคนบนจักรยานยนต์คันนี้ ลูกน้องมิสเตอร์พีที่รูปกายของเขาปรากฏหราอยู่ในมือถือเรียบร้อยแล้ว  ขี่รถตามมา มานั่งอยู่ใกล้ๆเขาในร้านนี้

นั่นก็แสดงให้รู้แล้วว่า

ทั้งคชสีห์และแหวนสองวงมิได้อยู่ในมือมิสเตอร์พี

ดังนั้น ณ บัดนี้ จึงจำเป็นต้องคิดต่อไปว่า

ของสามชิ้นอยู่ที่ใด

 

ทันใดนั้น ร้อยรัดก็ต้องหันขวับไปทางหลังเมื่อได้ยินเสียง

“คุณครับ คุณทำของตกนะครับ”

เมื่อหันไป จึงพบรอยยิ้มไมตรีจากชายสวมแว่นกันแดด ในมือเขามีกระดาษชิ้นหนึ่ง เป็นกระดาษเช็ดปากของร้านที่วางรวมอยู่กับช้อนส้อมคันเล็ก

“ใช่ของฉันหรือคะ”

“ของคุณนะฮะ ผมเห็นมันหล่นเมื่อกี้”

“ไม่ใช่นะคะ ของฉันอยู่นี่” หญิงสาวก็เลยหันกลับ หลังจากชูกระดาษเช็ดปากในมือ พร้อมกับใจเต้นแรงจนระทึก

รอยยิ้มของอีกฝ่ายฉายเลศนัย

ตวัดนัยน์ตาแวบเดียวก็นึกรู้

มีลายมือชายผู้นี้อยู่บนกระดาษสีขาวชัดเด่น

เพียงแต่ตาสบตากับปูนปั้น ก็แลเห็นชายตรงหน้านั่งนิ่ง ดูตื่นตะลึงอึ้งไป

“มันกำลังตามหาของ ของยังไม่ถึงมือ” เสียงเขางึมงำในลำคอ “ถ้าถึงแล้ว มันไม่ตามเรามา”

“เราจะเคราะห์ร้ายหรือเปล่าคะเนี่ย” เมื่อมาถึงนาทีนี้ หญิงสาวเริ่มใจสั่น ราวมีกลองดังลั่นอยู่ในอก

“ไม่หรอกน่า คุณร้อยไม่หรอก” ชายหนุ่มปลอบใจพลางหันไปทางบริกร เรียกมาคิดเงิน

ครั้นแล้วจึงรีบออกจากร้าน ขึ้นนั่งบนจักรยานยนต์ ขับออกไป

แต่ไม่ถึงอึดใจก็มีเสียงรถอีกคันวิ่งตามมา

“คุณปั้น…มันอยู่ข้างหลังแล้วนะคะ” หญิงสาวตะเบ็งถ้อยคำข้างหูเขา แข่งกับเสียงพาหนะรอบข้าง โดยเฉพาะได้เวลาโรงเรียนเลิก อีกสักครู่ก็จะสิ้นสุดชั่วโมงทำงานของข้าราชการที่ทะยอยกันขับรถออกจากถนนนอกตรอกซอย

“คุณร้อย เกาะแน่นๆ ไว้ใจผมได้ไหม”

“ไว้ใจซีคะ…ฉันไว้ใจคุณ” หล่อนก็เลยตอบกลับไป

ขณะนี้ ภายในสมองของทั้งหล่อนและเขาต่างก็ยังไม่ถูกรุกเร้าด้วยขั้นตอนใดนอกจาก…คำถามที่ว่า ถ้ามิสเตอร์พีส่งลูกน้องซึ่งอาจเป็น ‘ใครคนหนึ่ง’ ที่เขาไว้ใจ เป็นผู้มาจ่ายเงิน…แน่นอนที่ว่า เงินนั้นต้องไม่ใช่เช็ค แต่คือเงินสดเป็นฟ่อนๆ อัดแน่นมาในถุงกระดาษหรือถุงผ้าที่สามารถหิ้วตัวปลิวไปสู่ที่นัดพบโดยไม่มีผู้ใดกังขา เพราะมันก็เหมือนถุงใส่ของจากห้างสรรพสินค้าที่ใช้กันทั่วไป อาจเป็นถุงกระดาษลายสวยหรือถุงผ้าที่สามารถใช้ได้อีกในโอกาสข้างหน้า…เพื่อส่งมอบธนบัตรนับไม่ถ้วนมัดที่อัดกันอยู่โดยอีกฝ่ายไม่มีโอกาสนับ แต่นับกันเรียบร้อยแล้ว นั่นคือนับถือในความซื่อสัตย์ของกันและกัน โดยฝ่ายจ่ายจะไม่แอบยัดแบงก์ปลอมไว้ในแต่ละมัดโดยเด็ดขาด

ภาพที่ไม่น่าผิดพลาดปรากฏในม่านสมองของทั้งสองชายหญิงพร้อมกันโดยมิต้องจำนรรจาอีกต่อไป

ครั้นแล้ว ‘ใครคนนั้น’ ที่มิสเตอร์พีไว้ใจก็รับถุงใส่คชสีห์กับแหวนสองวงซึ่งคงเป็นห่อเล็กๆในถุงกระดาษหรือถุงผ้าก็ได้ทั้งสองอย่าง…ย่างเยื้องกลับออกมา…

จากที่นัดพบซึ่งไม่น่าจะใช่สถานที่เปิดเผยสักเท่าไร



Don`t copy text!