สาป บทที่ 14 : ภาพเสมือน

สาป บทที่ 14 : ภาพเสมือน

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 14 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พิธีฝังศพของแดฟนีจัดขี้นอย่างเรียบง่ายและรวดเร็วที่สุสานประจำตระกูลในแคว้นซอเมอร์เซ็ท หลังจากทางเจ้าหน้าที่ได้ชันสูตรศพตามขั้นตอน หน้าคฤหาสน์ประจำตระกูลเอเวอเร็ตมีปาปารัซซีเป็นจำนวนมากมุงอยู่เพื่อคอยถ่ายภาพคนสำคัญในวงการต่างๆ ที่มาร่วมงาน แม้ว่าเลดี้ไวโอเล็ตต้องการจำกัดผู้มาร่วมงานเพียงแค่ครอบครัวและญาติสนิทเท่านั้น แต่ผู้คนที่รู้จักแดฟนี โดยเฉพาะในวงสังคมชั้นสูงที่หล่อนไปร่วมงานสังคมต่างๆ ด้วยเป็นประจำ ต่างก็ต้องการมาแสดงความเสียใจและบอกลาหล่อนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยอุปนิสัยของหล่อนที่เป็นคนมีน้ำใจ ร่าเริงและชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงทำให้การจากไปอย่างไม่คาดคิดของหล่อนด้วยอุบัติเหตุในครั้งนี้มีผู้มาร่วมงานมากเกินความคาดหมายของครอบครัว

ไอลดาบรรจงวางช่อดอกไม้อย่างช้าๆ บนโลงศพสีขาว หล่อนตั้งใจสั่งให้ร้านดอกไม้ในลอนดอนนำดอกแดฟนีชนิดต่างๆ กันมาจัดรวมเป็นช่อใหญ่ แม้จะรู้ว่าไม่ใช่ดอกไม้ที่เพื่อนสาวเคยโปรดปรานอย่างเช่น พีโอนี ทิวลิปหรือกุหลาบที่หล่อนมักจะสั่งมาตกแต่งบ้านเป็นประจำ แต่ไอลดาก็ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้เพื่อนสาวผู้จากไป

‘ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแม่ถึงตั้งชื่อฉันว่าแดฟนี’ หล่อนจำได้ว่า แดฟนีพูดถึงชื่อของตัวเองครั้งเมื่อสองสาวเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัยด้วยกันใหม่ๆ ‘แม่ฉันชื่อไวโอเล็ต…ก็เป็นดอกไม้ธรรมดาๆ คงไม่อยากตั้งชื่อลูกให้เกินหน้า อย่างโรสหรือไม่ก็ลิลลี่กระมัง แล้วชื่อเธอล่ะ…ไอลดาแปลว่าอะไร มีความหมายไหม’

‘ลดาแปลว่า เถาไม้ ส่วนไอก็มีความหมายคล้ายๆ กับกลิ่น ควัน อะไรทำนองนั้น พอมารวมกันเข้าก็น่าจะแปลได้ว่า กลิ่นหอมของพันธุ์ไม้ …ฉันคิดว่าอย่างนี้นะ’

‘ชื่อก็เพราะ ความหมายก็ดี ไอลดา…ฉันจะเรียกเธอว่าไอลดาหรือไอด้าดี…หรือจะเรียกสั้นๆ แค่ลดา’

‘เธอจะเรียกยังไงก็ได้…แล้วแต่เลย’ ไอลดาบอกยิ้มๆ นึกดีใจที่ได้เพื่อนร่วมห้องที่ร่าเริง อัธยาศัยดี ‘เรียกอะไรฉันก็หันทั้งนั้นแหละ’

‘ตกลงฉันจะเรียกเธอว่าลดาก็แล้วกัน แล้วเราจะเรียกห้องนี้ว่าแจกันดีไหม…แจกันที่มีดอกไม้สองอย่างจัดอยู่ด้วยกัน ดอกแดฟนี กับดอกลดา’

‘ดอกลดาไม่มีหรอกแดฟนี’ หญิงสาวหัวเราะ ‘เอาแค่ดอกแดฟนีก็แล้วกัน’

‘นี่เธอเคยเห็นดอกแดฟนีจริงๆ หรือเปล่า’ คนฟังนิ่วหน้า ‘มันเป็นไม้พุ่ม ส่วนมากก็ปลูกในสวนอะไรแบบนี้ ไม่ได้เป็นดอกไม้ที่เอามาจัดแจกันหรือเอามาให้กันอะไรหรอก ฉันเองยังไม่ชอบชื่อเลย…แต่ทำไงได้มันเป็นชื่อตัวเอง คนอย่างฉันนี่ต้องชื่อ แบล็คทิวลิป หรือไม่ก็ พีโอนี คอรัล ชาร์ม อะไรอย่างนั้นมากกว่า บุคลิกกับชื่อมันไปกันไม่ได้เลยจริงๆ นะ’

ไอลดาจัดแจงค้นหารูปดอกแดฟนีในแล็ปท็อป ในขณะที่แดฟนีชะโงกหน้าเข้ามาดู

‘แดฟนีนี่ก็มีหลายสี หลายแบบเหมือนกันนะ บางอย่างก็สวยดี…ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย โดยเฉพาะพันธุ์สีม่วงนี่’

‘ฉันก็ไม่เคยเห็น’

‘นึกออกแล้ว’ ไอลดาอุทาน ‘ในเทพนิยายกรีกน่ะ…แดฟนีเป็นนางไม้ ลูกสาวของเพนีซุส เทพเจ้าแห่งแม่น้ำเลดอนที่ขอให้พ่อของเธอช่วยสาปเธอให้กลายเป็นต้นลอเรล เพราะว่าเธอไม่ได้รักอพอลโลไง…’

‘โอ๊ย’ แดฟนีโบกมือห้าม ‘หยุดๆ ฉันไม่รู้เรื่องเทพเจ้ากรีก โรมัน หรือเทพเจ้าอะไรทั้งนั้นแหละ ฟังแล้วปวดหัว เอาเป็นว่าพอแล้ว…หยุดเรื่องที่มาของชื่อฉันได้แล้ว เอาไว้เมื่อไหร่ถึงงานศพของฉันเธอค่อยไปหาดอกแดฟนีมาให้ฉัน…ดีไหม’

‘พูดอะไรอย่างนั้น’ หญิงสาวตกใจ ‘ฉันไม่ใช่คนเชื่อถือโชคลางก็จริง แต่ก็ไม่อยากฟังอะไรแบบนี้เลย’

‘คงอีกหลายสิบปีกว่าฉันจะตาย…อย่ากังวลเลย อย่างน้อยก็หกสิบ เจ็ดสิบปี’ คนฟังหัวเราะเสียงใส ‘แล้วอย่าลืมล่ะ ถ้าฉันตายก่อนเธอ…ช่วยจัดดอกแดฟนีสวยๆ ให้ฉันด้วยนะ เอาช่อใหญ่ๆ เลย…’

ใครจะคิดว่าคำพูดเล่นๆ ในวันนั้นจะเป็นความจริงในวันนี้ หยาดน้ำใสไหลรินจากดวงตาคู่งามในขณะที่หล่อนจรดริมฝีปากลงที่ปลายนิ้วทั้งสิบ แล้วบรรจงสัมผัสช่อดอกแดฟนีหลากสีอย่างเบามือ ความโทมนัสแล่นเข้ามาทั่วร่างกายจนเหมือนหัวใจแทบจะหยุดเต้นและแตกดับลงไปในนาทีนั้น

ผู้มาร่วมพิธีค่อยๆ ทยอยหย่อนก้อนดินลงไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะฝังกลบหลุมศพ เลดี้ไวโอเล็ตสะอื้นไห้อย่างสุดกลั้น ตัวสั่นระริกจนผู้เป็นสามีต้องเข้ามาช่วยประคอง จนในที่สุดพิธีก็เสร็จสิ้นลงเมื่อบาทหลวงก้มศีรษะให้ทุกคนแล้วเดินตรงไปยังรถยนต์ที่จอดรออยู่

หยาดน้ำตาที่ไหลรินตลอดเวลาทำให้ดวงตาของหล่อนพร่ามัว ไอลดากะพริบตาถี่ๆ เหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง ท่ามกลางแสงแดดที่แจ่มจ้าของฤดูร้อน…แดฟนียืนอยู่ไม่ไกลจากหลุมศพของตนเอง เพื่อนสาวของหล่อนหันมายิ้มเศร้าๆ ให้ไอลดา เพียงชั่วครู่…ร่างบอบบางในชุดสีดำนั้นก็หายวับไปกับเปลวแดดและเหล่าผู้มาร่วมพิธีที่กำลังทยอยกันบอกลาเจ้าภาพทั้งสอง

หญิงสาวปาดน้ำตาจนแห้งสนิท ร่างระหงนั้นเดินตรงไปยังเลดี้ไวโอเล็ตพร้อมกับบอกลาอย่างสุภาพ ท่าทีเมินหมางของอีกฝ่ายทำให้หล่อนอดถอนใจไม่ได้ แม้ไอลดาจะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้แดฟนีประสบอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต แต่หล่อนเองก็มีส่วนที่ผลักไสแดฟนีให้ขับรถออกไปอย่างวู่วาม และยิ่งเมื่อทางบริษัทประกันได้ตรวจสอบว่ารถของหล่อนถูกตัดสายเบรก นั่นก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้เลดี้ไวโอเล็ตเชื่อว่า แดฟนีเป็นผู้รับเคราะห์แทนไอลดา รวมความแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น หล่อนเป็นสาเหตุ!

“ตอนนี้เธอก็หมดเสี้ยนหนามแล้วซินะ” เสียงค่อนข้างพร่าและไม่คุ้นหูดังอยู่ไม่ไกลจากทางหลังของหล่อนมากนัก “ต่อไปก็ไม่ต้องทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้ว”

หญิงสาวหันขวับไปอย่างตกใจ ลอร์ดเรย์ลีย์ยืนอยู่ไม่ห่างจากหล่อนนัก ดวงตาของเขาเป็นประกายกล้า ความรู้สึกเกลียดชังที่เขาไม่ปิดบังฉายชัดออกมาจากสายตาจนทำให้ไอลดาผงะ

“ท่านลอร์ด…”

“อย่าคิดว่าสิ่งที่เธอทำจะไม่มีใครรู้ทัน…ฉันจัดการแจ้งให้เลดี้ไวโอเล็ตรู้ตั้งแต่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุ น่าสงสารแดฟนี…ถ้าฉันไม่เข้าไปเห็นเหตุการณ์ในวันนั้นก็คงโง่ไปอีกนาน แต่ก็นั่นแหละนะ…แดฟนีรู้แล้ว เธอก็คงไม่มีทางเลือกอะไรอีกนอกจากต้องคิดกำจัดเพื่อนไปให้พ้นทางใช่ไหม…”

ไอลดาตะลึงงัน หล่อนคาดไม่ถึงว่าลอร์ดชราจะกล่าวหาหล่อนได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้…กำจัดแดฟนีไปให้พ้นทาง…ถ้านั่นจะหมายความว่าหล่อนเป็นฆาตกรฆ่าเพื่อนตนเองเพื่อให้ความรักได้สมหวังกับทริสตัน นี่คงเป็นสมมุติฐานที่ไร้สติและไร้เหตุผลที่สุด!

ก่อนจะนึกถ้อยคำมาโต้ตอบได้ทัน เรย์มอนด์ เรย์ลีย์ก็เดินจากไปไกลแล้ว หญิงสาวยืนนิ่งอั้นอยู่เป็นครู่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างเต็มที่ นึกเสียใจที่ตอบปฏิเสธเมื่อลุคอาสาจะมาเป็นเพื่อนในพิธีศพ สภาวะจิตใจที่ตกต่ำถึงขั้นสุดเพราะการสูญเสียเพื่อนรัก ทำให้ไอลดารู้สึกอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ หล่อนรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์ที่ดำเนินชีวิตไปวันๆ อย่างไร้ความรู้สึก ยิ่งมาเจอสีหน้าท่าทางดูถูก เย้ยหยันและเกลียดชังของลอร์ดเรย์ลีย์ หญิงสาวก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรง

ไอลดายืนคว้างอยู่กลางสุสาน ทันใดนั้นหล่อนก็รู้สึกถึงสัมผัสจากมือที่แข็งแรงของใครคนหนึ่งที่ต้นแขนที่นำหล่อนไปยังทางออกของคฤหาสน์ หญิงสาวเดินตามไปอย่างว่าง่าย จนกระทั่งผ่านกลุ่มช่างภาพหน้าสุสาน ชายผู้นั้นจึงหยุดเดิน

“คุณไม่เป็นอะไรแล้วนะ” ทริสตันพินิจดวงหน้าเศร้าสร้อยนั้นอย่างเห็นใจ “แล้วนี่คุณมายังไง…มากับใคร”

“ฉันมาคนเดียวค่ะ” หญิงสาวพึมพำตอบในที่สุด “มารถไฟ แล้วก็นั่งแท็กซี่มาที่นี่”

“ถ้าอย่างนั้นกลับกับผมแล้วกัน คุณค้างคืนที่โรงแรมหรือว่าขึ้นรถไฟมาจากเชมส์ฟอร์ดเลย”

“ฉันไม่ได้ค้างที่โรงแรมหรอกค่ะ กะว่ามาพอแค่เสร็จพิธีก็กลับเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องไปส่งฉันหรอกค่ะ ฉันมีเบอร์แท็กซี่ที่มาส่งที่นี่ ฉันโทรให้เขามารับได้”

“กว่าจะโทรเรียก กว่าเขาจะมาจากในเมืองก็คงไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาที ใครจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณ อย่าเรื่องมาก…ให้ผมไปส่งน่ะดีแล้ว ผมขับมาเอง…มีคุณนั่งมาด้วยเป็นเพื่อนก็ดี ผมจะได้ไม่ง่วงตอนขับกลับ”

ชายหนุ่มไม่รอให้หล่อนปฏิเสธหรือโต้เถียง เขาเปิดประตูรถให้หล่อนเป็นการตัดบท

“ขอบคุณที่ยอมนั่งเป็นเพื่อนผม” ทริสตันเหลือบมองใบหน้าซีดเซียวอย่างเป็นห่วง “คุณสบายดีนะ…ระหว่างทางถ้าหิวก็ไม่ต้องเกรงใจผม เราแวะที่เซอร์วิสเซ็นเตอร์หรือที่ไหนก็ได้”

“แค่นี้ฉันก็รบกวนมากแล้วค่ะ” ไอลดาตอบเสียงแผ่ว “ความจริงฉันควรจะกลับคนเดียวมากกว่าโดยสารมากับคุณอย่างนี้”

“ผมเต็มใจ…คุณไม่ได้รบกวนอะไรเลย ยังไงผมก็ต้องขับรถกลับอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะนั่งมาด้วยหรือไม่ก็ตาม อย่าคิดมากเลย”

“ฉันไม่อยากให้คนอื่นคิดมากมากกว่าค่ะ” ดวงตาแข็งกร้าวและน้ำเสียงอันเย้ยหยันของลอร์ดเรย์ลีย์ที่จ้องมองเขม็งยังฝังแน่นอยู่ในความรู้สึก “โดยเฉพาะคุณลุงของคุณ…”

“คุณลุงของผม” ทริสตันทวนคำ “ท่านพูดอะไรกับคุณ”

“ช่างเถอะค่ะ ฉันเองก็ไม่ควรเก็บมาคิด”

“หากคุณลุงของผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจผมก็ต้องขอโทษด้วย ระยะนี้ท่านดูจะเครียดมากๆ บางทีอาจจะพูดหรือทำอะไรแปลกๆ ไป”

“ท่านอาจจะโกรธฉันที่เป็นสาเหตุของเรื่องร้ายๆ นี่ก็ได้ค่ะ อย่าลืมว่าวันที่ฉันไปหาคุณที่ที่ทำงานวันนั้นแล้วท่าน…เอ้อ…เข้าไปเห็นพอดี ท่านก็คงไม่พอใจ”

“ผมบอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก” ชายหนุ่มจับมือหล่อนอย่างปลอบใจ “เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของเราสองคน ไม่เกี่ยวกับคุณลุง แดฟนี หรือว่าใครทั้งสิ้น”

“ขอบคุณที่ปลอบใจนะคะ แต่อย่างไรฉันก็คือสาเหตุ คุณรู้หรือเปล่าว่าแดฟนีรู้เรื่องของเราเพราะคุณลุงของคุณ ก่อนที่เธอจะผลุนผลันเอากุญแจรถของฉันขับออกไป เธอโกรธฉันมากค่ะ แล้วฉันก็ไม่ได้พยายามจะอธิบายอะไรให้เธอฟังเลย ฉันคิดว่าพอเธอหายโกรธแล้วก็จะค่อยๆ อธิบายให้เธอเข้าใจ อีกอย่าง..ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกหน่อย เธอก็คงจะรู้เองว่าฉันกับคุณไม่ได้มีอะไรกัน…แต่พอดีก็มาเกิดเรื่องเสียก่อน”

“ผมกับคุณนี่นะ…ไม่มีอะไรกัน”

“ถูกแล้วค่ะ”

“ไอลดา” ชายหนุ่มถอนใจ “คุณจะปฏิเสธตัวเองยังไงก็ได้ แต่ความจริงคุณก็รู้อยู่ดีว่า…เรารู้สึกอย่างไรต่อกัน ถ้าวันนั้นคุณไม่ไปหา…ผมก็คงไม่มีโอกาสได้รู้ใจของคุณ เพราะคุณไม่เคยเปิดโอกาสให้ผมอยู่ใกล้คุณหรืออยู่ตามลำพังเลย คุณไม่เคยสนใจผมเลย จนผมถอดใจแล้วด้วยซ้ำ คุณเองก็รู้ใจคุณดีใช่ไหมคุณถึงได้พยายามหลบเลี่ยงผมอยู่ตลอดเวลาน่ะ”

ทริสตันพูดต่อไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งงัน

“คุณอย่าถือสาลุงของผมเลยนะ ท่านไม่ได้รู้เรื่องส่วนตัวของผม…ผมไม่เคยเล่าอะไรให้ท่านฟังเลย พอท่านเห็นคุณกับผมท่านก็เลยเข้าใจผิดไปใหญ่โต”

“ก็น่าจะให้ท่านลอร์ดคิดอยู่หรอกค่ะ” ไอลดาถอนใจบ้าง “ใครๆ ก็รู้คุณกับแดฟนีเดตกัน ไปไหนต่อไหนด้วยกัน แล้วอยู่ๆ คุณก็ทำแบบนั้นกับฉัน”

“ผมรู้…ผมรู้ แต่ผมก็บอกคุณแล้วไงว่าผมกับแดฟนีคบกันในฐานะอะไร ตั้งแต่เริ่มคบกัน ผมก็บอกเธอเลยว่าขอเริ่มต้นในฐานะเพื่อนก่อนนะเพราะผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะไปไกลได้ถึงไหน ถ้าจะผิด…ผมก็คงผิดที่ไม่ได้บอกเธอตรงๆ ไปว่า ถึงจะผ่านไปนานแค่ไหน ผมก็คงไม่อาจจะรักเธอได้เพราะผมมีใจให้คนอื่น…และคนอื่นนั่นก็คือคุณไง”

“แต่แดฟนีรักคุณมาก ฉันไม่เคยเห็นเธอจริงจังกับใครมาก่อนมาจนกระทั่งเธอพบคุณ…”

เขาพยักหน้า ดวงตาสีฟ้าจัดหม่นแสงลงเล็กน้อย

“ผมถึงได้รู้สึกผิดมากๆ ที่ปล่อยให้เธอคิดไปข้างเดียวนานขนาดนี้ ด้วยความเห็นแก่ตัวของผมแท้ๆ ทีเดียว ที่อยากจะอยู่ใกล้ชิดคุณ”

“จะอย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องของเราสองคนก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ว่าแดฟนีจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม ฉันทรยศเธอไม่ได้” หญิงสาวก้มหน้า กลั้นสะอื้นไว้อย่างสุดกำลัง “มิหนำซ้ำฉันยังมีส่วนเต็มๆ เลยที่ทำให้เธอต้องขับรถออกไปจากบ้านเพราะทนเห็นหน้าฉันไม่ไหว”

“คุณคงรู้แล้วใช่ไหมว่าทางตำรวจและประกันของคุณแจ้งมาว่ารถโดนตัดสายเบรก”

“ฉันรู้แล้วค่ะ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะมีใครทำเช่นนั้นและทำทำไม ฉันไม่เคยทะเลาะหรือมีเรื่องราวอะไร หรือว่าขัดผลประโยชน์อะไรกับใครเลย แล้วคุณล่ะคะ…ทางตำรวจขอดูกล้องวงจรปิด คุณส่งไปให้หรือยัง”

“เรื่องนี้คุณไม่ต้องห่วงเลย คุณลุงผมรีบไปจัดการตั้งแต่แรกที่เลดี้โวโอเล็ตโทรมาแจ้งเลย อีกไม่นานเราคงจะได้ข่าวคืบหน้าจากทางตำรวจ”

“ดีค่ะ ทุกอย่างจะได้กระจ่างออกมาเสียที”

“ผมว่าคุณต้องระวังตัวเองให้มากกว่าเดิมแล้ว” ทริสตันบอกอย่างห่วงใย “ถ้าลงว่าคนคนนี้เข้ามาในบ้านแล้วมาแอบตัดสายเบรกรถคุณได้ เขาก็อาจจะเข้ามาในบ้านแล้วทำร้ายคุณหรืออะไรก็ได้ คุณไม่น่าอยู่ที่เมโดว์บรุคคนเดียวแล้วแหละ…”

“ช่วงนี้ฉันไม่ได้อยู่ที่นั่นค่ะ ฉันอยู่กับ…เพื่อน…”

“เพื่อนหรือแฟน” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ จนหล่อนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเขาคิดอะไร “คนที่เป็นเจ้าของผับสวอนใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ”

“ก็ดี” เขาตอบเหมือนประชด “อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ช่วงกลางคืนเขาคงต้องไปทำงาน แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนคุณล่ะ”

“ฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ และฉันก็ไม่ต้องการเป็นภาระใคร”

“คุณแน่ใจแล้วหรือ…ที่จะคบกับเขาต่อไปน่ะ”

“ฉันกับลุคเป็นเพื่อนกันค่ะ ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้น” หญิงสาวมองหน้าเขา “ฉันไม่ชอบหลอกใช้ใคร”

“ไม่เหมือนผม…ใช่ไหม”

ไอลดาไม่ตอบ หล่อนเมินหน้าไปอีกทาง นึกโกรธตัวเองที่หลุดปากบอกเขาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลุคกับหล่อน เขาจะคิดอย่างไรก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่หล่อนจะต้องใส่ใจสักนิด

“อ้าว…ประชดผมแล้วก็ยังมาโกรธผมอีก”

เสียงอ่อนๆ ของชายหนุ่มทำให้หล่อนใจหวิว ไอลดาพยายามซ่อนยิ้ม หล่อนฝืนทำสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะหันหน้ามามองเขา

“ฉันไม่ได้โกรธอะไรคุณ”

“ไม่ได้โกรธก็ดีแล้ว” ทริสตันยิ้มน้อยๆ ดวงตาสีฟ้าจัดเป็นประกายแจ่มใสอย่างที่หล่อนเคยเห็น “คุณไม่มีอะไรจะต้องโกรธผมเลย สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องเหนือการควบคุม คุณก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ…แม้จะมีคนจงใจทำร้ายคุณ แต่แดฟนีเป็นคนรับเคราะห์แทน นั่นก็หมายความว่า…เวลาของเธอมีแค่นั้น ผมเชื่อแบบนั้น ถึงคุณจะลงโทษตัวเองอย่างไรแดฟนีก็กลับฟื้นคืนชีวิตมาไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้ก็คือควรจดจำสิ่งดีๆ ช่วงเวลาของความสุขที่คุณมีกับเธอ ในทางกลับกัน…หากเป็นคุณที่ขับรถในคืนนั้น หรือเช้าวันต่อมา…เราก็คงไม่มีโอกาสที่มานั่งคุยกันในรถอย่างวันนี้หรอก”

“ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันได้ทุกอย่างก็คงลงตัว”

“ทำไมคุณพูดแบบนั้น” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “ถ้าไม่มีคุณ…ก็ไม่ได้หมายความว่าผมกับแดฟนีจะลงเอยกันแบบในนิทานนะ ว่าแต่คุณจะให้ผมไปส่งที่ไหน นี่ก็เข้าใกล้เขตเมืองแล้ว”

“ฉันต้องไปเอาของนิดหน่อยจากที่บ้านก่อนค่ะ แล้วก็ค่อยไปบ้านลุค”

“งั้นผมไปส่งคุณที่เมโดว์บรุคก่อน แล้วค่อยพาคุณไปบ้านลุค”

“คุณไม่ต้องรอหรอกค่ะ ฉันไปเองได้”

“คุณเข้าไปบ้านนั้นคนเดียวผมไม่ไว้ใจ” ทริสตันตอบเสียงเข้ม “ผมยังไม่ได้รับข่าวคืบหน้าเรื่องกล้องวงจรปิด ตำรวจก็ยังไม่มีคำตอบให้ทางเราหรือทางเลดี้ไวโอเล็ต คุณจะอยู่ตามลำพังไม่ได้เด็ดขาด ไหนจะคน…ไหนจะ…”

“ไหนจะอะไรคะ”

“ไม่มีอะไร ผมหมายถึงเรื่องทั่วๆ ไป”

“เรื่องทั่วๆ ไปอะไรคะ” ไอลดาคาดคั้น “คุณหมายถึงอะไรคะทริสตัน….คุณเจออะไรที่เมโดว์บรุคหรือคะ”

“ผมก็ไม่รู้ว่าเจออะไร” ชายหนุ่มส่ายศีรษะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น “แล้วก็ไม่ใช่แค่ผมที่เจอนะ แดฟนีเองก็เจอด้วย”

“ตายจริง” หญิงสาวอุทานอย่างตกใจ “ฉันคิดว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่เจอเสียอีก…”

ทริสตันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้หล่อนฟังอย่างละเอียดด้วยท่าทีที่เหมือนจะเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เขาไม่อยากปลงใจเชื่อว่าเป็นเรื่องของวิญญาณที่ยังสิงสู่อยู่ในบ้านหลังนั้นเหมือนข่าวลือและเรื่องที่ผู้รับเหมาซ่อมแซมบ้านนำมาบอกเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่ารอยเท้าเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กชอบใจของเด็กเล็กๆหายไปได้อย่างไรโดยไร้ร่องรอย

จะว่าหูฝาด ตาฝาดทั้งเขาและแดฟนีก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คนสองคนจะเกิดอาการนี้ขึ้นพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน

ไอลดานิ่งฟัง หล่อนชั่งใจอย่างหนักว่าสมควรจะเล่าให้เขาฟังดีหรือไม่ เหตุการณ์แปลกประหลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับหล่อนตั้งแต่ก่อนย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ จนกระทั่งหล่อนพยายามค้นหาร่องรอยประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมโดว์บรุค

“เล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะว่าคุณเจออะไร”

“ผมกำลังจะกลับ ก็เผอิญได้ยินเหมือนเสียงฝีเท้าวิ่งระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัว เสียงหัวเราะด้วย ไม่เท่านั้น…จู่ๆ ก็มีรอยเท้าปรากฏอยู่บนเพื้นไม้เหมือนกับจะตรงไปยังห้องใต้หลังคา ชั่วพริบตา…แค่ผมกับแดฟนีหันมามองหน้ากันแบบงงๆ รอยเท้าก็ค่อยๆ หายวับไปกับตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ”

“แล้วคุณทำอย่างไรต่อไปคะ”

“ผมจะไปทำอะไรได้” ทริสตันยักไหล่ “แดฟนีหยุดร้องไห้ หยุดตะโกนใส่ผม เธอคงตกใจกับสิ่งที่เห็นเหมือนกัน ผมก็ถามเธอว่าเธอโอเคไหม เธอกลัวไหม แต่เธอคงโกรธผมเกินกว่าที่จะมองหน้าผมต่อไป ผมก็เลยกลับบ้าน”

“แล้วคุณก็ไม่สงสัยเลยหรือคะว่ามันคืออะไร”

“ผมก็ไม่รู้ ถึงคุณจะถามยังไงผมก็ขอยืนยันว่าไม่รู้ จะให้ผมเชื่อว่าเป็นวิญญาณเด็กอย่างที่ผู้รับเหมามาบอกก็…” เขาหยุดไปนิดหนึ่ง “เอาเป็นว่ามันมีอะไรแปลกๆ ที่ผมไม่เข้าใจอยู่ที่บ้านหลังนั้นก็แล้วกัน”

“ถ้าฉันจะบอกคุณว่าฉันเจออะไรแปลกๆ ที่เมโดว์บรุคเหมือนกัน คุณจะหาว่าฉันคิดไปเองหรือว่าฟังชาวบ้านพูดจนเอามาคิดเป็นตุเป็นตะหรือเปล่าคะ” ไอลดาเหม่อมองไปข้างหน้า ไม่กล้ามองสบตาสีฟ้าจัดคู่นั้น “ฉันเองก็เห็นเด็กคนนั้นเหมือนกันค่ะ ตั้งแต่วันแรกที่ไปดูบ้านเลย”

“พระเจ้าช่วย…” เขาอุทาน “แล้วทำไมคุณไม่บอกผม ทำไมคุณไม่พูดอะไรสักคำ”

“ถ้าฉันบอกไปคุณจะเชื่อหรือคะ…ฉันเองยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย ทีแรกก็คิดว่าคงเป็นเงาสะท้อนอะไรสักอย่างที่ทำให้ดูหลอกสายตา แต่อยู่ไปๆ ฉันก็เจอแบบที่คุณเจอนี่แหละค่ะ นอกจากฝีเท้า…เสียงหัวเราะ ก็ยังมีข้าวของส่วนตัวของฉันที่มักจะหายไปบ่อยๆ แต่อีกไม่นานก็เจออยู่ตามที่ต่างๆ ฉันเคยลองแม้กระทั่งล็อกกุญแจไว้ในกระเป๋าเดินทางด้วยซ้ำ…ของก็ยังหายอยู่ดี ฉันไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้หรอกค่ะ”

ทริสตันนิ่งงัน ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะไม่เชื่อสิ่งที่ไอลดาเล่ามาทั้งหมด โดยเฉพาะที่หล่อนทิ้งท้ายว่าวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้…ด้วยเขาพยายามครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ พยายามหาเหตุผลมาอธิบายแต่เขาก็ถึงกับจนปัญญา แต่ที่จะให้ยอมรับว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาตินั้น เขาก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้ง่ายๆ เช่นกัน

เขาอดนึกถึงลอร์ดเรย์มอนด์ เรย์ลีย์ ผู้เป็นลุงของเขาไม่ได้ แม้ว่าท่านจะจบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมและทำงานทางด้านวิศวกรมาตลอดทั้งชีวิตของท่าน แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ท่านเชื่อในเรื่องลึกลับของบ้านเมโดว์บรุคหลังนี้อย่างจริงจังมากจนเขาประหลาดใจ หรือว่าตัวท่านเองก็เจอประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง

“ทีแรกฉันก็คิดว่าคงเป็นแค่…เอ้อ…วิญญาณของเด็กที่ยังอยู่ที่บ้านหลังนั้น แต่มันก็ไม่ใช่ค่ะ…ฉันไม่รู้ว่าคุณเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับเรื่องสตรีในสายหมอกบ้างไหมคะ”

ชายหนุ่มพยักหน้า

“ฉันเห็นเธอค่ะ คืนวันที่ฉันไปเจอคุณที่ทำงานนั่นแหละ…ตอนฉันเดินกลับบ้านคนเดียวจากผับน่ะค่ะ เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอเธอในขณะที่ฉันตื่น เพราะตลอดเวลา…ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันก็ฝันเห็นเธอบ่อยมากค่ะ จนคิดว่าฉันคงจำเธอได้หากได้เจอกัน…ก็เลยเจอ…”

ทริสตันตกตะลึง รู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหลเวียนเมื่อได้ยินสิ่งที่หญิงสาวพูดต่อไป

“เรื่องมันยาวค่ะ เอาเป็นว่าฉันสงสัยเรื่องตำนานสตรีในสายหมอกนี่มาก…ก็เลยไปค้นคว้ามา แต่ที่แน่ๆ มันน่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องการล่าแม่มดในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด ฉันยังไม่แน่ใจว่าเธอคือแม่มดเหมือนที่เชื่อกันในตำนานหรือเปล่า แต่ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ตอนที่ฉันไปหอสมุดแห่งชาติที่ลอนดอนแล้วผู้เชี่ยวชาญให้ฉันดูเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีเอกสารชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับสตรีในสายหมอก แต่แทนที่จะเป็นรูปเขียนของเธอ กลับกลายเป็นรูปเขียนลงสีของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนฉันราวกับฝาแฝดเลยค่ะ…”

 

Don`t copy text!