ธำมรงค์เลือด บทที่ 20 : พระสนม

ธำมรงค์เลือด บทที่ 20 : พระสนม

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

ออนิ่มถวายตัว!

ประโยคนั้นประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางกระหม่อมของเสือโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

…เป็นไปไม่ได้…

ชายหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งอึ้งตะลึงงัน พร่ำพูดกับตนเองกลับไปกลับมาอยู่ในใจ ด้วยไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

…เป็นไปไม่ได้…ถวายตัวอย่างนั้นหรือ…

นั่งกินข้าวแบบใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จับความจากบทสนทนาของพ่อกับบิดาของออนิ่มได้ความว่า ตอนกลับจากจันทบูร มีพระบรมราชโองการให้ออกญายมราชคนใหม่พาครอบครัวเข้าเฝ้า ทันทีที่พ่ออยู่หัวทอดพระเนตรเห็นบุตรสาวของออกญายมราช พระองค์รู้สึกพอพระทัยในความงามของหญิงสาวเป็นอย่างมาก ถึงกับตรัสขอออนิ่มจากบิดามารดาด้วยพระองค์เอง

ออกญายมราชเล่าว่า ทุกคนในท้องพระโรงต่างตกตะลึงกันถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว ไม่มีใครคิดว่าออนิ่มจะมีวาสนาดีถึงเพียงนี้

เมื่อออกญายมราชตอบตกลง พ่ออยู่หัวทรงรับสั่งให้ท้าวทรงกันดาลผู้มีหน้าที่จัดการความเรียบร้อยของฝ่ายใน กำหนดวันรับตัวออนิ่มเข้าวัง เพื่อนำมาฝึกกิริยามารยาท เรียนรู้ขนบธรรมเนียมของฝ่ายใน และเตรียมความพร้อมทุกด้านก่อนจะถวายตัวเป็นพระสนม

นี่เอง…เหตุผลที่ออกญายมราชให้บุตรสาวเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่อนุญาตให้พบปะผู้ใด

ออนิ่มจะด่างพร้อยไม่ได้เด็ดขาด จนกว่าจะถึงวันถวายตัว

“ออนิ่มจะเข้าวังเมื่อใดขอรับพี่ล้วน” บิดาของเขาถาม

“มะรืนนี้”

หูของเสือเต็มไปด้วยสรรพสำเนียงอื้ออึง เสียงของออกญายมราชเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

“วันมะรืน คุณท้าวทรงกันดาลจะส่งคนมารับออนิ่มไปแต่เช้า…ฉันคงจะคิดถึงออนิ่มไม่ใช่น้อย เพราะจากนี้ไปคงไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันบ่อยๆ”

“พี่ล้วนก็ต้องตัดใจ” บิดาของเขาปลอบเพื่อนรุ่นพี่ “คิดเสียว่าเป็นวาสนาของออนิ่ม ลูกของเรากำลังจะไปได้ดิบได้ดี”

“ฉันก็พยายามคิดเช่นนั้น” ออกญายมราชถอนใจ “แต่พ่อฤทธิ์ก็รู้ดีไม่ใช่หรือว่า การอยู่ฝ่ายในนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย…พลาดไม่ได้เลยแม้สักนิด”

“รู้ขอรับ” ออกญาอภัยรณฤทธิ์พลอยถอนใจไปด้วยอีกคน การเมืองของพระนครศรีอยุธยาที่ว่าเข้มข้นแล้ว การเมืองของฝ่ายในก็เข้มข้นไม่แพ้กัน

สถานที่ซึ่งสตรีมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความอิจฉาริษยาเกิดขึ้น การจะอยู่อย่างสงบสุขจำเป็นต้องวางตัวให้ดี

“ออนิ่มเป็นเด็กหัวอ่อน…คงไม่กระไรนักหรอกนะขอรับ”

“หัวอ่อนรึ” ออกญายมราชรู้จักธิดาของตนดี “คนภายนอกมักจะมองออนิ่มเช่นนั้น แต่ถ้าได้รู้จักออนิ่มอย่างฉันละก็…จะรู้ดีทีเดียวว่าเด็กคนนี้ทะเยอทะยานนัก และเรื่องนี้ละที่ฉันเป็นห่วงออนิ่มจับใจ…”

 

ค่ำวันนั้นเสือกลับเรือนไปกับบิดาและมารดาด้วยอาการเลื่อนลอย อกใจว่างโหวงราวมีโพรงขนาดใหญ่

ภาพที่เขาตระกองกอดออนิ่มในเรือนท้ายสวนเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาหลอกหลอน เนื้อตัวนุ่มนิ่ม เรือนกายกรุ่นหอมทำให้ในหัวของเขามีแต่หญิงสาวคนนั้นตลอดเวลา กี่ปีมาแล้วที่ไม่ได้พบ ครั้นพอจะได้พบก็เกิดมีอุปสรรคเสียก่อน…

อุปสรรคใหญ่เสียด้วย…

ก่อนหน้านี้ เสือเคยคิดถึงขนาดจะขอให้พ่อไปสู่ขอแม่นิ่มมาเป็นเมีย แต่ถึงตอนนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

ไม่ใช่แค่เรื่องสู่ขอ แค่จะได้เห็นหน้า ได้พบปะพูดจากันตามลำพังก็ทำไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อออนิ่มถวายตัวเข้าวัง ก็เท่ากับเธอเป็นคนของพ่ออยู่หัวแล้ว ขุนนางอย่างเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มองหน้า วาสนาของเขากับออนิ่มคงจบลงเพียงเท่านี้

แก๊ก!

เสียงก้อนหินกระทบหน้าต่างห้องของเสือ ทำให้ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เสือหยิบดาบข้างกายมาถือไว้อย่างจะเตรียมพร้อม ชะโงกหน้าตะโกนถามไปว่า

“นั่นใคร”

“บ่าวเองเจ้าค่ะ…นังเป้าเจ้าค่ะ”

นังเป้า…บ่าวคนสนิทของออนิ่ม!

“รอประเดี๋ยว” หัวใจเสือเต้นแรงเร็ว เขาวางดาบลงแล้วรีบลงเรือนไปเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ ทนายหน้าหอของเขากลับเรือนนอนไปแล้ว นังเป้าแอบอยู่ที่หลังเสาเรือน ศีรษะคลุมผ้าสีเข้ม ร่างกลืนไปกับเงามืด

“เอ็งมาถึงนี่…มีเรื่องอะไร” เสือกระซิบถาม

“แม่หญิงเจ้าค่ะ…แม่หญิงให้บ่าวมาหาคุณหลวง” นังเป้าเสียงแผ่ว “ให้มาบอกว่า…ถ้าคุณหลวงอยากพบแม่หญิง…คืนนี้ให้ไปหาได้ แม่หญิงจะแอบลงมารอที่เรือนท้ายสวนตอนสองยาม แต่ถ้าคุณหลวงไม่ไป…จากนี้ไปคงไม่ได้พบหรือพูดคุยกันอีกแล้ว”

“จริงรึ” เสือเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น

“จริงเจ้าค่ะ” นังเป้าว่า “แม่หญิงไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับคุณหลวง แต่ครั้งนั้นไม่มีโอกาส เพราะต้องตามท่านเจ้าคุณไปอยู่จันทบูรเสียก่อน”

“ตกลง…ข้าจะไป เอ็งกลับไปก่อน” เสือวางแผนอย่างรัดกุม เรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้โดยเด็ดขาด “บอกออนิ่มว่าข้าจะรีบไปหา”

เขาแทบรอเวลาให้ถึงสองยามไม่ไหว เสือเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสีเข้มให้กลืนไปกับความมืด

ยิ่งดึกน้ำค้างยิ่งลงแรง เขาไม่ว่ายน้ำไปอย่างครั้งก่อน แต่ค่อยๆ ผลักเรือจากท่าน้ำแล้วแจวข้ามคลองไปเงียบๆ

นังเป้ายืนรอรับเขาอยู่แล้วที่ท่าน้ำ บ่าวของออนิ่มพาเขาเดินลัดเลาะผ่านแมกไม้หนาทึบในสวน ไปจนถึงเรือนหลังเล็กด้วยความชำนาญ

เมื่อไปถึง นางก็พยักหน้าให้กับชายหนุ่มเป็นทำนองให้ขึ้นไปหาออนิ่ม ตัวของนางย้อนกลับลงไปเฝ้าต้นทางให้ด้วยความจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย

“พี่เสือ”

ทันทีที่เขาโผล่เข้าไปในห้อง ร่างโปร่งระหงของออนิ่มก็โผเข้ากอดเรือนร่างล่ำสันแข็งแรงของเขาไว้จนแน่น

“ออนิ่ม…อย่า”

เสือพยายามผลักร่างบางออกห่าง คราวนี้เป็นเขาที่เป็นฝ่ายหักห้ามใจ วันมะรืนออนิ่มจะถวายตัวแล้ว หากใครรู้เข้าว่านัดพบกับบุรุษในยามวิกาลเช่นนี้ จะเกิดเป็นเรื่องใหญ่

อันที่จริง…

เขาไม่ควรมาด้วยซ้ำ…สิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นความผิดร้ายแรง

รู้ทั้งรู้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะถวายตัวเป็นคนของพ่ออยู่หัว แต่เขาก็ยังลักลอบมาพบ…

หลายปีที่ผ่านมา เสือเติบใหญ่ รู้คิด รู้ผิดชอบชั่วดี รู้จักการหักห้ามใจ เขารับราชการอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท รู้ว่าพ่ออยู่หัวพระทัยดีก็จริง แต่ถ้าคนของพระองค์ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง พ่ออยู่หัวก็จะลงโทษโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด ความผิดของเขาในครั้งนี้ถ้าถูกลงโทษ มิใช่ว่าเขาจะโดนประหารชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะพลอยโดนโทษประหารไปด้วย

…เถอะ…

เขาพร่ำบอกกับตนเอง

…ครั้งเดียว ที่จะมีโอกาสได้พูดจากันตามลำพัง หลังจากวันนี้ เขาและเธอคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว…

“พี่เสือ” ออนิ่มซบหน้ากับอกของเขา กรุ่นหอมจากเรือนผมยาวสลวยสร้างความรัญจวนใจให้เกิดขึ้น “ช่วยฉันด้วย…”

“เป็นอะไรไป” เขาถามเสียงแหบพร่า

“ฉันกลัว ฉันไม่อยากถวายตัว” ออนิ่มเสียงสั่น

“ทำไม” เขานิ่วหน้า ไม่เข้าใจ

“คุณอาของฉันบอกว่า ในวังเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่นกัน” คุณอาคนหนึ่งของออนิ่มเป็นพระสนมในรัชกาลก่อน “ทุกคนต้องอยู่ในกฎในระเบียบ ไม่อาจจะทำทุกอย่างได้ตามใจต้องการ”

“พี่เชื่อว่าออนิ่มจะอยู่ในวังได้อย่างมีความสุข” เขาปลอบใจ “พ่ออยู่หัวมีพระเมตตา อย่ากลัวไปเลย”

“พี่พาฉันหนีไปได้ไหม” ออนิ่มเสียงแผ่ว เธอไม่ได้ฟังสิ่งที่ชายหนุ่มพยายามอธิบายเลยสักนิด “หนีไปไหนก็ได้ ไปให้ไกล…หนีไปพร้อมกับไพลินก้อนนี้”

เสืออ้าปากค้างเมื่อออนิ่มหันไปหยิบถุงผ้าที่อยู่ใกล้ๆ ในนั้นมีไพลินสีน้ำเงินเข้มที่ออกญายมราชเล่าว่าขุดได้มาจากจันทบูร ประกายของมันล้อแสงสลัวรางราวจะยั่วยวนให้คนอยากเป็นเจ้าของ

“ฉันชอบไพลินก้อนนี้…มันควรจะต้องเป็นของฉัน…ฉันไม่อยากให้คุณพ่อยกมันให้กับพ่ออยู่หัว”

“ออนิ่มพูดอะไรออกมา” เสือแทบไม่เชื่อหูตัวเอง “รู้ตัวหรือไม่”

“รู้สิ…ฉันรู้ทุกอย่าง…ฉันรู้ว่าอยู่ในวังจะไม่มีความสุขหรอก พี่พาฉันหนีเถอะนะ เอาไพลินเม็ดนี้แล้วหนีไปด้วยกัน” ออนิ่มร้องไห้ “ในวังน่ากลัว…ฉันไม่อยากเป็นพระสนม”

“ไม่ได้หรอก” เสือส่ายหน้า “ล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้แล้ว”

“พี่เสือไม่กล้าหรืออย่างไร” เสียงออนิ่มเหมือนท้าทาย

“ใช่” เสือพยักหน้า “พี่ไม่กล้า…ถ้าพี่พาออนิ่มหนีไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก ครอบครัวของเราจะเดือดร้อนกันทั้งหมด”

“ถ้าพี่ไม่กล้า…งั้นฉันจะไปขอให้พี่โมกช่วย” ออนิ่มแกล้งว่า ด้วยรู้ดีว่าทุกครั้งที่ยกเอาชื่อคู่แค้นของเสือมาเอ่ยอ้าง ชายหนุ่มจะเกิดอาการหัวปั่นเสมอ

“ไอ้โมกน่ะหรือ” เขาหัวเราะเสียงแผ่วต่ำในลำคอ “มันก็ไม่กล้าหรอก”

หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงหุนหันพลันแล่น ยอมรับปากทำตามที่ออนิ่มขอไปแล้ว มาถึงวันนี้เสือมีสติและรู้จักยั้งคิด สิ่งที่ออนิ่มร้องขอไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่กล้าทำตามแน่ๆ ยิ่งในยามนี้โมกเจริญรอยตามบิดา รับราชการเป็นที่ออกหลวงทัณฑบาล มีหน้าที่ควบคุมและประหารชีวิตนักโทษ ชายหนุ่มคู่แค้นของเขาไม่มีวันยอมทำผิด แล้วกลายเป็นนักโทษไปเสียเองแน่นอน

“ถ้าเช่นนั้น…” ออนิ่มผละจากอกของเสือ

เธอวางถุงผ้าบรรจุไพลินลงข้างกาย ออนิ่มถอยห่างออกไปนิดหนึ่ง แล้วก่อนที่เสือจะทันได้พูดอะไร…มือเรียวยาวของหญิงสาวก็ปลดผ้าแถบของตนเองลงอย่างท้าทาย

หัวใจของเสือเต้นอึกทึก แสงไต้สลัวรางส่องสะท้อนให้เห็นทรวงอกงดงามราวดอกบัวแรกแย้มของออนิ่ม ดวงตาของหญิงสาวมองตรงมาอย่างท้าทาย เสือรู้ดีว่าหญิงสาวปรารถนาสิ่งใด เขารีบหันหลังให้ออนิ่ม สะกดอกสะกดใจ สะกดกลั้นความรู้สึกในส่วนลึกเอาไว้อย่างสุดความสามารถ

ออนิ่มไม่ยอมแพ้ เธอโผเข้ากอดชายหนุ่ม ทรวงอกสล้างของหญิงสาวเสียดสีกับแผ่นหลังแข็งแกร่งของเขาอย่างจงใจ

เสือพยายามแกะมือของหญิงสาวออกด้วยความลำบาก

“อย่าทำแบบนี้ออนิ่ม” เสียงของเขาแหบพร่า

ออนิ่มชะงักไปนิดหนึ่ง ดวงหน้าสวยหวานของเธอแดงก่ำด้วยความอับอาย ไม่นึกว่าพยายามยั่วยวนถึงขนาดนี้แล้ว เสือยังไม่ยอมหวั่นไหว

“ทำไม…พี่เสือไม่รักฉันหรือ”

“รักแล้วอย่างไร ไม่รักแล้วอย่างไร” เสือแค่นเสียง “ถึงตอนนี้ เราทำอะไรไม่ได้แล้ว”

“ได้สิ” ออนิ่มเถียง “ถ้าฉันเป็นเมียพี่…ไม่ใช่หญิงบริสุทธิ์ ก็เท่ากับฉันขาดคุณสมบัติจะเป็นพระสนม”

“พร้อมกับหัวของพี่ หัวของแม่นิ่ม และหัวของพ่อแม่เรา หัวของญาติเราทั้งสองฝ่ายก็จะขาดออกจากบ่าเช่นกัน” เสือกำมือแน่น เขาสั่งหญิงสาวเสียงเข้มว่า “ห่มผ้าเสียออนิ่ม…อย่าทำเช่นนี้เลย มันไม่เป็นผลดีแก่ใครทั้งสิ้น”

เสียงร้องไห้ยังดังกระซิก เสือเหลือบมองด้วยหางตา เห็นว่าออนิ่มห่มผ้าแถบเรียบร้อยแล้วจึงหันมาหา ดวงตาคู่เข้มคมจ้องมองหญิงสาวแน่วนิ่ง น้ำเสียงที่เอ่ยชัดเจนและหนักแน่น

“เราเกิดมาเป็นข้าแผ่นดินแล้ว…เจ้าจงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ออนิ่ม…”

เขาเห็นหญิงสาวร้องไห้จนตาแดง รู้สึกสงสารจับใจ หากทำอะไรไม่ได้

“ถึงแม้ออนิ่มกลัวการเป็นพระสนม แต่ถึงบัดนี้เราเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว” เขาพูดด้วยประสบการณ์ที่อยู่รับใช้ใกล้ชิดพ่ออยู่หัวมานานหลายปี “ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ พี่ขอแนะนำว่า…ออนิ่มจงทำทุกวิถีทาง เพื่อให้กลายเป็นพระสนมที่พ่ออยู่หัวทรงโปรดปรานที่สุด…และเมื่อถึงตอนนั้น ออนิ่มจะไม่ต้องกลัวเกรงใครหน้าไหนอีกเลย…จำคำของพี่เอาไว้ให้ดี…”

 



Don`t copy text!