A Beautiful Day in the Neighborhood

A Beautiful Day in the Neighborhood

โดย : ภาสกร ศรีศุข

นอกจากนวนิยายออนไลน์สนุกๆ ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากนักเขียนมากมายแล้ว อ่านเอายังมีเรื่องหนังมาเล่าให้อ่านในคอลัมน์  “อ่านเอาเล่าหนัง” โดย โอ่ง – ภาสกร ศรีศุข ผู้มีความสนใจในเรื่องภาพยนตร์และมีความรักในการอ่านการเขียน เขาจึงเขียนมาเล่าให้ชาวอ่านเอาได้อ่านออนไลน์

*************************

A Beautiful Day in the Neighborhood

ผู้กำกับ : Marielle Heller

ผู้อำนวยการสร้าง : Youree Henley, Peter Saraf, Marc Turtletaub, Leah Holzer

ผู้เขียนบท : Micah Fitzerman-Blue, Noah Harpster

อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ “Can You Say … Hero?” โดย Tom Junod

นักแสดง : Tom Hanks, Matthew Rhys, Susan Kelechi Watson, Chris Cooper

ดนตรีประกอบ : Nate Heller

ผู้กำกับภาพ : Jody Lee Lipes

ผู้ตัดต่อ : Anne McCabe

จากเค้าโครงเรื่องจริงอันแสนประทับใจของลอยด์ นักข่าวผู้มองโลกแง่ร้ายที่ได้รับมอบหมายให้ไปสัมภาษณ์เฟรด โรเจอร์ส พิธีกรชื่อดังที่คนทั้งอเมริการักผู้ถูกขนานนามว่านักบุญที่ยังมีชีวิต การพบเจอครั้งนั้นทำให้ลอยด์เปลี่ยนวิธีมองโลกไปตลอดกาลว่า “ชีวิตไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย ขอแค่เราแบ่งปันความอารีให้แก่กัน”

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

สำหรับเฟรด โรเจอร์ส เขาใช้วิธีสอนเด็กๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์ โดยพูดถึงสิ่งต่างๆ ทั้งเรื่องเล็กน้อยและเรื่องใหญ่ เช่น การที่พ่อแม่หย่าร้างกัน สงคราม ความตาย ด้วยภาษาและวิธีคิดที่มองทะลุสิ่งที่เด็กเป็น เขาบอกเสมอว่าเป็นตัวเธอเองน่ะดีแล้ว เขาจึงมักให้เวลาและความสำคัญกับเด็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าอย่างใจเย็นและป้อนแต่สิ่งดีๆ มากมายอย่างไม่ยัดเยียดแบบที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายพยายามเอาความคาดหวังของตัวเองใส่ลงไปในลูกๆ ของพวกเขา ครั้งหนึ่งเกิดการผิดคิวระหว่างการถ่ายทำ ทำให้ผลงานทดลองไม่เป็นไปตามคิวที่กำหนด แทนที่โรเจอร์สจะสั่งคัตและถ่ายใหม่ เขาบอกว่าไม่เป็นไร เราจะรอ เด็กๆ ควรได้รู้จักการอดทนรอด้วย ดูเป็นคติที่คิดง่ายๆ แต่ยากมากที่จะมีใครคิดสอนเรื่องแบบนี้กับเด็กๆ ผ่านรายการโทรทัศน์ที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง นั่นจึงทำให้เขาเป็นตัวตนที่อยู่เคียงค้างความเป็นเด็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกาถึงขนาดมีคนเรียกเขาว่านักบุญที่มีชีวิตทีเดียว

ภาพจาก https://www.imdb.com/

หนังเอาเค้าโครงเรื่องจากบทสัมภาษณ์เฟรด โรเจอร์ส ในนิตยสาร Esquire ของนักเขียนมือรางวัลอย่างทอม จูโนด์ มาดัดแปลงโดยสมมติเหตุการณ์การพบเจอกันครั้งนั้นระหว่างโรเจอร์สกับจูโนด์ให้เป็นเค้าโครงเรื่องใหม่ โดยสร้างตัวละครสมมติชื่อลอยด์ โวเกล มาแทนจูโนด์ ซึ่งตัวลอยด์ในเรื่องแต่งนั้นเป็นนักเขียนเจ้าของรางวัลด้านการเขียนข่าวเจาะลึกมุมมืดของบุคคลฝีมือเยี่ยม ข้อเสียของเขาคือเขามีความโกรธคุกรุ่นในใจอยู่เสมอ ประสบการณ์วัยเด็กที่ดูแม่ตายไปต่อหน้า โดยพ่อก็มัวแต่ไปหากิ๊กสาวและทิ้งเมียทิ้งลูกหายไป ลอยด์จึงไม่เคยให้อภัยพ่อเลยนับแต่นั้นมา ความโชคร้ายของเขาทำให้เขาเป็นคนที่ไม่ไว้ใจใคร ไม่เชื่อว่าคนดีคนใดมีจริง แต่ก็เหมือนกลั่นแกล้ง เจ้านายของเขาให้เขาไปเขียนเกี่ยวกับชายที่แสนดีที่สุดแห่งยุคอย่างโรเจอร์ส ด้วยเหตุผลเดียวว่าไม่มีคนดังคนไหนอยากให้จูโนด์สัมภาษณ์อีกแล้วหลังจากเขาเจาะลึกตัวตนเอาไปเขียนเสียหาย เนื้อเรื่องของ A Beautiful Day in the Neighborhood จึงทั้งเป็นคำถามที่ลอยด์พยายามค้นว่านักบุญที่มีชีวิตอย่างโรเจอร์สมีอยู่จริงหรือ หรือเขาก็แค่คนเสแสร้งต่อหน้ากล้องอีกคนที่แนบเนียน และอีกด้านหนึ่งลอยด์เองก็ถูกตัวตนของโรเจอร์สเข้ามาเปลี่ยนแปลงมุมมองด้านลบในชีวิตของเขาทีละน้อยๆ

ภาพจาก http://www.kwanmanie.com/

เพราะโรเจอร์สเชื่อเสมอว่าเราทุกคนกำลังเติบโต เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เองก็โตจากการแก้ไขสิ่งผิดเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีกว่า การเติบโตจึงไม่ใช่โอกาสของเด็ก แต่คือสิ่งที่ทุกคนยังเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้หนังจึงมีสายตาของลอยด์เป็นตัวละครนำในเรื่อง และเฟรด โรเจอร์ส เป็นเพียงตัวละครสมทบที่เข้ามาสะกิดลอยด์ให้รู้สึกตัวที่จะเติบโตขึ้นมากเสียกว่า ว่ากันตามจริง เราจึงพอรู้ทิศทางของหนังแนวนี้ได้อยู่แล้วว่าจะจบอย่างอิ่มอุ่นและแสดงความเข้าใจในตัวเองของตัวละครในท้ายที่สุด หากแต่สิ่งที่ผู้กำกับได้เข้ามาเติมเต็มคือการสร้างภาวะทางการเรียนรู้ที่มีบรรยากาศเฉพาะตัว ความแช่มช้าในการเล่าเรื่องอย่างที่โลกยุคนี้ไม่หลงเหลือ

ทุกวันนี้ทุกคนล้วนอยากเป็นคนสำคัญ เพราะเราจะสำคัญขึ้นอย่างไรในเมื่อเราไม่ใช่คนพิเศษอย่างดารา ไฮโซ อัจฉริยะ หรือคนมีชื่อเสียง เราเรียนรู้ที่จะโหวกเหวกโวยวายเหมือนเด็กเรียกร้องความสำคัญ ทุกอย่างต้องดัง ต้องวูบวาบว่องไว ดึงดูดความสนใจคนอื่นได้มาก โพสต์สวยๆ คำแปลกๆ ภาพถ่ายประดิดประดอยบนโลกของสังคมเครือข่ายล้วนเปี่ยมด้วยอารมณ์เกินจริง เหมือนทุกคนเป็นดาราละครเวทีที่ต้องทำตัวเด่นให้ผู้ชมทั้งโลกของสังคมเครือข่ายสนใจคอยเรียกยอดกดไลก์ และถูกไถฟีดออกไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ความสุขของคนเราจึงวูบไหวรุนแรงและชั่ววูบ เพราะทุกคนต้องแข่งกันเป็นคนพิเศษ โรเจอร์สคือคนที่ขาดหายไปในยุคนี้ คนที่ทำให้เรารู้ว่าเราพิเศษเพียงพอแล้วด้วยการที่เขาตั้งใจฟังเรา ตั้งใจรู้จักเรา ชื่นชมในแง่ดีงามแม้เพียงเล็กน้อยของเรา และทำให้เรารู้ว่าเราเองก็ทำให้คนอื่นเป็นคนพิเศษอย่างที่เขาเป็นได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับใคร โดยทำต่อผู้อื่นอย่างที่โรเจอร์สเป็น ผู้เขียนออกจะชอบคำพูดหนึ่งในหนังที่โจแอนภรรยาของโรเจอร์สได้คุยกับลอยด์ว่าเฟรดไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่านักบุญที่มีชีวิต เพราะมันจะทำให้คนอื่นมองเขาเป็นตัวตนพิเศษ และจะทำให้ไม่เชื่อว่าตัวพวกเขาเองก็ทำอย่างเฟรด ก็เป็นอย่างเฟรดได้

ภาพจาก https://goatfilmreviews.com/

หนังเรื่องนี้จึงเหมือนเครื่องผลิตมวลความสุขจากจังหวะการเล่าเรื่องที่งดงาม บุคลิกของตัวละครจากบุคคลจริงที่มีพลังบวกท่วมท้น มุมความคิดทั้งคำพูดและภาษาหนังที่เรียบง่ายแต่คมคาย เป็นหนังที่เติมเต็มความบกพร่องในจิตใจมนุษย์ยุคเราสมคำโปรยที่ว่า “หนังที่คนยุคนี้ขาดหายและจำเป็นในโมงยามนี้” และแม้มันจะไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างหนังออสการ์หรือหนังยอดเยี่ยมทั้งหลายควรมี แต่มันก็พิเศษในความลงตัวแบบพอดี สร้างความสุขแบบพอดี เหมือนจังหวะของหนังที่สร้างเสียงสะท้อนกับจิตใจของเราที่เหน็ดเหนื่อยจากโลกที่มันหมุนไวจนเรารู้สึกถึงความสุขไม่ทันได้อย่างดีมากๆ

หนังเองไม่ได้มีลุ้นอะไร และนี่คือหนังที่เหมาะกับคริสต์มาสและวันปีใหม่ ที่ควรได้ดูสำรวจตัวเองอีกครั้ง และรับมวลความสุขจากอดีตมาเยียวยายุคสมัยของเราอย่างแท้จริง

 

Don`t copy text!