Being There

Being There

โดย : ภาสกร ศรีศุข

Loading

นอกจากนวนิยายออนไลน์สนุกๆ ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากนักเขียนมากมายแล้ว อ่านเอายังมีเรื่องหนังมาเล่าให้อ่านในคอลัมน์  “อ่านเอาเล่าหนัง” โดย โอ่ง – ภาสกร ศรีศุข ผู้มีความสนใจในเรื่องภาพยนตร์และมีความรักในการอ่านการเขียน เขาจึงเขียนมาเล่าให้ชาวอ่านเอาได้อ่านออนไลน์

************************

Being There

ผู้กำกับ : Hal Ashby

ผู้อำนวยการสร้าง : Andrew Braunsberg

ผู้เขียนบท : Jerzy Kosiński

อ้างอิงจากนวนิยายเรื่อง Being There โดย Jerzy Kosiński

นักแสดง : Peter Sellers, Shirley MacLaine, Jack Warden, Melvyn Douglas, Richard Dysart, Richard Basehart

ดนตรีประกอบ : Johnny Mandel

ผู้กำกับภาพ : Caleb Deschanel

ผู้ตัดต่อ : Don Zimmerman

Being There เป็นเรื่องของแชนซ์ ชายปัญญาอ่อนคนหนึ่งซึ่งอายุก็ปาไป 50 กว่าปีแต่มีสมองไม่ต่างอะไรกับเด็กอายุ 5 ขวบ เขาได้รับการเลี้ยงดูจากชายชราคนหนึ่งพร้อมกับพี่เลี้ยงซึ่งเป็นผู้หญิงผิวดำ ตลอดชีวิตนั้นแชนซ์ไม่เคยก้าวเท้าออกนอกบ้านเลย เขาหมดเวลาไปกับการทำสวนและการชมโทรทัศน์ เมื่อชายชราเสียชีวิต แชนซ์จึงถูกไล่ออกจากบ้านโดยทนายที่ไร้ความเมตตา

Being There เป็นผลงานกำกับโดย ฮัล แอชบี ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดังของ เจอร์ซี โคซินสกี ในชื่อเดียวกัน คำว่า Being There นี้โคซินสกีน่าจะล้อเลียนมาจากชื่อหนังสือ Dasein ของนักปรัชญาชาวเยอรมันคือ มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ มา หากดูโดยภาพรวม Being There ดูเหมือนจะสะท้อนแนวคิดปรัชญาของ มาร์ติน ไฮเด็กเกอร์ ไม่มากก็น้อย (แต่ถ้ามองในปัจจุบันก็วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นก็ได้) เข้าใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะดีไปไม่ได้หากปราศจากนักแสดงนำคือ ปีเตอร์ เซลเลอร์ส ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักแสดงแนวตลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคนหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเพลงประกอบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันไม่น้อย ฉากที่แชนซ์ใส่ชุดสากลเชยๆ ออกนอกบ้านและเดินไปตามถนนของย่านเสื่อมโทรมที่มีแต่คนผิวดำ มีเพลงประกอบก็คือ Also Sprach Zarathustra ของ ริชาร์ด สตราสส์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกนำไปใช้ใน 2001:Space Odyssey ของ สแตนลีย์ คูบริก จนกลายเป็นเพลงเอกของภาพยนตร์ แต่ในแบบของ Being There เป็นทำนองดนตรีฟังราวกับจะบอกว่าแชนซ์บัดนี้กำลังก้าวเข้าไปสำรวจอวกาศอันกว้างใหญ่และแสนลึกลับตามสายตาของเขาซึ่งความจริงก็เป็นแค่สหรัฐอเมริกาในปลายทศวรรษที่ 70s ที่เต็มไปด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมสารพัดซึ่งรัฐบาลแก้ไขไม่ได้ ภาพยนตร์ยังได้มีฉากที่น่าขบขันคือเมื่อแชนซ์ถูกล้อมกรอบและข่มขู่โดยแก๊งเด็กผิวดำ แชนซ์ก็ได้ใช้รีโมตคอนโทรลที่ติดมือมาด้วยเพื่อเปลี่ยนช่องให้พวกเด็กนรกหายไปแต่ไม่สำเร็จ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมโลกภายนอกจึงไม่เหมือนกับโทรทัศน์ …แต่อย่าไปว่าเขาเลย แม้แต่เราเองซึ่งเป็นคนสติปัญญาธรรมดายังสับสนระหว่างชีวิตจริงกับภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์หรือแม้แต่โฆษณาเลย

ทว่าโชคชะตาก็มาล้อเล่นกับแชนซ์ขณะเขากำลังเร่ร่อนไปในถนนยามค่ำคืนอย่างไร้จุดหมายนั้น รถลีมูซีนคันหรูก็ถอยมาชนเขาจนได้รับบาดเจ็บ เจ้าของรถเห็นว่าท่าทางแชนซ์เป็นคนดี ไม่โวยวายเหมือนอเมริกันชนทั่วไปที่ชอบฟ้องศาลเป็นนิจก็นำเขาไปส่งโรงพยาบาล แต่แล้วเธอเปลี่ยนใจพาไปบ้านแทน แต่เจ้าของรถยนต์หาใช่มิจฉาชีพไม่ เพราะเธอคือ อีฟ แรน ภรรยาของ เบนจามิน แรน นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของอเมริกา บ้านของอีฟนั้นแทบไม่ต่างอะไรจากโรงพยาบาลก็เพราะเต็มไปด้วยเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ที่เตรียมพร้อมมาเพื่อรักษาเบนจามินที่กำลังล้มป่วย แชนซ์ได้สร้างความประทับใจให้กับท่านผู้เฒ่าอย่างมากจนเขาเข้าใจว่าแชนซ์เป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่มีความสุขุมประเภทพูดน้อยต่อยหนักแฝงด้วยปรัชญาอันลุ่มลึกแต่ธุรกิจล้มละลายเลยต้องมาตกยากเช่นนี้ แชนซ์จึงได้รับการเชื้อเชิญให้อาศัยอยู่ด้วยอย่างไม่มีกำหนดและคนในบ้านเข้าใจว่าแชนซ์มีชื่อจริงว่า ‘แชนซ์ เดอะการ์เดนเนอร์’ เพียงเพราะแชนซ์บอกว่าเขาเป็นคนสวน

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ตอนที่ไม่น่าเชื่ออีกตอนหนึ่งคือวันหนึ่งประธานาธิบดีบ็อบบีได้เดินทางมาเยี่ยมเบนจามินในฐานะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของทำเนียบขาว เบนจามินยินดีจะให้แชนซ์อยู่ด้วยขณะพบกับประธานาธิบดี จึงเป็นฉากที่น่าประหลาดอยู่ไม่น้อยว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนแชนซ์เป็นแค่คนจรจัดที่ถ้าไม่เจออีฟก็คงจะนอนตายอยู่ข้างถนน แต่วันนี้เขากลับได้จับมือและพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างสนิทสนม ประธานาธิบดีนั้นเข้าใจว่าแชนซ์ต้องมีอะไรดีสักอย่างจึงได้รับการยกย่องจากเบนจามินเลยขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ แชนซ์ซึ่งไม่รู้อะไรเลยนอกจากการทำสวนจึงบอกแบบซื่อๆ ว่า “… ตราบใดที่รากนั้นยังไม่เสียหาย ทุกอย่างก็จะงอกงามอยู่ในสวน … ในสวน การเจริญเติบโตมีฤดูกาลเป็นของตัวเอง ครั้งแรกฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนได้มาเยือนแต่เราก็จะพบกับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนก็จะเวียนมาอีกครั้ง”

คำแนะนำอันเรียบง่ายแบบนี้กลับถูกตีความจากประธานาธิบดีว่าเป็นการอุปมาอุปไมยเหมือนกวีไฮกุของศาสนาพุทธนิกายเซนว่าต้องทำให้รากฐานแบบเศรษฐกิจมั่นคงเพื่อให้วิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นไปและความเจริญรุ่งเรืองกลับมาอีกครั้ง เขาจึงนำไปแถลงต่อสาธารณชนและได้ให้คำยกย่องแก่แชนซ์ด้วย แชนซ์จึงกลายเป็นคนดังไปทั่วอเมริกา นิตยสารและรายการโทรทัศน์ต่างแห่กันมาสัมภาษณ์เขา เมื่อแชนซ์ได้ออกงานสังคมโดยการนำของอีฟซึ่งก็แอบชอบเขาเหมือนกัน ใบหน้าที่เรียบเฉยและคำพูดง่ายๆ ตามประสาคนปัญญาอ่อนของแชนซ์กลับถูกตีความจากคนรอบข้างว่าเป็นบุคลิกและวาทะของปราชญ์ผู้หยั่งรู้โลก คำพูดบางประโยคที่ดูประหลาดๆ คนก็ตีความว่าเป็นอารมณ์ขันของแชนซ์  ผู้ที่ถูกภาพยนตร์เสียดสีแรงไม่แพ้กันคือท่านประธานาธิบดีที่เริ่มระแวงสงสัยในปูมหลังของแชนซ์จึงให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไอไปสืบประวัติของแชนซ์ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเขาเลย ทำให้ประธานาธิบดีเข้าใจว่าชายคนนี้ได้ถูกลบประวัติอันเก่งกาจไปแล้วเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการ ความเชื่อเช่นนี้ยิ่งทำให้ท่านเครียดยิ่งขึ้นถึงขั้นเซ็กซ์เสื่อมเลยทีเดียว  ผู้เขียนเข้าใจว่าภาพยนตร์น่าจะเอาบุคลิกของประธานาธิบดีในยุคนั้นคือ จิมมี คาร์เตอร์ ซึ่งมีบุคลิกของคนอ่อนแอและขาดความเชื่อมั่นในตัวเองมาเป็นตัวตนของประธานาธิบดีในภาพยนตร์ก็เป็นได้

แนวคิดสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการที่แชนซ์และคนรอบข้างของเขาต่างไม่เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของกันและกันได้เพียงแต่การตีความจากภาษาหรือลักษณะภายนอก ลักษณะนี้ก็คงจะเทียบเคียงได้กับ Being ในหนังสือของไฮเด็กเกอร์กระมัง นั้นคือ Being ซึ่งเป็นรากฐานของสิ่งต่างๆ แฝงเร้นอยู่ในภาวะหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยเข้าถึง ในภาพยนตร์มนุษย์ก็เปรียบได้ดังแชนซ์ซึ่งไม่เข้าใจโลกของผู้ใหญ่ เขาหลงอยู่แต่โลกของตัวเองซึ่งมีอิทธิพลหลักคือโทรทัศน์ ในขณะเดียวกันคนอเมริกันต่างก็มองแชนซ์ในภาพที่ไกลจากตัวตนที่แท้จริงของเขาจนใกล้เคียงกับพระเจ้าขึ้นเรื่อยๆ มุมมองเช่นนั้นไม่ต้องสงสัยว่าเกิดจากการถูกสะกดจิตโดยสื่อมวลชนที่ประสบความสำเร็จในการสร้างลัทธิ ‘เห่อบุคคล’ ที่มีผลต่อการเลือกประธานาธิบดีของคนอเมริกันตลอดมาไม่มากก็น้อย หากเรามองสังคมอเมริกันในด้านลบ

ในตอนจบของภาพยนตร์ แชนซ์ได้ก้าวไปสู่จุดที่คนดูภาพยนตร์ยังคาดไม่ถึง (อันสมกับชื่อของเขาคือ Chance แปลว่า ‘โอกาส’ หรือ ‘โชค’)  คืออาจจะได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองที่ประธานาธิบดีสังกัดอยู่เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยหน้า มีเพียงไม่กี่คน เช่น หมอประจำตัวของเบนจามิน ทนายความ 2 คนที่ขับไล่แชนซ์ออกจากบ้าน รวมไปถึงหลุยส์ ผู้หญิงผิวดำที่เคยเลี้ยงแชนซ์มาที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของแชนซ์ แต่คำรำพึงหรือความต้องการสะท้อนความจริงของแชนซ์ต่อคนเหล่านั้นก็คงเหมือนกับน้ำหยดเล็กๆ ในมหาสมุทรแห่งความศรัทธาอันมืดบอดของคนอเมริกันนั่นเอง

Don`t copy text!