ว่าด้วยเรื่องความสวยงาม

ว่าด้วยเรื่องความสวยงาม

โดย : คุณนายฮวง

นอกจาก นิยายออนไลน์ สนุกๆ แล้ว อ่านเอา ยังมีคอลัมน์ ‘(เรื่องเล่า) 6,200 วันในไต้หวัน’ โดย คุณนายฮวง สาวไทยสุดไฮเปอร์ที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ไทเปได้หลายปีดีดักกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตต่างแดนที่เต็มไปด้วยสีสันและมุมมองหลากหลาย เรื่องราวดีๆ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

***********************************

– ว่าด้วยเรื่องความสวยงาม –

สัปดาห์นี้เลยขอเล่าเรื่องเบาสมอง ว่ากันด้วยเรื่องความสวยความงามกันดีกว่า พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีรายการคุณขอมาจากน้องที่อ่านเอาเรื่องแฟชั่นไต้หวัน น้องเขาบอกว่า อยากรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นยังไง สมัยตอน F4 ดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วเอเชียเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน น้องเขาบอกว่า ที่เมืองไทยแฟชั่นนี่ได้แรงบันดาลใจจาก F4 เลย อิฉันก็เพิ่งรู้ตอนน้องเขาคุยให้ฟังนี่ล่ะ เพราะตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่บอสตัน จำได้แต่ว่าทรงผมฮิตระเบิดไปทั่ว ที่รู้เพราะหลานชายก็ไว้ผมทรง ‘เต้าหมิงซื่อ’ กะเขาด้วย😁

ตอนมาถึงเกาะนี้ใหม่ๆ ไปเดิน window shopping แล้วก็ต้องถอนหายใจ เฮ้อ นึกในใจว่า ทำไม้ทำไมสาวๆ ที่นี่เขาถึงได้ผู้ยิ้งผู้หญิงกันขนาดนี้นะ เสื้อผ้ามีแต่แนวลูกไม้ระบายๆ โบว์ติดตรงนี้นิดตรงนี้หน่อย คุณนายฮวงผู้นิยมแนวมินิมอล เรียบเท่เก๋ดูดีมีแมนๆ หน่อย คงจะต้องมีรายการบินกลับไปช้อปเสื้อผ้าที่อเมริกาเป็นระยะแน่เลย ถึงขั้นคิดว่า เอ๊ หรือเราจะเป็นตัวแทนนำเข้า GAP กับ Banana Republic ดีไหม แต่เผอิญสมัยโน้น GAP ยังไม่มีนโยบายขยายสาขาออกนอกประเทศตัวเอง กว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป โดน Zara กับ Uniqlo ครองตลาดอินเตอร์ไปเรียบร้อยโรงเรียนสเปน+ญี่ปุ่นซะแล้ว ไม่ใช่แค่เสื้อผ้านะคะที่ทำให้ฉันคิดเรื่องไปช้อปที่อเมริกา อีกเรื่องคือรองเท้าค่ะ มาถึงเจอแต่ฝนตกมันทุกวี่ทุกวัน หนาวก็หนาวอีก จะหารองเท้าบู๊ตไว้ใส่กันฝนกันหนาวซะหน่อย ไม่มีเบอร์เก้าของผู้หญิงค่ะ! เดินหาทุกห้างในไทเป (เท่าที่รู้จักในตอนนั้น) เบอร์ใหญ่สุดแค่เบอร์แปด โอย ประเทศนี้ผู้หญิงเขาเท้าเล็กกันจังเลย จนเดี๋ยวนี้บางทีเจอรองเท้าขายอยู่ร้านริมถนนน่ารักดี ถามหาเบอร์ใหญ่สุดก็ยังแค่เบอร์แปดนั่นล่ะ เซ็งจริง

ที่ไทเปนอกจากตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าตามถนนต่างๆ แล้ว มีอีกที่นึงที่จัดเป็นแหล่งแฟชั่นของชาวไทเปมาช้านานนั่นคือ ‘อู่เฟินผู่’ ถ้าจะให้คำจำกัดความ ‘อู่เฟินผู่’ อดีตหมวยเยาวราชอย่างฉันคงตอบว่า ก็ ‘โบ๊เบ๊’ นั่นแหละ เอ! จะย้อนยุคไปหน่อยไหมคะ งั้นขอตอบใหม่ว่า น่าจะใกล้เคียงกับ ‘แพลตินัม’ ตรงแยกประตูน้ำมั้งคะ ที่ตอบแบบนี้เพราะฉันยังไม่เคยไปถึงแพลตินัมสักที มีเรื่องขำๆ ที่เพื่อนๆ แซวฉันเล่นกัน เพราะด้วยความที่ไม่ค่อยรู้จักกรุงเทพฯ แล้ว เวลานัดกันฉันจะขอให้สถานที่เป็นแถวๆ สยามสแควร์ – แหล่งคุ้นเคยของฉันตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น เพื่อนเลยถามว่า “ทำไม อาจารย์คงท่านโยงสายสิญจน์ไว้รึไง เอ็งถึงออกเกินกว่ารัศมี 2 กิโลเมตรจากบ้านไม่ได้!!” ฮ่าฮ่าฮ่า ทำนองนั้นล่ะเพื่อน ^^ ออกนอกเรื่องอีกแล้ว กลับมาอู่เฟินผู่กันต่อนะ😅  ที่นี่ถ้าคุณมาช่วงลดราคาตอนเปลี่ยนฤดูกาล แล้วตาดีๆ เลือกเก่งๆ ล่ะก็ ได้ของดีราคาถูกเชียวล่ะค่ะ มีร้านค้ามากมายให้เดินเลือกกันแบบหาทางออกไม่ค่อยจะเจอกันเลยทีเดียว ฉันนี่ล่ะค่ะคนนึงที่เดินเข้าไปแล้วหลงทิศทุกที เคยจะเดินกลับมาหาร้านที่ขายเสื้อสไตล์คอจีนสวยๆ ที่เคยมาเห็นครั้งนึง ไม่สำเร็จหาไม่เจอค่ะ >.< แล้วก็ไม่ได้มีเฉพาะของไต้หวัน ร้านขายเสื้อผ้าที่นำเข้าจากเกาหลีก็มีเยอะอยู่ ส่วนเสื้อผ้าเด็กก็มีนะคะ

คนที่นี่แต่งตัวกันตามสบายค่ะ แฟชั่นจะออกแนวลำลองซะเยอะ แล้วก็นิยมใส่รองเท้ากีฬากัน ถ้าใครมาเที่ยวลองสังเกตดูเถอะค่ะ จะหาคนใส่รองเท้าส้นสูงแทบไม่เจอ stiletto heel (ภาษาไทยเรียกส้นเข็มใช่ไหมคะ)นี่น่ะลืมไปได้เลย อันนี้ฉันว่าคงเป็นเพราะคนที่นี่ใช้ระบบขนส่งมวลชนกันเป็นส่วนใหญ่ เลยต้องใส่รองเท้าที่เดินสบายและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เข้าถึงออฟฟิศแล้ว อาจจะมีบางคนที่เปลี่ยนใส่ dressing shoe บ้าง เหมือนกับพวกสาวออฟฟิศในแมนฮัตตัน นิวยอร์กนั่นแหละ นี่ว่าตามที่เคยเห็นมานะคะ ตอนที่คิดจะเขียนเรื่องแฟชั่นที่นี่ ลองคุยถามความเห็นน้องคนไทยที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานนักดู น้องเขาบอกว่า “คนที่นี่แต่งตัวสู้บ้านเราไม่ได้หรอกพี่ ดูเขาแต่งกันง่ายๆ ไม่ค่อยใส่เครื่องประดับ มี accessories กันเท่าไร ยังคุยๆ กับพวกเพื่อนแม่บ้านกันเลยว่า พวกเราอยู่ๆ ไป เริ่มติดสไตล์ที่นี่ไปแล้ว แต่งตัวเป็นป้าขึ้นเรื่อยๆ ฮ่าฮ่าฮ่า” เออแฮะ ท่าจะจริงนะ ฉันเองก็เดี๋ยวนี้ แต่งตัวเอาสบายเข้าว่าเหมือนกัน 😅

ยังจำได้เลยว่า ตอนที่มาถึงใหม่ๆ แล้วเลขานายที่ออฟฟิศของคุณชายแต่งงาน สถานที่คือภัตตาคารที่เป็นแบบรับจัดงานแต่งงานโดยเฉพาะ อยู่ในช้อปปิ้งมอลล์แถวๆออฟฟิศคุณชาย (อยู่แถวสถานีรถไฟฟ้า Sun Yat Sen Memorial Hall) คุณชายบอกว่าให้ไปเจอคุณชายที่ออฟฟิศ เลิกงานแล้วก็เดินไปกัน วันนั้นฉันก็จัดแจงแพ็กชุดกระโปรงแซ็กสั้นเข้ารูปความยาวเหนือเข่ากับรองเท้าคัตชูส้นเตี้ย ตุ้มหูหนีบคู่เก่งอีกหนึ่ง แบกใส่เป้ไปเรียนภาษาจีนที่ซือต้าด้วย ตกเย็นก็ไปหาคุณชาย แวะเข้าห้องน้ำจัดการแปลงโฉมเรียบร้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปเพื่อเอาเป้ทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานคุณชาย พอเริ่มเคลื่อนขบวนเดินกันไป ฉันก็เริ่มแปลกใจ เอ๊ะ ทำไมสาวๆ เพื่อนร่วมงานคุณชายเขาไปกันทั้งกางเกงยีนส์เลยล่ะ คือเป็นบริษัทพวกดีไซน์เนี่ย ส่วนใหญ่พนักงานมักจะใส่ยีนส์มาทำงานกัน อันนี้ไม่แปลก ชินตั้งแต่อยู่อเมริกาแล้ว แต่เอ นี่จะไปงานแต่งงานกันนะ หรือว่าเขาจะไปเปลี่ยนกันที่โน่น แต่ก็ไม่เห็นมีถุงสัมภาระอะไรเลยนี่ พอไปถึงงาน โอ้โฮ นอกจากเจ้าสาวแล้วก็มีอิฉันนี่ล่ะค่ะที่ใส่กระโปรงสวยงามอยู่คนเดียว! เอิ่ม culture shock วิ่งเข้าชนคุณนายฮวงโครมใหญ่ เล่นเอามึนไปเลย แถมบรรดาดีไซเนอร์ผู้ชายบางคนใส่เสื้อทีเชื้ตเลยด้วยซ้ำ งงหนักยิ่งกว่าตอนที่กลับมาจากอเมริกาใหม่ๆ แล้วไปงานแต่งงานเพื่อนที่ร่วมเรียนกันมาตั้งแต่ประถมยันมหาวิทยาลัยเดียวกันตลอด ตอนนั้นจำได้ว่างงกับการเห็นคนไทยใส่ชุดราตรียาวไปงานแต่งงานกัน คือปกติฉันมักจะชอบใส่กระโปรงเหนือเข่าพอดี เพราะเป็นคนคล่องแคล่ว เดินก้าวยาว เลยจะแต่งตัวเพื่อความสะดวกในการเดินเหินของตัวเอง แต่ในงานแต่งงานเพื่อนคนนั้นฉันก็ยังไม่รู้สึกแปลกแยกมาก แค่งงกับแฟชั่นชาวไทยที่เปลี่ยนไปในช่วงเวลาที่ฉันอยู่อเมริกาเท่านั้นเอง แต่มาเจอแฟชั่นในงานแต่งงานของคนไต้หวันนี่ เล่นเอามึนจริงๆ มานึกๆ ดู ตอนทำงานอยู่การบินไทย แล้วถ้าเย็นต้องไปงานต่อ เราก็ไปกันทั้งชุดทำงานนั่นล่ะ แต่ด้วยความที่ใส่กระโปรงไปทำงาน มันก็เลยไม่รู้สึกอะไร คนไต้หวันเขาก็เหมือนกัน เลิกงานแล้วก็ไปต่อเลย เผอิญว่าเขาใส่กางเกงไปทำงานกันน่ะนะ (แล้วก็ไม่ขยันหอบชุดมาเปลี่ยนอย่างฉัน😆) งานนั้นคุณนายฮวงเลยเป็นดาวเด่น แจ้งเกิดเลยค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

จริงๆ แล้วเคยเห็นคนที่จะไปงาน แล้วแต่งตัวมาจากบ้าน (วันนั้นเป็นวันอาทิตย์) ขึ้นรถไฟฟ้านั่งอยู่ตรงข้าม ถึงแม้อาเจ๊เขาใส่กางเกง แต่ก็เป็นชุดที่ดูดีหรูนิดๆ รองเท้าก็ส้นสูงสักนิ้วนึงได้ พอเดาได้ว่าคงจะไปร่วมงานแต่งงาน (พอดีเจ๊ลงที่สถานีเจี้ยนหนัน ที่มีภัตตาคารสำหรับจัดงานแต่งใหญ่ยักษ์อยู่น่ะ ฉันก็เลยเดาได้) สรุปได้ว่า จริงๆ เขาก็ให้เกียรติเจ้าภาพอยู่เหมือนกันนะ ไม่ใช่แต่งตามสบายจนเกินไป แต่ถ้าเป็นวันทำงานก็คงไม่ขยันหอบไปเปลี่ยนเท่านั้นเอง😉 แล้วเท่าที่คุยกันกับน้องๆ คนไทย เราก็สรุปกันได้ประมาณนี้ล่ะค่ะ แต่ถ้าพวกที่ขับรถหรือนั่งแท็กซี่ เขาคงก็ใส่กันหรูหรา รองเท้าส้นสูงได้ตามสบายใจชอบ

เล่มซ้ายมือเป็นสินค้าทุกชนิดยกเว้นเครื่องสำอางค์ แต่เล่มขวามีเฉพาะเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

ด้านในของเล่มเครื่องสำอางค์

คุยให้ฟังเรื่องการดูแลผิวพรรณของคนไต้หวันกันนิดนึง เพราะมีเพื่อนถามมาว่า คนไต้หวันเขาผิวดีกันโดยกำเนิด หรือเขามีเคล็ดลับดูแลผิวพรรณกันเป็นพิเศษ เท่าที่คุยๆ ดูกับเพื่อนคนไต้หวัน หรือน้องคนไทยที่แม่สามีรักสวยรักงาม คนไต้หวันจะใช้วิธีดูแลเรื่องอาหารการกิน ประมาณว่าสวยจากข้างในกันดีกว่า พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ขับถ่ายทุกวัน เลือกกินสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างที่เคยเล่าไปในบทอาหารบำรุงสุขภาพนั่นล่ะค่ะ นอกจากนั้นก็ใช้พวกสกินแคร์เหมือนผู้หญิงรักสวยรักงามทั่วโลก เวลาที่สินค้าพวกนี้ลดแลกแจกแถมสุดๆ ก็คือตอนวันแม่กับช่วงลดราคาใหญ่ประจำปี จัดได้ว่าเป็นช่วงนาทีทองสำหรับสาวน้อยสาวใหญ่กันเลยค่ะ ตอนมาถึงปีแรกเห็นข่าวคนยืนรอห้างเปิดกันตั้งแต่ไก่โห่ เพราะจะรอซื้อพวกเครื่องประทินผิวที่แต่ละยี่ห้อจะมีโปรโมชันจำกัดว่ามีแค่กี่ชุดสำหรับการลดราคางวดนี้ เห็นแล้วก็ เฮ้อ… นะ เขาขยันกันดีจริง จริงๆ คุณนายฮวงก็อยากสวยกับเขาเหมือนกัน แต่ความขี้เกียจเยอะอยู่😅 คุณพ่อสามีเคยซื้อชุดบำรุงผิวให้ตอนมาถึงใหม่ๆ (คุณชายบอกว่า คงมีคนมาขายแล้วช่วยซื้อมั้ง เพราะตอนนั้นพ่อเขายังไม่เกษียณค่ะ) เปิดมาดูแล้วก็ โอย มีโพยบอกว่าต้องใช้ขวดไหนก่อน เป็นขั้นตอนไป มีทั้งหมดเจ็ดขั้นตอนได้ ไม่ไหวมั้ง กว่าจะได้นอนต้องทาหน้าตั้งเจ็ดขวดเชียว ว่าแล้วก็ยกให้คนอื่นเหอะ อิฉันขออาบน้ำเสร็จก็กระโดดขึ้นเตียงนอนได้เลยดีกว่านะ😂😆

 

Don`t copy text!