มุมมืดของดิฉัน

มุมมืดของดิฉัน

โดย : หมอกมุงเมือง

Loading

บรรณาภิรมย์ โดย หมอกมุงเมือง คอลัมน์ที่อ่านเอาขอมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้อ่านด้วยภาพปกสวยๆ และเนื้อเรื่องในแบบต่างๆ ของนักเขียนชั้นครูที่เคยผ่านมือ ผ่านตาและผ่านใจ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงผลงานของนักเขียนแต่ละท่านให้พอหายคิดถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วเนิ่นนาน ภาพและตัวอักษรจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในยุคของการอ่านออนไลน์

เมื่อเอ่ยถึงนักเขียนรุ่นครูสำนวนสวิง ผู้ที่เป็นต้นแบบในการเขียนสไตล์นี้ในยุคแรกๆ เชื่อว่านักอ่านจะต้องนึกไปถึงนามนักเขียนชาย วิตต์ สุทธเสถียร อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน สำหรับในส่วนของนักเขียนสตรีเอง ก็มีอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้มีลักษณะสไตล์สำนวนภาษาอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น โดยเฉพาะงานเขียนในเชิงกามาวิจิตร เป็นที่กล่าวถึงอย่างเกรียวกราวในยุคก่อนด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ ธิดา บุนนาค ซึ่งท่านเองก็ได้รับรางวัลนราธิป เมื่อปี พ.ศ. 2551 ที่ผ่านมา

สำหรับบรรณาภิรมย์ในครั้งนี้ ผมขอเขียนบันทึกการอ่านนี้ขึ้นเพื่อแสดงคารวาลัย ต่อการจากไปของ คุณธิดา บุนนาค ในวัย 96 ปี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ด้วยครับ (ท่านเกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2471)

ณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนนิยายและสารคดี ได้เขียนเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับท่านเอาไว้ ในหนังสือ เย็นน้ำหมึก ตอนหนึ่งว่า

ธิดา บุนนาค ถนัดทั้งเรื่องสั้น และเรื่องยาวที่เรียกขานกันว่าประชดสังคม และเบื้องหลังสังคมในรูปแบบสำนวนสวิง เธอโด่งดังจาก มุมมืดของดิฉัน บุหลัน(พระจันทร์)เปลือย เรื่องหลังนี้เปิดฉากที่น้ำตกบาเจาะ บทพิศวาสวาบหวามอย่าบอกใคร ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนสำนวนสวิง และนักเขียนกลุ่มหัวก้าวหน้า รุ่นเดียวกับ อิศรา อมันตกุล

ศิราณี ตอบปัญหาหัวใจในไทยรัฐ ธิดา บุนนาค ก็ประจำคอลัมน์ไขปัญหาชีวิตในเดลินิวส์ ทุกวัน เช่นกัน

สำหรับ ‘มุมมืดของดิฉัน’ คือนิยายชีวิตของหญิงสาวหกคน ที่มีชีวิตรักและกามารมณ์อันแตกต่างกัน เป็นมุมมืดของแต่ละอนงค์นางที่เฝ้าเพ้อฝัน และคลั่งต่อสิ่งเย้ายวน ปล่อยตัวให้ตกอยู่ในอำนาจของดำฤกษณา และสำหรับหญิงสาวคนแรก ที่ธิดานำมาแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักก็คือ ศรีวรรณ

ศรีวรรณเป็นเด็กอนาถา อยู่โรงพยาบาล เพราะแม่ซึ่งเป็นชาวจีน คลอดทิ้งแล้วหนีจากไป ต่อมามีคุณนายผู้เมตตานำไปเลี้ยงดูไว้ เมื่ออายุประมาณสองขวบ ครั้งเติบโตสักหน่อยพอรู้ความ ศรีวรรณก็เริ่มมีความวิปริตของจิตใจ!

เมื่อเริ่มเติบโตเป็นสาวเพียงไม่กี่ปี นอกจากนิสัยขี้ขโมยแล้ว หล่อนยังมีความต้องการทางอารมณ์สูง มันเริ่มต้นตั้งแต่คนสวนชราลาออกไป และรับคนสวนหนุ่มเข้ามาทำงานในบ้าน เด็กสาวจะชอบไปยั่วยวนไอ้ขำ คนสวนหนุ่มเพื่อหาคำตอบบางอย่างให้กับตัวเอง แม้ว่านายขำจะมีความยับยั้งชั่งใจเต็มที่ ก็ตาม

“ถ้าแกไม่กอด ฉันจะกอดแก”

แล้วหล่อนก็กรากเข้าไปกอดเขา ศรีวรรณก็ยิ่งกำเริบและติดใจในสาบอุ่นๆ ของความเป็นหนุ่ม หล่อนเริ่มจูบ เริ่มโลมเขาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง เสื้อผ้าของศรีวรรณหลุดลุ่ยหมด ไม่ใช่ภาพโป๊ ไม่ใช่ภาพศิลปะ แต่เป็นภาพธรรมดาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งตั้งพานและเป็นบ้า

โชคดีที่ขำหักห้ามใจตัวเองได้สำเร็จ เพราะเขาเองก็มีหญิงคนรักอยู่แล้ว และเมื่อเรื่องรู้ถึงหูคุณนาย กลายเป็นศรีวรรณใช้ความใสซื่อของตัวเองบอกว่าถูกอีกฝ่ายล่วงเกินปลุกปล้ำ และคุณนายเองก็เชื่อในความเป็นเด็กหญิงใสซื่อไร้เดียงสาของหล่อน สุดท้ายขำก็ต้องตัดสินใจลาออกไปเสียเอง

ศรีวรรณเติบโตมาจนอายุย่างสิบสี่ และเริ่มริอ่านคบหากับสามล้อที่จอดรอผู้โดยสารปากซอย สุดท้าย ด้วยจริตจะก้านเกินวัย หล่อนตัดสินใจหนีตามคนรถคนหนึ่งไป แต่เพียงสามเดือนต่อมาเท่านั้น ผัวหนุ่มของศรีวรรณก็เซซังกลับมายังที่ทำงานเดิม

“เป็นอย่างไรวะ เมียดีของเอ็ง” เพื่อนๆ พากันรุมถาม

“ทนไม่ไหวอย่างพวกเอ็งทาย ผ่าวะ มันจะไม่ให้กูหากินเลย จะให้เฝ้าพะนอมันอยู่ในมุ้งตลอดเวลา สุดท้ายมันเลยด่าข้า แล้วหนีไปอยู่กับพวกโคมเขียว มันบอกกับข้าว่า ชีวิตอย่างนั้นของมันสบายเป็นที่สุดแล้ว เงินก็ได้ ผัวยังมีกกไม่ห่าง…”

เมื่อได้ยินบางคนก็ถอนใจ บางคนก็หัวเราะ

และชีวิตของศรีวรรณ ก็ค้นพบทางสว่างของตัวเอง!

เรื่อง : มุมมืดของดิฉัน

ผู้เขียน : ธิดา บุนนาค

สำนักพิมพ์ : ผดุงศึกษา

ปีที่พิมพ์ : 2497

เล่มเดียวจบ

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ ‘แม่หม้ายสาวร่านสวาทคนหนึ่ง’

หล่อนมีนามว่าโอบศิริ อายุสามสิบแปดปีเต็ม มีลูกสาวอายุสิบแปด และสิบหก ทั้งสามสามใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่ายและเปลืองเปล่าเต็มทน รวมถึงผู้ชาย!

โดยมีเด็กหนุ่มหน้าตาดี ที่ชื่อเทอญ เป็นเด็กรับใช้คนโปรด คอยดูแลเหล่าคุณๆ ทั้งสามแม้แต่การอาบน้ำนมให้คุณโอบศิริมาแล้วหลายครั้ง

 

“เนื้อหนังมังษาเป็นเรื่องของธรรมชาติ จริงไหมเทอญ ตายแล้วผุเปื่อยเน่าเหมือนกันหมด เทอญไม่มีใจคิดอกุศลไม่ใช่เรอะ…”

เทอญได้แต่หัวเราะ เขาจะตอบได้อย่างไรกับความเปลือยเปล่าที่อยู่เบื้องหน้า เขาไม่ใช่เด็กๆ ร่างกายของเขาหนุ่มเต็มที่ แต่กระนั้นเขาก็เป็นเทอญ ที่ไม่มีพิษสงอะไร

 

และนั่นคือสิ่งที่ท้าทายสามแม่ลูก ที่จะทำให้เด็กหนุ่มผู้มากขันติผู้นี้ ต้องตบะแตก!

+++++++++++++++++++++

เรื่องที่สาม คือชีวิตของแสงโสม ใน ‘เรื่องชีวิตของโสเภณีชั้นสูง’

เป็นเรื่องของแสงโสมและเรณู สองเพื่อนรักที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลก และญี่ปุ่นบุกเข้าเมืองไทยพอดี ทั้งสองพยายามผลักดันตัวเองในทุกวิถีทาง จากอีแสงโสมเด็กบ้านนอก มาเป็นพนักงานหน้าร้านขายของ จนเป็นเมียลับๆ ของนายห้าง เช่นเดียวกับเรณูที่เหลวแหลกมาก่อน จนมาทำงานอยู่กับนายห้างเช่นเดียวกัน

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม แต่ทั้งคู่ก็มีแผนการเอาตัวรอดไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงใช้ชีวิตได้อย่างมือเติบ สบายใจ รวมถึงเรื่องเสเพลของตัวเอง

“แสงโสมก็ก๋ากั่นทันเรณูมากขึ้นทุกวัน มองเห็นว่า การเปลี่ยนผัวเป็นของง่ายและไม่เป็นของแปลกอะไรสักนิด มีผัวอย่างไหน นักเลงรึ คอมปราโดร์รึ รึว่ รัฐมนตรี หรือนักการเมืองคนไหนจะอุปการะเป็นผัวได้ทั้งนั้น ขอให้แค่มีเงินให้ผลาญกับการพนันอย่างพอเพียงก็แล้วกัน”

และทั้งคู่ยังมียอดชู้ ที่ตนคอยปรนเปรอเลี้ยงดูเอาไว้ บำเรอความสุขอีกคนเอาเสียด้วย โดยเฉพาะแสงโสม ที่หลง ‘ฉวาง’ พระเอกของหล่อนจนหัวปักหัวปำ แม้แต่หาเงินมาช่วยชายหนุ่มลงทุนเรื่องต่างๆ จนความมาแตกว่าเงินทั้งหมดที่นำมาปรนเปรอฉวางก็คือการขายบริการ และฉวางก็เกิดรับไม่ได้ที่เมียตัวเองเป็นโสเภณี

“ผมอดทนมามากแล้ว ผมทนไม่ไหวที่จะให้ใครๆ มันพูดกรอกหูผมทุกวัน ว่าเมียอ้ายหวางมันเป็นโสเภณี ใครมีเงินร้อยสองร้อยก็พาไปนอนได้ ผมไม่ใช่ลูกผู้ชายหรือคุณโสม ผมเป็นคนนะ ผมไม่ใช่สัตว์”

โทสะแสงโสมพลุ่งขึ้นจนสุดขีด จนกระทั่งฟาดฝ่ามือลงไปดังเผียะบนใบหน้าด้านๆ ของเขา

“อาชีพโสมม อาชีพสกปรก ก็ไม่เพราะไอ้อาชีพสกปรกนี่นะรื้อ ได้คุ้มครองบารมีปกหัวคนอื่นมามากต่อมาก เมื่อหยิ่งถือดี เราก็อยู่ร่วมชายคากันไม่ได้ เก็บข้าวของไปซิ จะไปมุดหัวสถานเทวดาไหนก็เชิญ ไม่ใช่บ้านโสเภณีอย่างพวกฉันนี่…”

แล้วชีวิตของแสงโสมก็เริ่มต้นใหม่ในอาชีพเดิมอย่างไม่แคร์ใคร และไม่ต้องมีฉวาง สามีรูปหล่อผู้หน้าบางคนนั้นอีกต่อไป…

+++++++++++++++++++++++

สำหรับอีกสามเรื่อง เป็นเรื่องราวของฉาย แม่ค้าอ้อยควั่น ที่ ‘ขายทั้งตัวและขายอ้อยเหมาพร้อมกันเสร็จ’ ในขณะที่เรื่องโฉมเดือนกับแมงดา เป็นเรื่องราวของโฉมเดือนหญิงสาวสวย พรั่งพร้อม ที่มีพงษ์พันธ์เป็นคนรักอยู่แล้วและต่อมาเขาก็ไปเรียนต่อเมืองนอก ในเวลาอันเงียบเหงานั้นเอง เมื่อหล่อนตัดสินใจไปเรียนเต้นรำกับครูสอนรูปหล่อชัชวาลย์ ก่อนที่จะถูกเล่ห์สวาททำให้ต้องตกเป็นของเขา จากนั้นหล่อนก็ถูกแบล็กเมล์ต่างๆ นานา โดยชัชวาลย์ซึ่งเป็นเสมือนแมงดาในคราบนักเต้นรำ

จนกระทั่งพงษ์พันธ์กลับมา

โฉมเดือนต้องเลือกระหว่างการสารภาพความจริง กับการยอมให้ชัชวาลคอยรีดเงินใช้ต่อไป

และเรื่องสุดท้าย ‘สำคัญตรงขาอ่อน’ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ยาวที่สุดของเล่มนี้ เป็นเรื่อง คุณนายบัวทวี อดีตโสเภณีและปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงแรมฝันหวาน ชายทะเลแห่งหนึ่ง ที่มีหญิงบริการในสังกัดมากมาย แต่เธอก็มีปมในอดีต เมื่อเคยมีลูกกับนายแพทย์ผู้หนึ่ง และเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับตลอดมา จนกระทั่งได้มีโอกาสอุปการะเด็กสาวคนหนึ่งชื่อรสลิน ผู้ที่เธอรับมาให้เป็นแคชเชียร์ในโรงแรม แทนการเป็นโสเภณีเหมือนหญิงคนอื่น

ก่อนจะรู้ความจริงว่ารสลินเองเคยมีสามีมาก่อน และหล่อนได้หนีจากสามีมาด้วยความไม่เข้าใจกัน สามีของรสลินก็คือ นายแพทย์ปชา วิทิตธรรม ลูกชายคนเดียวที่หล่อนเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนั่นเอง

++++++++++++++++++++++

เรื่องราวในเรื่องสั้นเรื่องนี้ มีปมหลายปมด้วยกันและคลี่คลายลงในที่สุด โดยเฉพาะปมสุดท้าย หลังจากรสลินได้ปรับความเข้าใจกับสามีแล้ว และเขารับรู้ว่าสาวใหญ่ที่อุปการะภรรยาของตนก็คือ คุณนายบัวทวี อดีตโสเภณี และเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดตัวเอง

หมอปชาได้เผยความรู้สึกนั้นออกมาว่า เขาภูมิใจที่มีแม่ ไม่ว่าหล่อนจะเป็นใครหรือแม้แต่เป็นโสเภณีก็ตาม!

เรื่องราวใน มุมมืดของดิฉัน จึงเป็นเรื่องราวชีวิตหญิงสาวแต่ละคน บนเส้นทางกามารมณ์ และตามที่ ธิดา บุนนาค ได้เขียนไว้ในคำนำว่า “เหล่านี้เป็นความจริงบนนวนิยาย และนวนิยายบนความจริง” นั่นเอง

หมายเหตุ ประโยคจากในหนังสือ ที่ยกมาตามต้นฉบับตัวเขียนเดิมที่ใช้ครับ และสำหรับรูปถ่ายของ ธิดา บุนนาค ในอดีต ผมนำมาจากเพจของ คุณปิติ วิริยะ ครับ

Don`t copy text!