แดนสนธยา 4

แดนสนธยา 4

โดย : หมอกมุงเมือง

Loading

บรรณาภิรมย์ โดย หมอกมุงเมือง คอลัมน์ที่อ่านเอาขอมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้อ่านด้วยภาพปกสวยๆ และเนื้อเรื่องในแบบต่างๆ ของนักเขียนชั้ครูที่เคยผ่านมือ ผ่านตาและผ่านใจ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงผลงานของนักเขียนแต่ละท่านให้พอหายคิดถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วเนิ่นนาน ภาพและตัวอักษรจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในยุคของการอ่านออนไลน์

**************************** 

‘แดนสนธยา’ เป็นละครซีรีส์ทางโทรทัศน์ในยุคหนึ่ง (ปี ค.ศ. 1959) สร้างโดย Rod Serling เรื่องราวจะผสมผสานกันทั้งไซ-ไฟ สยองขวัญ แฟนตาซี หักมุม และยังสะท้อนสังคมในโลกอนาคต ทีวีไกด์ ได้จัดอันดับทีวีซีรีส์เป็นลำดับ 5 จากในรายการ 60 รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลประจำปี 2013

ชื่อเสียงของ แดนสนธยา ทำให้มีการนำมาพิมพ์ในรูปแบบหนังสือเรื่องสั้น และเป็นที่นิยมอ่านไม่แพ้ในรูปแบบรายการโทรทัศน์ ที่หลายคนรู้จักกันดี จากสำนวนการแปล ของ วชิรา วัชรวัลลภ หรือ คุณศรีเฉลิม สุขประยูร เจ้าของนามปากกา วลัย นวาระ อันโด่งดังนั่นเอง

สำหรับ แดนสนธยา ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นฉบับพิมพ์ของสำนักพิมพ์หมึกจีน ขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก ที่ดำเนินมาถึงเล่มสี่แล้ว ภายในเล่มประกอบด้วย เรื่องเล่าสั้นๆ 11 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลงานการเขียนและบทโทรทัศน์โดย ร็อด เชอร์ลิง และ ริชาร์ด แมทธีสัน โดยเฉพาะ เรื่อง ‘ฝันร้ายกลางเวหา’ ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นเรื่องที่นำมาออกอากาศบ่อยครั้ง

เรื่อง : แดนสนธยา4

ผู้เขียน : วชิรา วัชรวัลลภ

สำนักพิมพ์ : หมึกจีน

ปีที่พิมพ์ : 2537

เล่มเดียวจบ

เรื่อง ฝันร้ายกลางเวหา หรือ Nightmare at 20,000 feet โดยฝีมือการเขียนของ ริชาร์ด แมทธีสัน บอกเล่าถึงเรื่องราวของชายผู้กลัวความสูงและมีอาการทางประสาท ชื่อ บ๊อบ วิลสัน เมื่อเขาจำเป็นต้องขึ้นเครื่องบินไปยังลอสแอนเจลิส

และบนระยะความสูงกว่าสองหมื่นฟุตนั่นเอง เมื่อเขาเปิดม่านหน้าต่างออกไป

เห็นไฟที่ปีกเครื่องกะพริบวับๆ เป็นจังหวะ เขาเกือบจะสาบานได้ว่า มีอะไรบางอย่าง เหมือนมีคนคลานอยู่บนปีกเครื่องบิน!

อมนุษย์ตนนั้นหันมามอง แสยะยิ้มและกระโดดตัวลอยหายไป

เขาพยายามตะโกนบอกกับทุกคนบนเครื่องบินแม้แต่สจ๊วตหรือกัปตัน แต่ทว่าไม่มีใครฟังเขาเลยสักคน และต่างลงความเห็นกันว่านั่นคืออาการโรคประสาทหลอนกำเริบ แต่วิลสันกลับมองเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า

ตัวประหลาดตัวนั้น มันนั่งอยู่ตรงขอบปีก ค่อยเอานิ้วแหย่เข้าไปตรงใบพัดกำลังหมุน เหมือนเด็กซนที่อยากรู้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่

เขารู้ว่า ชะตากรรมบนเครื่องบินกำลังจะเกิดอะไรขึ้น วิลสันพยายามขัดขวางการกระทำของอมนุษย์เหล่านั้น ในท่ามกลางอากาศอันคลุ้มคลั่งวิปริต และทุกคนที่มองเขาไม่ต่างกับ คนไข้วิกลจริต เมื่อเขาพยายามเปิดประตูฉุกเฉิน และรีบออกไปจัดการยิงไอ้อมนุษย์ตัวนั้น ก่อนที่เครื่องบินทั้งลำจะโหม่งโลก

สุดท้าย เขาก็ทำได้สำเร็จ! แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่บนเครื่องจับตัวกลับเข้ามาควบคุมตัวเอาไว้ ผู้โดยสารทุกคนมองเขาไม่ต่างกับผู้ร้ายบนเครื่องบิน ไม่มีใครมองเห็นความหวังดีของเขาเลยสักคนเดียว

เครื่องบินลำนั้นก็สามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย และวิลสัน ก็ถูกควบคุมตัวในฐานะผู้ก่อการร้าย ที่เกือบทำให้ผู้โดยสารทั้งลำเสียชีวิต หากเขากลับไม่รู้สึกฝันร้ายอีกต่อไป ในเมื่อเขากระทำภารกิจช่วยเหลือชีวิตผู้โดยสารทั้งลำให้ปลอดภัย ได้บรรลุแล้ว

เขาไม่ทราบว่า ช่างเครื่องบินและเจ้าหน้าที่สนามบินกลุ่มหนึ่งไปหยุดยืนออกันใต้ปีกเครื่องบิน แหงนมองแผ่นเหล็กห่อหุ้มเครื่องยนต์ที่ถูกแงะขึ้นมาด้วยพลังยักษ์ เครื่องยนต์ไหม้เกรียมไปเลย

สำหรับหมายเหตุท้ายเรื่องนี้ ริชาร์ด แมทธีสัน ได้เล่าไว้ว่า ความจริงแล้ว ตอนทำเรื่องนี้ เขาทราบว่าจะไปทาบทาม เกรกอรี เพ็ค มาเป็นดารานำ เขาก็เลยเขียนบทให้เพ็คโดยเฉพาะ ในบทนายทหารนักบิน คล้ายๆ กับที่เพ็คเคยเล่นใน Twelve O’clock High ซึ่งบทเดิมนั้น ตัวเอกไม่ได้เป็นโรคประสาท แต่เป็นนายทหารผ่านศึกและอาจจะเคยพบพวกเกรมลินมาบ้างระหว่างขึ้นเครื่องบิน แต่เอาจริงเข้า ผู้กำกับการแสดง คือ จอร์จ มิลเลอร์ แก้บทใหม่เกือบหมด ตัวเอกกลายมาเป็น จอห์น ลิทกาว แต่เขาก็บอกว่าเหมาะแล้ว

++++++++++++++++++++++++++

เรื่อง ล่องหน ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ บอกเล่าเรื่องราวผ่านชายหนุ่มนายทหารผ่านศึกกับภรรยาชื่อแมรี่ และคนรอบกายและสิ่งของต่างๆ ในชีวิต ที่ค่อยๆ หายไปจากชีวิตทีละคนทีละอย่าง พร้อมกับประวัติชีวิตของบุคคลเหล่านั้นก็เหมือนกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน

เขาพยายามตามหาคนเหล่านั้นที่เคยรู้จัก แต่กลับเป็นว่าไม่มีใครคุ้นเคยมาก่อน จนกระทั่งภรรยาก็หายจากไป หนทางเดียวคือรีบบันทึกประวัติตัวเองเอาไว้ ก่อนที่คนล่องหนคนสุดท้ายจะเป็นตัวของเขา

คืนวันจันทร์…

บ้านผมหายไปแล้วครับ ผมมานั่งอยู่ที่ร้านขายลูกกวาดหัวมุมถนน เพราะกลับมาบ้านก็พบกับที่ดินเปล่าๆ มีเด็กๆมาวิ่งกัน ผมถามว่าเคยรู้จักผมไหม เด็กบอกว่าไม่รู้จัก

จากนั้น นาฬิกาข้อมือของผมก็หายไปเฉยๆ นาฬิกาเรือนนี้ มีคำจารึกว่า “สำหรับคุณ ยอดรักของฉัน จากแมรี่”

นี่ผมกำลังนั่งดื่มกาแ…..

++++++++++++++++++++++

เรื่อง เตะกระป๋อง เป็นเรื่องที่นอกจากจะอยู่ในสไตล์ลึกลับแบบ แดนสนธยา แล้ว เป็นอีกเรื่องที่อ่านแล้วสะเทือนใจไม่น้อยเลยครับ

เรื่องราวเริ่มต้นที่สถานสงเคราะห์คนชรา ซันนี่เวล เรสต์ ที่ที่มีแต่คนชรา ถูกลูกหลานนำมาปล่อยทิ้งไว้ และบางคนก็อยู่ด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่ง ลูกๆ จะมารับกลับบ้าน อย่างเช่น ชาร์ลี วิทลีย์ ที่เมื่อเห็นลูกชายมาเยี่ยม เขาก็หยิบกระเป๋าเสื้อผ้า และบอกกับทุกคนว่ากำลังจะกลับบ้านแล้ว แต่ความจริงหลังจากนั้น เขาก็ต้องเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง เมื่อลูกชายต่างมีครอบครัว จนไม่มีพื้นที่เหลือในบ้านให้คนแก่อย่างเขาอยู่ร่วมในครอบครัวอีก

ชาร์ลี เห็นเด็กๆ กำลังเล่นเตะกระป๋องกันอยู่อย่างสนุกสนาน มันทำให้เขาหยิบกระป๋องบุบบี้ใบหนึ่งติดมือมา ในขณะที่เพื่อนๆ มองว่าเขา คิดอะไรเป็นเด็กๆ และอยากกลับไปเล่นอย่างเด็กๆ

“อาจจะมีนะคนที่เขาไม่แก่ แต่เราไม่รู้ความลับของเขาว่าเขาทำได้ยังไง ยาอายุวัฒนะน่ะ อาจจะไม่ใช่ยาจริงๆ หรอก แต่เป็นความคิด เราคิดว่าเราไม่แก่ เราก็ไม่แก่”

“โธ่ ชาร์ลี คิดเหลวไหลอะไรก็ไม่รู้”

แต่ชาร์ลี ก็หยิบกระป๋องมาลูบคลำ ตาลอย…

และแล้วคืนนั้นเอง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สุกสกาว ชาร์ลีก็ลุกขึ้นมา พลางปลุกบรรดาสหายวัยชราให้ออกมาพร้อมกันกับเขา ระหว่างที่คุณค็อก เจ้าของสถานสงเคราะห์ยังหลับสนิท

“พวกเราจำไม่ได้หรือ สมัยที่เรายังเด็กอยู่น่ะ มืดแล้วผู้ใหญ่เขาก็เข้านอน เราก็ออกมาเล่นกัน ถ้าคืนไหน อากาศดี พระจันทร์สว่างอย่างงี้ ก็สนุกกันเต็มที่ เราเคยเล่นเตะกระป๋องกันสนุกไปเลย”

เบน สหายคนหนึ่งของชาร์ลีไม่เห็นด้วย ขณะที่คนอื่นๆ ตามชาร์ลีออกไป เบนรีบตามคุณค็อก และเมื่อพวกเขาออกมาที่สนามหญ้า เบื้องหน้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงของเด็กๆ คนชราเหล่านั้นกลายเป็นเด็กน้อยวัยสดใสที่กำลังเล่นเตะกระป๋องกันอย่างสนุกสนาน คุณค็อกไม่รู้ คิดว่าเป็นเด็กทั่วไปที่หนีพ่อแม่มาเล่นกลางดึก จึงไล่ให้ไปที่อื่น ขณะที่เบนมองเห็น ชาร์ลี ในคราบของเด็กชายผู้อ่อนเยาว์ และเด็กๆ ทุกคนต่างก็วิ่งเล่นห่างออกไปอย่างสนุกสนาน กลางแสงจันทร์คืนเพ็ญนั้นเอง

ปิดท้ายด้วยประโยคอันเป็นบทสรุปอย่างสวยงามว่า

ซันนี่เวล เรสต์ บ้านพักคนชรา คือที่ตายสำหรับคนที่ลืมไปว่า วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ และวัยชรานั้น ผูกพันอยู่ด้วยกันอย่างกระชับชิด ไม่ได้แยกออกห่างกันเลย สำหรับคนที่ไม่ลืม ก็ยังอาจมีทางแหวกม่านหม่นนี้ออกไปได้… สู่อาถรรพณ์แห่งแดนสนธยา

++++++++++++++++++++++++

สำหรับอีกเรื่องหนึ่ง ที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน คือ เมื่อคนแก่อยากเป็นหนุ่ม ซึ่งเขียนบทโดย ร็อด เชอร์ลิง นั่นเอง

เรื่องนี้บอกเล่าถึงสองสามีวัยชรา จอห์น อายุ 79 ปี ที่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานด้วยโรคชรา และมาร์ธา ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากในวัยเดียวกัน ทั้งสองเก็บหอมรอมริบเงินมาตลอดชีวิตเพื่อมายังบริษัทแห่งนี้

มันคือบริษัทที่ผลิตหุ่นมนุษย์ร่างกายหนุ่มสาวขึ้นมา และหลังจากนั้น ก็เพียงแค่การเปลี่ยนตัวจากร่างกายอันแก่ชราไปสู่ร่างหนุ่มสาว เพื่อให้มีชีวิตและสุขภาพดีขึ้นจากเดิมในร่างใหม่

“ง่ายมากครับ ผมก็วางยาให้คุณตาหลับ ตามธรรมเนียมการผ่าตัดทั่วไปแหละครับ จากนั้นก็นำร่างประดิษฐ์มาบรรจุความทรงจำ บุคลิกและความต่อเนื่อง พอคุณตาฟื้นขึ้นมา ก็จะพบว่า ทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่คุณตา ย้ายมาอยู่ในร่างใหม่ หนุ่มและแข็งแรง”

สองตายายตอบตกลง แต่ว่า…

เงินที่มีอยู่ สามารถใช้เปลี่ยนร่างได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น!

เมื่อเห็นว่าคุณตาต้องทนทุกข์ทรมาน เจ็บป่วยด้วยโรคชรา ทำให้คุณยายตัดสินใจให้สามีของตนได้เปลี่ยนร่างก่อน และหวังว่าต่อไป เธอจะมีโอกาสได้เปลี่ยนร่างตามไปด้วย

การผ่าตัดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และคุณตาในวัยหนุ่มยี่สิบเอ็ดปี ก็ปรากฏร่างขึ้นต่อหน้าของเธอ

ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าหน้าตาคมสัน เขาเพ่งมองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขา

หล่อนแก่พอจะเป็นย่ายายของเขาได้!

มาร์ธา อ่านสายตาของเขาออก ยิ้มของหล่อนเจื่อนจางลงยกมือแตะผมด้วยกิริยาที่น่าสงสาร มือที่แตะผมก็หยาบกร้าน ข้อนิ้วแตก โดยที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต หล่อนเห็นเขาเป็นหนุ่ม ขณะที่หล่อนก็แก่มากแล้ว โลกทั้งโลกเหมือนจะถล่มทลายลงมา เขามีความหวัง ความฝัน แต่เมื่อตะเกียกตะกายได้มาแล้วก็ไม่เหมือนที่คิดไว้เลย

จากนั้น เขาก็เดินตามเจ้าหน้าที่ เข้าไปอีกครั้งเพื่อเซ็นเอกสาร หากคราวนี้มันนานจนผิดปกติ ก่อนที่ เจ้าหน้าที่จะเข็นร่างหนึ่งออกมา

คุณตาจอห์น วัยเจ็ดสิบเก้าปี ดังเดิม!

“มาร์ธายอดรัก ถ้าฉันจำเป็นต้องทนต่อความเจ็บปวดบ้าง เพื่ออยู่กับเธอตลอดไป ฉันก็ยอมแล้ว ฉันไม่ขอเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว จำได้หรือเปล่า ที่เธอเคยพูดให้ฉันคิด จงแก่พร้อมกันกับฉัน ชีวิตที่ดีที่สุดยังรอเราอยู่ ชีวิตปลายทาง ที่ชีวิตต้นทางได้สร้างเอาไว้นั่นแหละวิเศษที่สุดเลย”

เขาจูบภรรยาอย่างอ่อนโยน ด้วยความรัก แล้วผู้เฒ่าทั้งสองก็จูงมือกันเดินออกไปจากห้องแห่งนั้น…

 

นี่คือเรื่องสั้นไซ-ไฟ ที่มีกลิ่นอายของความโรแมนติกอันน่าน่าประทับใจเรื่องหนึ่งใน แดนสนธยา ชุดนี้เลยทีเดียว

นอกเหนือจากหลายเรื่องที่ยกมาประกอบการเล่าแล้ว ใน แดนสนธยา ยังมีอีกหลากหลาย เรื่องสั้นที่น่าสนใจ ระทึกใจ สะเทือนใจ และประทับใจ รวมอยู่ภายในเล่มเล็กๆ เล่มนี้อีกมากมายเลยทีเดียวครับ

Don`t copy text!