ขอบฟ้าฤาจะกั้น

ขอบฟ้าฤาจะกั้น

โดย : หมอกมุงเมือง

บรรณาภิรมย์ โดย หมอกมุงเมือง คอลัมน์ที่อ่านเอาขอมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้อ่านด้วยภาพปกสวยๆ และเนื้อเรื่องในแบบต่างๆ ของนักเขียนชั้นครูที่เคยผ่านมือ ผ่านตาและผ่านใจ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงผลงานของนักเขียนแต่ละท่านให้พอหายคิดถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วเนิ่นนาน ภาพและตัวอักษรจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในยุคของการอ่านออนไลน์

สำหรับบรรณาภิรมย์ลำดับ 218 เป็นความภูมิใจที่มีโอกาสได้เขียนถึงผลงานนักเขียนในดวงใจอีกท่านหนึ่งของผม นั่นก็คือ ‘ศุภร บุนนาค’ ครับ

ศุภร บุนนาค คือนักเขียนนวนิยายรุ่นครู ที่มีผลงานนวนิยายเพียงสิบเรื่องในบรรณพิภพ ทว่าแต่ละเรื่องล้วนมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเรื่องราวและสำนวนภาษาอันเป็นแรงบันดาลใจของนักเขียนหลายท่าน รวมเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านนิยายไทยคลาสสิก ผลงานทั้งสิบเรื่องของท่านนี้ ประกอบด้วยผลงานนิยายขนาดสั้นเรื่องแรก ปาริชาติลวง (2497) ตามมาด้วย รสลิน (2502), แม้ความตายมาพราก (2509), รถเมล์สายพระพุทธบาท (2510), ฟ้าใหม่ (2510), แผ่นดินยังกว้าง (2511), เกลียวทอง (2512), ไม้ร่วมกอ (2513), บุญเพรงพระหากสรรค์ (2515) และ ขอบฟ้าฤๅจะกั้น (2516) ซึ่งเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายที่ผมนำเขียนถึงไว้ ในโอกาสนี้ครับ

ถ้าใครเคยชื่นชอบและประทับใจในตัวละครเจ้าใจเพชร และแจ่มใส จาก แม้ความตายมาพราก นวนิยายชิ้นเยี่ยมของ ศุภร บุนนาค มาแล้ว ขอบฟ้าฤๅจะกั้น ก็เป็นความรักที่ดื่มด่ำแสนประทับใจของคู่พระเอกนางเอกอีกเรื่องหนึ่ง ที่นำพาผู้อ่านให้ร่วมลุ้นไปกับเรื่องราวและอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาของตัวละครคู่เอกคือภาณุ และรมณีย์ โดยมีตัวละครที่เป็นตัวแปรสำคัญของเรื่องอีกสองคนคือ เจ้ารอยอินทร์ เจ้าราชบุตรหรือเจ้าแกมเมืองแห่งเหมราฐ และเจ้านางสร้อยแสงฟ้า แห่งแคว้นกือนาคำ ร่วมอยู่ด้วย

ศุภร บุนนาค

เรื่องราวในนิยายโรแมนติกเรื่องนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2511 ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีเปิดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงข้ามแม่น้ำโขงจากเมืองหนองคายประเทศไทยไปยังฝั่งประเทศลาว ท่ามกลางความปีติยินดีของประชาชนทั้งสองฟากฝั่งบ้านพี่เมืองน้อง รวมถึงสี่หนุ่มสาวนักศึกษาที่เป็นเพื่อนรักกันในครั้งนี้ด้วย ภาณุและรมณีย์ เป็นชาวไทย ขณะที่เจ้ารอยอินทร์และเจ้าสร้อยแสงฟ้า มาจากแคว้นอิสระที่อยู่อีกฟากฝั่งแม่น้ำโขง หากครอบครัวก็อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ยังเมืองเชียงใหม่ ทั้งหมดเดินทางมาเรียนอยู่ร่วมกัน สนิทสนมกันและเป็นเพื่อนรักกัน แม้ว่าต่างจะมีหัวใจที่มอบให้แต่ละคนแตกต่างกันก็ตามที

ภาณุ ชายหนุ่มรูปงามสมชายชาตรี ทั้งบุคลิกที่นุ่มนวลอ่อนโยนและยังความเป็นสุภาพบุรุษที่เข้มแข็งกล้าหาญ เขารักอยู่กับรมณีย์ สาวน้อยแสนสวยที่เยือกเย็นและเฉลียวฉลาด ขณะที่เจ้ารอยอินทร์เป็นคนชั้นเจ้านาย รูปกายสูงโปร่งหลังตรงงามราวกับตัวละครเอกในเรื่องพระลอ เจ้าหนุ่มรูปงามที่เก็บความรู้สึก มีความอ่อนหวาน และแอบหลงรักรมณีย์ด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าตนจะมีคู่หมายอยู่แล้วคือเจ้าสร้อยแสงฟ้าก็ตาม

สร้อยแสงหรือสร้อยแสงฟ้า ภายนอกคือหญิงสาวผู้อ่อนไหว ท่าทางเหมือนคนเรียบร้อยหัวอ่อน น่าสงสารไม่ต่างกับสาวน้อยที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมาอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินแดนไทย จนเป็นที่รักและเมตตาของรมณีย์ แต่ภายในหัวใจของเธอคือความกราดเกรี้ยวริษยา ไม่ต่างจากคลื่นใต้น้ำที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเคียดแค้นในชะตากรรมของตนเอง และความปรารถนาที่จะแย่งชิงภาณุมาเป็นคนรักของตัวเอง ทั้งที่มีเจ้ารอยอินทร์เป็นคู่หมายอยู่แล้ว

+++++++++++++++++++++++

และต่อมาทั้งสี่คนต่างก็เรียนจบปริญญาตามความมุ่งหมาย เจ้ารอยอินทร์และสร้อยแสงฟ้าเดินทางกลับมายังเชียงใหม่ ที่มีเจ้าพรพรหมและภรรยารวมถึงข้าทาสบริวารอพยพ มาสร้างถิ่นที่อยู่อาศัยในดินแดนแห่งนี้เพื่อลี้ภัย และรอยอินทร์ก็ได้ชักชวนให้ภาณุมารวมหุ้นในการสำรวจทรัพยากรธรณีจากการทำเหมืองพลอยยังดินแดนฝั่งตรงข้าม อันเป็นพื้นที่รอยต่อตะเข็บชายแดนแห่งนั้น

ภาณุยินดีที่จะได้ร่วมงานกับเพื่อนและทำงานในสิ่งที่ตนเองถนัด เขารับปาก และในเวลานั้นเขากับรมณีย์ก็ได้ตัดสินใจแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว สองสามีภรรยาจึงเดินทางจากกรุงเทพฯ ขึ้นมายังเชียงใหม่ เพื่อจะได้เผชิญหน้ากับเจ้ารอยอินทร์และเจ้าสร้อยแสงฟ้าอีกครั้ง โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าการทำเหมืองพลอยแห่งนี้ เป็นเพียงฉากหน้าของรอยอินทร์และสร้อยแสงฟ้าเท่านั้น

แท้จริงแล้วมันคือการแอบขนส่งฝิ่นดิบและทองคำให้กับฝ่ายผู้ก่อการร้าย เพื่อแลกเปลี่ยนกับการซื้ออาวุธสงครามสำหรับการรวมดินแดน สร้างอาณาจักรของเจ้าฟ้าไทยใหญ่ที่เคยขึ้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษของตนเองขึ้นมาใหม่!

ด้วยความรัก รมณีย์ตัดสินใจติดตามชายผู้เป็นที่รักไปอาศัยอยู่ยังแคมป์คนงานฝั่งตรงข้ามกับชายแดนไทย ที่นั่นเธอมีโอกาสได้พบกับจันเที่ยง และลูกทั้งสองที่เป็นคนงานและสนิทสนมกับภาณุด้วยความจงรักภักดีอย่างสิงคำ พี่ชาย และจันทร์สม สาวน้อยที่รักและชื่นชมนิสัยใจคอของรมณีย์ ตรงกันข้ามกับสร้อยแสงฟ้า ที่บัดนี้เธอไม่ใช่นักศึกษาสาวน้อยไร้เดียงสาที่พลัดถิ่นมาอยู่แดนไทย จนต้องเสแสร้งเจียมเนื้อตัวให้น่าสงสารอีกต่อไป แต่เธอคือเจ้าสร้อยแสงฟ้าผู้หยิ่งผยอง และมีอำนาจเหนือบริวารทั้งปวงที่ต้องเกรงขาม แม้ว่าจะเป็นเจ้าหญิงที่มาอาศัยใบบุญของเจ้าพรพรหมบิดาของรอยอินทร์ก็ตาม

ฉากการบรรยายความรู้สึก ความรักความผูกพันของพระเอกนางเอกที่อ่อนหวาน นุ่มนวล และสะท้อนแนวความคิดที่สุขุมด้วยภาษาอันละเมียดละไมนั้นคือความตราตรึงแก่ผู้อ่านยิ่ง

ความรักเป็นพลังที่ก่อให้เกิดอนุสรณ์สถานและร่องรอยหลายร้อยพันประการในโลกนี้ ไม่ว่าใครจะรักใคร ความรักย่อมทำให้เกิดสายใยที่โยงอดีตกับปัจจุบันให้ต่อเนื่องกัน คนที่เรารักตายจากเราไปแล้ว โลกส่วนอื่นก็ลืมเลือนเขาไปแล้ว แต่ความทรงจำของเขาที่จารึกอยู่ในใจเราหาได้ตายไปตามความรางเลือนนั้นๆ ไม่ ก็เช่นกัน ภาณุรักรมณีย์ และรมณีย์ก็รักเขา ความรักเป็นสายใจที่บางจนพ้นตามนุษย์จะเล็งเห็น ใยของความรักอยู่ที่ไหน ขึงอยู่ตรงใด ไม่มีใครเคยชี้บอกได้เลย แต่ใยอันมองไม่เห็นนี้ก็เหนียวแน่นจนแม้แต่ความตายก็ไม่สามารถจะมาเด็ดให้ขาดได้ รมณีย์ยินดีจะยืนเคียงอยู่ข้างภาณุทั้งในที่ที่ราบรื่นและในที่ที่เต็มไปด้วยภยันตราย ทั้งในที่มืดและที่สว่าง

หรือแม้แต่ฉากที่แสดงความรู้สึกอันลึกซึ้งห่วงใยของสองหนุ่มสาวที่มีต่อกันในท่ามกลางดินแดนต่างบ้านต่างเมือง ที่ภยันตรายรายล้อมรอบด้าน

ภาณุไม่ยอมให้รมณีย์นั่งห่างตัว ความรู้สึกที่ว่าจะต้องจากกันชั่วขณะหนึ่งทำให้ความใกล้ชิดเช่นขณะนี้มีค่าอย่างยิ่งแก่จิตใจของเขาทั้งสอง ภาณุและรมณีย์ไม่ได้อยู่ในสภาพของชายหลงเมีย หรือหญิงกำซาบเสน่ห์ของเพศรส แต่เป็นภาวะของจิตใจที่ได้ประสานกลมเกลียวกันเพราะความเข้าใจและยกย่องในกันอย่างลึกซึ้ง ความสนใจในเพศรสผู้ชายอาจหาได้จากหญิงที่รับค่าจ้างจากเขา และหญิงที่นิยมของชำร่วยโลกีย์ อาจหาได้จากชายไม่เลือกหน้าและอายุ แต่ความเป็นสามีภรรยามีความหมายมากกว่านั้น มันมีความหมายอย่างที่ภาณุและรมณีย์รู้สึกต่อกันอย่างนี้แหละ

+++++++++++++++++++++++++

ที่แคมป์แห่งนั้น สร้อยแสงฟ้าวางท่าแสดงอำนาจทำให้ข้าทาสบริวารหลายคนเกรงกลัว แต่ไม่อาจใช้ได้ผลกับรมณีย์ไม่ หญิงสาวผู้งดงามทั้งเรือนกายและสติปัญญา สามารถรับมือกับสร้อยแสงฟ้าได้อย่างสง่างาม และยิ่งสร้างความเคียดแค้นชิงชังให้เกิดขึ้นกับเธออีกครั้ง และคราวนี้สร้อยแสงฟ้าก็คิดว่ามันคือโอกาสที่ตนเองจะใช้เสน่ห์ความสวยเพื่อแย่งชิงภาณุให้มาเป็นของตัวเองให้ได้ ในขณะที่ภาณุเองก็มีความมั่นคงต่อภรรยาหญิงสาวที่เขารักเพียงผู้เดียว โดยหัวใจไม่เคยหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น

เรื่อง : ขอบฟ้าฤๅจะกั้น

ผู้เขียน : ศุภร บุนนาค

สำนักพิมพ์ : คลังวิทยา

ปีที่พิมพ์ : 2516

สองเล่มจบ

ฉากที่สร้อยแสงฟ้าเปิดเผยความในใจต่อภาณุ หากชายหนุ่มที่มีความมั่นคงในรักต่อรมณีย์ กลับมองเห็นคุณค่าของมิตรภาพในตัวสหายหญิงของเขามากกว่าความรู้สึกอื่น น่าจะประทับใจผู้อ่านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ความรักนั้นข้ามขอบฟ้าได้ แต่การรวมชีวิตนั้นข้ามขอบฟ้าไม่ได้ สิ่งเหล่านี้สร้อยแสงควรจะคิดได้เองโดยไม่ให้เขาต้องบอก จะมิดีกว่าหรือถ้าจะเก็บความทรงจำไว้ในสภาพที่หอมหวาน นึกถึงคนที่รักเราและเราก็รักในสภาพที่งดงามอ่อนหวานต่อกันเสมอ ถ้าหากว่าการรวมชีวิตเข้าด้วยกันแล้วจะมีแต่เงาดำมืดกลุ่มใหญ่คอยอยู่ รักกันเถิดดีกว่า ขอบฟ้าก็มิอาจกั้นได้… รสหวานหอมของความรักจะยั่งยืนเสมอไปได้ก็ต่อเมื่อพื้นฐานที่รองรับความรักนั้นประกอบด้วยความเข้าใจ ความสอดคล้องต้องกันในแง่มุมของชีวิตนานาประการ มิใช่เพียงเพราะชายงามหญิงงามพบกันในวัยสวาท ดังเช่นภาณุบังเอิญพบสร้อยแสงฟ้าเช่นนี้

เช่นเดียวกับบุคลิกของสร้อยแสงฟ้า ที่พรรณนาผ่านคำบรรยายของเจ้าฟ้าพรพรหม เปรียบเทียบความต่างระหว่างรมณีย์กับเจ้าสร้อยแสงฟ้าอย่างชัดเจน

“เขาสวยเขางามแท้ๆ เทียบกับนางสร้อยแสงฟ้าเหมือนเม็ดมีแสง หรือว่ามณีกับกระเบื้องสี นางสร้อยแสงฟ้านั้นใช่ว่ามันจะไม่สวย มันสวยใจหาย แต่มันสวยเดือดสวยร้อน สวยงสง่าราวกับเป็นนางพญาเหยี่ยว ใจคอมันหลุกหลิกหันเหเหมือนน้ำในพระมหาสมุทร ต้องการอันใดจะต้องให้ได้ดังใจ แล้วก็ทิ้งไปเปลี่ยนไปใหม่ นางสาวคนนี้เขาสวย เขางาม เป็นศรีแก่ฟ้าเหมือนดาว เป็นศรีแก่เหย้าเหมือนยอดจอมเรือน เป็นศรีแก่น้ำดังบัวหลวง…”

+++++++++++++++++++++++++

ทั้งสร้อยแสงฟ้าและรอยอินทร์รวมมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยที่ภาณุล่วงรู้ความลับนี้ด้วยความห่วงใย ห่วงใยทั้งเพื่อนและความมั่นคงของชาติที่เกิดจากผลกระทบของกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนส่งยาเสพติด เขาแอบสะกดรอยตามเจ้าสร้อยแสงฟ้าไปจนถูกจับได้ และกลายเป็นเชลยร่วมกับสร้อยแสงฟ้า ขณะที่รอยอินทร์เองก็สำนึกผิด เขากับรมณีย์ ร่วมมือกันประสานกับทางตำรวจเพื่อหาทางช่วยเหลือเพื่อนกับชายคนรักให้กลับคืนมาอีกครั้ง แม้จะต้องแลกด้วยการปลอมตัวเป็นเจ้าสร้อยแสงฟ้า เพื่อหลอกพวกมันก็ตามที

เรื่องราวใน ขอบฟ้าฤๅจะกั้น ดำเนินไปอย่างน่าติดตามด้วยเหตุการณ์ระทึกใจ จนนำไปสู่บทสรุปของเรื่องที่จบลงอย่างงดงามสุขสมหวังของคู่พระนางในที่สุด  เพียงแต่ในตอนท้ายของเรื่องที่ผมอ่าน รู้สึกเหมือนผู้เขียนจะรีบรวบรัดเนื้อเรื่องเพื่อให้ขมวดจบภายในบทเดียวอย่างน่าเสียดาย อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากได้ขยายรายละเอียดช่วงท้ายออกไปอีกสักสองสามบท น่าจะทำให้อ่านได้อย่างมีอรรถรสอันรื่นรมย์มากไปกว่านี้อีกด้วยครับ

หมายเหตุ : สำหรับปกที่นำมาจัดแสดง คือพิมพ์แรก ฉบับปกแข็งของสำนักพิมพ์คลังวิทยา และฉบับพิมพ์ครั้งที่สองโดยสำนักพิมพ์เพื่อนดี ที่มีความสวยงามไม่แพ้กันเลยครับ

 

Don`t copy text!