ชั่วชีวิตของผม

ชั่วชีวิตของผม

โดย : หมอกมุงเมือง

Loading

บรรณาภิรมย์ โดย หมอกมุงเมือง คอลัมน์ที่อ่านเอาขอมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้อ่านด้วยภาพปกสวยๆ และเนื้อเรื่องในแบบต่างๆ ของนักเขียนชั้นครูที่เคยผ่านมือ ผ่านตาและผ่านใจ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงผลงานของนักเขียนแต่ละท่านให้พอหายคิดถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วเนิ่นนาน ภาพและตัวอักษรจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในยุคของการอ่านออนไลน์

****************************

 

‘ก.เจษฎาพงศ์’ เป็นอีกนามปากกาหนึ่งของ ศรีทอง ลดาวัลย์ หรือ ข.อักษราพันธ์ นักเขียนนวนิยายรุ่นครูที่หลายท่านรู้จักกันดี จากผลงาน ดาวพระศุกร์ ดอกโศก ภาพอาถรรพ์ โรงแรมวิปริต หรือ พลับพลึงสีชมพู สำหรับ ชั่วชีวิตของผม เรื่องนี้ เป็นนวนิยายที่น่าจะมีการพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2510 เพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง สำหรับนักอ่านทั่วไปที่จะได้มีโอกาสเสพงานวรรณกรรมที่สนุกสนาน ประทับใจ สะท้อนภาพเหตุการณ์ของเมืองไทยในยุคกึ่งพุทธกาลเรื่องนี้ ผ่านสายตาของ ‘เจ้าหรั่ง’ สุนัขตัวน้อย ที่เป็นเสมือนตัวเอกของเรื่อง เป็นสื่อความรักความผูกพัน ให้กับพระเอกและนางเอกด้วยความสัตย์ซื่อ จงรักภักดีต่อเจ้านาย ตลอดชั่วชีวิตของมัน

จาก ‘เรื่องของหนู’ ในนามปากกา ข.อักษราพันธ์  ที่ผู้เขียนนำเสนอเรื่องราวชีวิตผ่านมุมมองของหนูพุกตัวหนึ่งอย่างน่าสนใจ มาสู่นวนิยายในดวงใจของใครหลายๆ คน นิยายเอกเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวสุดแสนโรแมนติกของพระเอก นางเอก ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านมุมมอง “ชั่วชีวิต” ของสุนัขไทยนัยน์ตาสีน้ำข้าว ที่ชื่อเจ้าหรั่งนั่นเอง

เจ้าหรั่งเกิดมาภายใต้บ้านของผู้มีอันจะกิน แถบโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ในช่วงปี พ.ศ. 2480 พร้อมกับพี่ๆ น้องๆ อีกสี่ตัว มันจดจำคุณจุ่นและคุณอ้น บุตรชายวัยเรียนของเจ้าของบ้านที่ตั้งชื่อให้มันได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นไม่นาน พี่น้องของมันที่หน้าตาน่ารักต่างก็มีคนมาขอไปเลี้ยงจนหมด เหลือเจ้าหรั่งเพียงตัวเดียว ด้วยความเวทนา เจ้าของบ้านจึงนำมันผูกตาไปปล่อยที่อื่นช่วงที่คุณอ้นและคุณจุ่นไปโรงเรียน แต่เจ้าหรั่งที่ฉลาดเฉลียว ก็สามารถแกะรอยย้อนกลับมาที่บ้านได้ถูก คุณอ้นกลัวมันจะถูกนำไปปล่อยทิ้งอีก จึงวางแผนกับน้องชาย แวะไปเยี่ยมเยียนบ้านคุณย่าของตนแถวสี่พระยา

ที่นั่นเอง หรั่งได้พบกับนายใหม่ของมันผู้ที่จะผูกพันกับมันไปตลอดชีวิต นั่นก็คือเด็กหญิงตัวน้อยๆ จอมเฮี้ยวแก่นแก้วแต่จริงใจและรักสุนัขโดยไม่รังเกียจ คุณเต่า หรือ หม่อมหลวงแสงแก้ว เทวัญ ในวัยเพียงแปดขวบ บุตรสาวคนเล็กของคุณชายที่กำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

คุณเต่ามีพี่น้องหลายคน คุณโต พี่ชายก็เริ่มเป็นหนุ่มไม่สนใจน้องสาวมากนัก เพราะมีเพื่อนฝูงมากมาย ในขณะที่คุณแต้วพี่สาวคนรองก็ยุ่งเกี่ยวกับการเรียน เจ้าหรั่งมองเห็นความเหงาที่ซ่อนไว้ในตัวเจ้านายน้อยๆ ของมันและเข้าใจเป็นอย่างดี แม้ว่าไม่อาจจะพูดอะไรได้เลย

โลกของมันเริ่มขยายกว้างมากขึ้นพร้อมกับการเจริญเติบโต มันหลบออกทางช่องสังกะสีของบ้านไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ รู้จักทั้งหมาข้างบ้านอย่างเจ้าเสือ หมาวัดเจ้าถิ่นอย่างเจ้าเบิ้ม หมาผอมโซจรจัดที่มาเป็นคู่หูอย่างเจ้าเขียว หรือแม้แต่หมาผู้ดีหมาฝรั่งทั้งหลาย จนกลายเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนหมาด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีโอกาสตามคุณเต่าขึ้นรถรางไปเที่ยวสวนลุมพินีอยู่เสมอ

แล้ววันหนึ่ง คุณโตกับเพื่อนก็นัดกันออกไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็กผู้ชาย คุณเต่าเห็นพี่ชายไปเที่ยวเลยขอติดไปด้วยพร้อมกับเจ้าหรั่งคู่ใจ แต่แล้วหนูน้อยก็ถูกพี่ชายกับเพื่อนพามาถึงแค่สี่แยกสถานเสาวภา ก็ปล่อยทิ้งเอาไว้ให้กลับบ้านเอง คุณเต่าเจ็บใจที่ถูกทิ้ง เลยยืนร้องไห้โฮอยู่ที่นั่นเอง

เวลานั้นเป็นเวลาใกล้เที่ยง ถนนจึงว่างเปล่าระอุจนยางมาตอยอ่อนตัว แสงแดดแผดกล้าอย่างไม่ปรานี น่าสงสารคุณเต่าผู้ว้าเหว่ของผมเสียจริงๆ ผมเลียแก้มเช็ดน้ำตาให้เธอ พยายามส่งเสียงครางเพื่อให้เธอสนใจและหยุดร้องไห้ แต่เสียงของเธอก็กลบเสียงของผมหมด ได้ยินแต่เสียงร้องไห้โฮๆ ของคุณเต่าก้องถนนอันเปล่าเปลี่ยวนั้น ผมนึกอยากให้คุณชายกลับมาเดี๋ยวนั้นจริงๆ จะได้ปลอบลูกสาว แต่ผู้ที่ผ่านมามิใช่คุณชาย กลับเป็นหนุ่มน้อยในเครื่องแบบยุวชนทหารขี่จักรยานเร่เข้ามา เขาหยุดจักรยานใกล้ๆ ตัวคุณเต่า ใช้ขายันดินคร่อมจักรยานเอาไว้

“หลงทางหรือหนู?” เขาตะโกนแข่งกับเสียงคุณเต่า

“หนู” หยุดร้องไห้ แต่ยังสะอื้นฮักๆ อยู่ จ้องตาผู้ถามอย่างรวนๆ น้ำมูกน้ำตายังเลอะเทอะเต็มหน้า
         

และนั่นเองที่ทำให้เจ้าหรั่งได้รู้จักกับ ‘คุณวาที’ ยุวชนทหารหนุ่มน้อย ผู้เข้ามาช่วยเหลือคุณเต่าของมัน เขาเอ็นดูเด็กหญิงมอมแมมที่มีนัยน์ตากระจ่างใสบริสุทธิ์ จนตัดสินใจพาเธอไปเที่ยวและเลี้ยงข้าวปลอบขวัญ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคุณเต่าเองก็กำพร้าแม่มาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มติดพี่ชาย พี่ชายก็ดันหนีไปเล่นกับเพื่อนคนอื่นเสียอีก และเกิดเป็นสายใยแห่งความผูกพันระหว่างหนุ่มน้อยวัยสิบแปดปี กับเด็กหญิงตัวน้อยวัยแปดขวบมาอีกยาวนานเกินกว่าที่มันจะคาดคิด!

วาทีต้องไปเรียนต่อที่อเมริกา เด็กหนุ่มพยายามแวะมาหาแม่หนูน้อย ‘เด็กเก็บตก’ ที่เขาเรียกติดปากอย่างเอ็นดูก่อนจากไป แต่น่าเสียดายที่คุณย่าของคุณเต่าไม่ยอมให้พบ เขาจึงได้แต่ฝากเจ้าหรั่งเพื่อนยากให้ช่วยดูแลเด็กเก็บตกของเขาเอาไว้ ก่อนที่จากไป…

และนั่นเองคือคำสัญญาสุภาพบุรุษ ระหว่าง เจ้าหรั่งกับคุณวาที ที่มันจะต้องรักษาเอาไว้จนชั่วชีวิต!

สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มต้นขึ้นแล้ว กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าสู่แดนสยาม ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็ทิ้งระเบิดลงมาเพื่อต่อสู้กับข้าศึก ยิ่งทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียนไทยในสหรัฐกลับมายังเมืองไทยบ้านเกิดยุ่งยากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็หาทำให้ความผูกพันระหว่างเด็กหญิงตัวน้อยกับคุณวาทีเหินห่างไปได้ไม่ ทั้งคู่ติดต่อผ่านทางจดหมาย วาทีได้ฝากตุ๊กตาที่ระลึกมาให้มิตรน้อยของเขาผ่านทางน้องชายที่ชื่อศรา ในขณะเดียวกัน ทางครอบครัวเขาก็มีการหมั้นหมาย วาที ไว้ให้กับคุณอารยา ทันทีเมื่อเขากลับมาจากเมืองนอกด้วยเช่นกัน
ส่วนอารยาเอง เธอไม่ชอบใจที่เห็นความผูกพันระหว่างวาทีกับคุณเต่า และด้วยความริษยานั้น เลยพาลเกลียดเจ้าหรั่งไปด้วย

เพื่อหนีภัยจากระเบิดลงพระนคร ครอบครัวของคุณเต่าจึงอพยพไปอยู่หัวเมืองชายทะเล ที่นั่น เจ้าหรั่งได้เพื่อนใหม่ชื่อลานุยต์ เป็นหมาฝรั่งสีดำปลอดไปทั้งตัว นอกจากนี้ยังมีแม่หมามาคลอดลูกแล้วทิ้งไว้ให้คุณเต่าเลี้ยงอีกหลายตัว เป็นครอบครัวใหม่ของบรรดาแก๊งสุนัขที่มีเจ้าหรั่งเป็นหัวโจก ลานุยต์มีเจ้านายชื่อ ‘นล’ และมีโอกาสรู้จักกับคุณเต่า คุณนล ชอบพอนิสัยแก่นแก้วร่าเริงของเธอมาก จนมารู้ภายหลังว่าพี่นลของคุณเต่า ก็คือ พระองค์เจ้าอนลนภจร ที่เสด็จลี้ภัยจากพระนครมาอาศัยอยู่ยังไร่ติดกันนี้เอง

ครอบครัวของศรา คือคุณวาทย์ เห็นว่าศราแวะเวียนมาหาคุณเต่าบ่อยครั้ง และชอบใจเด็กหญิงตัวน้อย เลยเอ่ยปากกับคุณชายพ่อของคุณเต่าว่าขอหมั้นหมายเด็กคู่นี้เอาไว้ก่อนโดยไม่ได้บอกคุณเต่า เพียงแต่การหมั้นหมายนั้นเป็นที่รู้กันว่าไม่ได้บังคับใจ ถ้าหากในอนาคต คุณเต่าเกิดชอบพอกับใครก็สามารถถอนหมั้นได้ ในขณะที่ศราเองก็เริ่มรู้สึกชอบพอคุณเต่า เมื่อเวลาผ่านไป จากเด็กหญิงหน้ากลมแป้นก็กลายเป็นสาวน้อยแสนสวยที่อ่อนหวานน่ารัก

เวลาที่ผ่านไปกว่าแปดปี บัดนี้เจ้าหรั่งหมาหนุ่มฉกรรจ์ ก็กลายเป็น ‘เจ้าหมาแก่’ ของคุณเต่าไปเสียแล้ว มันยังจงรักภักดีต่อนายหญิงของมันไม่เปลี่ยนแปร และจดจำ คำสัญญาที่คุณวาทีได้ฝากมันให้ช่วยดูแล ‘เด็กเก็บตก’ คนนี้ โดยไม่เคยลืม­­­­­ คุณเต่าชอบนำจดหมายที่คุณวาทีเขียนมาอ่านให้มันฟังอยู่บ่อยๆ ในจดหมายนั้น คุณวาทีจะถามถึงหมาน้อยที่ติดตามเจ้านายอย่างซื่อสัตย์ตัวนั้นอยู่เสมอ

 “คุณเต่าขอรับ

เดือนนี้ขอรายงานตัวว่าเป็นสุขสบายดี ไม่เจ็บไม่ไข้ การเรียนปกติ มรรยาทเรียบร้อย ไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ อาทิตย์ละหนเท่านั้นเอง ผู้ปกครองไม่ต้องห่วง กระผมห่วงแต่ผู้ปกครองกลัวจะไปยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่กลางถนน ศราบอกมาว่า คุณเป็นสุภาพสตรีรุ่นสาวโตเต็มที่แล้ว แต่ผมไม่เชื่อ เราไม่ได้พบกันเจ็ดแปดปีเท่านั้นนี่นา ผมยังไม่โตขึ้นเลย คุณจะโตไปได้อย่างไรในเวลาเท่าๆ กัน จริงไหมครับผม

เจ้าหรั่งผู้พิทักษ์คงสบายดีกระมัง ผมนึกสภาพของมันตอนแก่ไม่ออกเลยจนนิดเดียว เพราะตอนจากมามันเป็นลูกหมาตัวนิดเดียว แต่เมื่อศราเล่ามาว่ามันแก่หง่อมเหมือนๆ กับที่คุณเล่ามา ผมก็จำต้องเชื่อ เพราะมีพยานถึงสองปาก และได้ฝากอาหารกระป๋องสำหรับสุนัขมาให้มันและเพื่อนของมันด้วยแล้ว ให้มันกินน้ำเนื้อต้มข้นๆ กับผักต้มเละๆ และนมสดซื้อจากแขก ผมขอช่วยออกเงินในการนี้ครึ่งหนึ่ง เพราะไม่ต้องการให้คุณอดขนมจนผอมเพื่อใช้เงินในการเลี้ยงหมา อย่าเพ่อให้มันตายเสียก่อนผมกลับ ในอีกสามสี่เดือนข้างหน้านะขอรับ เกล้ากระผมคิดถึงมันเป็นอย่างยิ่ง…”

ทั้งเจ้าหรั่งและนายสาวของมันต่างก็เฝ้ารอคอยการกลับมาของเขา จนกระทั่ง ในเช้าวันหนึ่ง ระหว่างที่ไอ้หรั่งกับผองเพื่อนของมันกำลังนั่งเล่นกันอยู่นั้นเอง หมาตัวหนึ่งในกลุ่มก็ชูคอขึ้นหูตั้งชัน เหมือนรับรู้ถึงการมาของคนแปลกหน้า…

ผมหันไปบ้าง ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งด้วยความไม่แน่ใจ
บุรุษหนุ่มฉกรรจ์ผู้หนึ่งยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงขอบบ่อทราย เขาสูงขึ้น ใบหน้าเข้มขึ้น มิใช่หนุ่มน้อยหน้าอ่อนเยาว์ดังแต่ก่อนแล้ว แต่เขาเป็นหนุ่มเต็มตัวเลยทีเดียว สิ่งเดียวที่ผมจำได้เป็นแม่นมั่นก็คือดวงตาอันมีแววขี้เล่นช่างแหย่เย้า และใจดี… เขาคือคุณวาทีนั่นเอง!

และนั่นเอง ที่คุณวาที ได้พบกับเด็กเก็บตก นายตัวเล็กๆ ของเจ้าหรั่ง อีกครั้ง คราวนี้ เขารู้หัวใจตัวเองว่านอกจากความเอ็นดูสงสารต่อหนูน้อยคนนั้นแล้ว สิ่งที่เพิ่มพูนขึ้นมามากกว่านั้น ก็คือความรัก!
แต่อุปสรรคก็ผ่านเข้ามาทดสอบทั้งคู่อีกครั้ง เมื่อวาทีรู้ว่าคุณเต่าเป็นคู่หมั้นของศราน้องชายเขา ในขณะที่คุณเต่าเองก็ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเช่นกัน ความเข้าใจผิดทำให้วาทีต้องหักใจ หันไปทำดีกับคุณอารยา ในขณะที่คุณเต่าเอง ก็ไม่ต้องการเป็นน้องสะใภ้ของวาที ชายที่เธอรัก ดังนั้นเมื่อ ‘พี่อนล’ หรือ พระองค์เจ้าอนลนภจร เอ่ยปากขอเธอแต่งงาน คุณเต่าจึงตัดสินใจตอบรับคำขอนั้น!

ศราเห็นจดหมายที่พี่ชายเขียนติดต่อกับคุณเต่ามาโดยตลอด ทำให้เริ่มเข้าใจความรักของพี่วาที และคุณเต่าจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายถอยออกมาเสียเอง แต่ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว คุณเต่าตัดสินใจหมั้นหมายกับท่านอนล ก่อนที่ท่านจะเสด็จไปธุระที่ต่างประเทศ ในขณะที่วาทีอกหักจากหญิงสาวที่เขารักจนสุดหัวใจ จนต้องหลบหน้าหนีไปอเมริกา มีข่าวคราวว่าเขาควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เพื่อให้ลืมภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่เขารู้จักเมื่อแปดปีก่อนหน้านั้นนั่นเอง

เรื่อง : ชั่วชีวิตของผม
ผู้เขียน : ก.เจษฎาพงศ์
ปีที่พิมพ์ : 2510
สำนักพิมพ์ : รวมสาส์น

แต่แล้ว ท่านอนลก็ประสบอุบัติเหตุจนสิ้นพระชนม์ คุณเต่าตัดสินใจไว้ทุกข์ให้กับชายที่เธอไม่อาจมอบหัวใจรักให้ได้ ในท่ามกลางเวลาแห่งความโศกเศร้าที่ผ่านไปนับปี สำหรับเจ้าหรั่งแล้ว มันได้แต่รอคอยว่าเมื่อไรเจ้านายหนุ่มน้อย อดีตยุวชนทหารผู้สง่างามคนนั้นจะกลับมารับ ‘เด็กเก็บตก’ ของมันคืนไปเสียที บรรดาสหายสี่ขาของมันต่างจากไปกันหมดแล้ว เหลือแต่มัน เจ้าหรั่ง สุนัขชราที่กำลังรอวันตายและรำลึกถึงวันเวลาแห่งอดีตที่สวยงามของมันกับเจ้านายทั้งสองเท่านั้น…

ตราบจนกระทั่งพลบค่ำวันหนึ่ง เมื่อคุณเต่าผู้เศร้าสร้อยกลับมาที่บ้าน ด้วยสัญชาตญาณแม้ว่านัยน์ตาจะฝ้าฟางเต็มที แต่เจ้าหรั่งก็รับรู้ว่ามีใครบางคนแอบเดินตามเจ้านายสาวของมันมาโดยที่เธอเองไม่รู้ตัว

          ­เธอจรดหน้าผากกับจมูกชื้นๆ ของผม แต่ผมหลบหน้าหนี เพราะจะมองว่าใครตามมาข้างหลัง คุณเต่าไม่เข้าใจ เธอหัวเราะน้อยๆ เหมือนเมื่อยังเด็ก
          “ตาแก่แสนงอน โมโหหรือที่ถูกปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว แน่ะ! ข้าซื้อนมมาฝาก” เธอชูกระป๋องนมให้ดู ผมชะโงกหน้าหลบคุณเต่า ไปดู “เขา” ข้างหลัง “เขา”ยิ้มกับผมด้วยดวงตาเป็นประกาย ผมจำ “เขา” ได้แล้วล่ะครับ
          สิบสองปีแห่งการรอคอยไม่ผิดหวัง! ผมกำลังจะตายตาหลับ เพราะผู้ฝากได้กลับมารับ “ของฝาก”ของเขาคืนไปแล้ว
 

            “เจ้าหรั่ง ขอเด็กเก็บตกที่ฉันฝากไว้คืนเถอะนะ” เป็นเสียงห้าวที่คุ้นหู

          คุณเต่าเหลียวกลับไป พลันตกตะลึงเหมือนกับไม่แน่ใจ
          “ท้องฟ้า มหาสมุทร และแม่ธรณีเป็นพยาน วาทีลืมคุณไม่ลง!”
          คุณเต่ากะพริบตาถี่ๆ ทำอะไรไม่ถูกจนกระทั่งได้รับการโอบเอาไว้อย่างทะนุถนอม
          “คุณเต่าเล่า คิดถึงวาทีบ้างไหม?”
          คุณเต่าพยักหน้าน้อยๆ พูดอะไรไม่ออก ได้แต่สะอื้นอย่างน่าสงสาร
         “เราจะแต่งงานกันโดยเร็วที่สุด ช้ากว่าที่คาดไว้เกือบสองปี แต่ไม่เป็นไร ยิ่งช้าก็ยิ่งฝันถึงมาก ยิ่งฝันถึงมากก็ยิ่งรักมากขึ้น…”
          คุณวาที เชยคางยอดรักของเขาขึ้นแล้วก้มลงจุมพิตอย่างแสนเสน่หา

           ผมมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มใจ อยากให้บรรดาเพื่อนฝูงพรรคพวกทั้งหลายฟื้นขึ้นมาชมชื่นด้วยกันกับผมเหลือเกิน… เสียดายนักที่ไม่มีใครอายุยืนเท่าผม
       พอแล้ว สมปรารถนาแล้ว… ความหวังตลอดชั่วชีวิตของผม!!

ผมอ่านนวนิยายเรื่องนี้ด้วยความประทับใจ นอกเหนือจากการสะท้อนพฤติกรรมสัตว์อย่างผู้ที่เข้าใจและรักสัตว์เลี้ยงของคนเขียน ความโรแมนติกของเรื่อง ยังสะท้อนภาพเหตุการณ์ในยุคสงครามโลก และเกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ ในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี จนนึกเสียดายว่าน่าจะมีผู้นำเรื่องนี้มาพิมพ์ใหม่สักครั้ง เพื่อให้เพื่อนนักอ่านยุคนี้ ได้ซึมซับความประทับใจของสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ เฉกเช่นเจ้าหรั่งในนวนิยายเรื่องนี้…

 

หมายเหตุ : เรื่อง ชั่วชีวิตของผม นี้ ผมเคยเขียนไว้ในบล็อกแก๊งสามปอยหลวง เมื่อหลายปีก่อน และตัดสินใจนำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เพื่อนนักอ่านจากบรรณาภิรมย์ ได้ร่วมดื่มด่ำประทับใจ กับเรื่องราวความรัก ความผูกพันของ ทั้งพระเอก นางเอก และตัวเอก อย่างเจ้าหรั่ง เช่นเดียวกับที่ผมได้ประทับใจมาแล้วครับ

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่
Don`t copy text!