บ้านนา

บ้านนา

โดย : หมอกมุงเมือง

Loading

บรรณาภิรมย์ โดย หมอกมุงเมือง คอลัมน์ที่อ่านเอาขอมอบความรื่นรมย์ให้กับผู้อ่านด้วยภาพปกสวยๆ และเนื้อเรื่องในแบบต่างๆ ของนักเขียนชั้นครูที่เคยผ่านมือ ผ่านตาและผ่านใจ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงผลงานของนักเขียนแต่ละท่านให้พอหายคิดถึงแม้เวลาจะผ่านไปแล้วเนิ่นนาน ภาพและตัวอักษรจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในยุคของการอ่านออนไลน์

จากข้อมูลในหนังสือประวัตินักเขียนไทย ของหอสมุดแห่งชาติ กัลปังหา เป็นอีกนามปากกาหนึ่ง ของ เอื้อม รุจิดิษฐ์ เจ้าของนามปากกา สาลิกา ดาวประกาย และ อ.ร.ด. ที่ผมเคยเขียนถึง จากเรื่อง “เกลียดผู้หญิง” ในคอลัมน์บรรณาภิรมย์ ไปก่อนหน้าแล้วนั่นเอง

อ.ร.ด. เป็นนามปากกาสำหรับการเขียนเรื่องแนวหัสคดี หรือคอมเมดี้ ขณะที่ดาวประกาย สำหรับเขียนเรื่องอิงประวัติศาสตร์ อย่าง พระเจ้าเสือ และ สาลิกา สำหรับการเขียนนวนิยายแนวชีวิตรักทั่วไป สำหรับ กัลปังหา ในการเขียนบ้านนา เรื่องนี้ ผมพบว่าเคยตีพิมพ์ในนิตยสารแสนสุข ในช่วงปี พ.ศ. 2495 ก่อนนำมารวมเล่มเพียงครั้งแรกและครั้งเดียว นับเป็นนวนิยายสะท้อนชีวิตมนุษย์ เข้มข้นสะเทือนใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว โดยใช้ฉาก อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เป็นฉากหลังของนิยายเรื่องนี้

เรื่องราวของ บ้านนา บอกเล่าผ่านชีวิตของ จ่าคุ้ม อิทธิเดช อดีตนายตำรวจ และมารับหน้าที่นายกองนาซึ่งมีหน้าที่ควบคุมผลประโยชน์ และเก็บค่าเช่านา นับพันไร่ ในแถบชนบท บ้านนา แห่งนั้น จ่าคุ้ม อายุสามสิบหกปี รูปร่างบึกบึน ใจคอเหี้ยมหาญ และมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาจาก งานเหล่านี้ เขากังไม่มีภรรยาออกหน้าออกตา แต่มีหญิงสาวที่ถูกส่งมาขัดดอก จากบิดามารดา ที่ติดค้างหนี้ อยู่หลายคน

จนกระทั่งมาถึง เด็กสาววัยแรกรุ่นชื่อน้อย น้อยเป็นลูกสาว นายลุงหว้า ชาวนาฐานะยากจน ลูกหนี้ของคุ้ม และมีคนรักอยู่แล้ว ชื่อครูครอบ แต่ก็จำต้องมาอยู่กินเป็นเมียทาสของจ่าคุ้ม จนมีลูกชายด้วยกันคนหนึ่ง คือ คำนึง แต่ จ่าคุ้มก็หาได้รักใคร่ยกย่อง น้อยและลูกชายไม่ ยังเลี้ยงดูแค่ตามมีตามเกิดเท่านั้น

ภายหลัง เมื่อเขาเดินทางมาพบสหายที่พระนคร จึงเกิดถูกใจ พิมพา สาวสวยหลานของขุนโชติ จึงขอหล่อนแต่งงาน และพามาอยู่ที่ บ้านนาแห่งนี้ด้วยกัน โดยไม่รู้เลยว่า พิมพา เอง ก็รักอยู่กับ โรจน์ หรือบุญโรจน์ รัตนคุปต์ เด็กหนุ่มในวัยเดียวกันมาก่อน

พิมพา มาอยู่บ้านหลังงามของจ่าคุ้ม และมีลูกด้วยกันสองคน คือ คำรบและเครือพันธุ์ เด็กสองคนถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ตรงข้ามกับคำนึง ซ้ำยังได้รับการปฏิบัติไม่ต่างกับเป็นเพียงเด็กรับใช้ในบ้าน ซึ่งสร้างปมให้กับเด็กชายตัวน้อยมาตั้งแต่เด็ก คำรบและเครือพันธุ์ถูกส่งไปเรียนโรงเรียนดี ๆ และไปอยู่พระนคร ขณะที่คำนึงเรียนโรงเรียนวัดแถวบ้าน ในที่สุด เด็กชายก็ได้คบค้าสมาคมกับบรรดา เด็กอันธพาล และนักเลงหัวไม้ ต่าง ๆ ยิ่งทำให้ จ่าคุ้มเกลียดชังมากยิ่งขึ้น

พิมพาได้พบกับ บุญโรจน์ อีกครั้ง เขามาเป็นปลัดอำเภอที่บ้านนาแห่งนี้ ทำให้ทั้งสองมีโอกาสปรับความเข้าใจและรื้อฟื้นความหลังต่อกัน ข่าวการพบปะเที่ยวเตร่ รู้ไปถึงหูจ่าคุ้ม แต่ด้วยน้ำใจลูกผู้ชาย เขาตัดสินใจ ยอมคืนอิสรภาพ ให้กับ พิมพา เมื่อรู้ว่า หล่อนรัก บุญโรจน์ และทั้งสองคนก็ออกไปใช้ชีวิตร่วมกัน เมื่อ บุญโรจน์ได้ย้ายไปเป็นปลัดอำเภอที่ยะลา

คำรบ และเครือพันธุ์ประสบความสำเร็จในการเรียน และชีวิตอันงดงาม คำรบสืบต่อเจตนารมณ์ของจ่าคุ้มเมื่อสอบเข้าเรียนตำรวจ และจบมาเป็นนายตำรวจมือปราบ ขณะที่ คำนึงพี่ชายต่างแม่ กลายเป็นคนสำมะเลเทเมา ใช้ชีวิตอย่างนักเลงบ้านนา มีเพียง ช้อย เด็กสาวที่เคยเป็นเพื่อนคำนึงมาแต่เด็ก ที่เข้าใจตัวตนอันดีงามของคำนึงที่ปิดซ่อนเอาไว้ ด้วยความเจ็บช้ำและเกลียดชัง แต่หาก จ่าคุ้มผู้พ่อ หาได้มองเห็นไม่

ชีวิตพิมพา ภายหลังแต่งงานกับ ปลัดบุญโรจน์ และย้ายไปอยู่ยะลา แทนที่จะสุขสมปรารถนา กลับตรงกันข้าม การมีผลประโยชน์เข้ามา ทำให้ บุญโรจน์คอร์รัปชัน สุดท้ายถูกจับได้และให้ออกจากราชการ แต่เขาก็ยังทำธุรกิจสีเทากับบรรดาพ่อค้าชายแดนในแถบนั้น สร้างความอึดอัดให้กับพิมพา จนในที่สุด หล่อนก็ไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับเขาได้อีกต่อไป พิมพา กลับมาพระนคร

ภายหลังเลิกรากับพิมพา จ่าคุ้มแต่งงานใหม่ กับสุนี เด็กสาวลูก เสี่ยกิมเส็ง ผู้มั่งคั่ง และหวังผลประโยชน์จากอิทธิพลจ่าคุ้ม แต่เขาก็รู้ทัน ไม่ได้มอบอำนาจใดๆ แก่ภรรยาใหม่ แม้แต่จะพา พี่ชายตัวเอง อย่างนายหยง เข้ามาช่วยดูแลกิจการเก็บค่าเช่านา ของ จ่าคุ้มก็ตาม

นายหยงไม่ชอบหน้าคำนึง และหาเรื่องตลอดมา จนกระทั่งถึงจุดสำคัญ เมื่อ เผชิญหน้ากับครูครอบ และถากถางอีกฝ่ายต่อหน้าคำนึง ว่า น้อยเป็นเมียของครูครอบมาก่อน จนกระทั่งมีลูกกับครูครอบก็คือคำนึงนั่นเอง และทำให้จ่าคุ้มไม่เคยยอมรับคำนึงว่าเป็นสายเลือดของตัวเอง นอกจากนั้นยังลามปามไปถึงพิมพา และลูกๆ ของเธอ อีกด้วย

เหมือนจี้ปมถูกจุด ทำให้ คำนึงไม่อาจห้ามใจ เขาและพรรคพวกเข้าทำร้ายนายหยง จนเสียชีวิต และตัดสินใจหนีคดี จากนั้น ชีวิตของ “เสือคำนึง” ก็เริ่มต้นขึ้น เพื่อปล้นชิงทรัพย์จากคนรวยที่ได้เงินมาจากความยากลำบากของชาวนา และนำไปช่วยเหลือชาวนาที่ต้องติดหนี้สินต่าง ๆ อย่างยากลำบาก

และแล้วการเผชิญหน้ากันของสองพี่น้อง จึงเกิดขึ้น เมื่อร้อยตำรวจโท คำรบ อิทธิเดช ลูกชายจ่าคุ้มได้รับมอบหมายให้นำทีมตำรวจ บุกไล่ล่าเสือคำนึง เขาหนีไปซ่อนตัวในกระท่อมกลางนา ถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส แต่ก็สู้ยิบตา จนตำรวจเองได้แต่ล้อมเอาไว้ มีเพียง จ่าคุ้มที่ตัดสินใจ เข้าไปพบเสือคำนึง ลูกที่เขาไม่เคยยอมรับว่าเป็นลูกมาก่อนในชีวิต

“ฉันฆ่าเสี่ยหยง เพราะเขาลบหลู่เหยียบย่ำพ่อและแม่พิมพา ใครทำให้ฉันเกิด ฉันรักและนับถือคนนั้นอย่างพ่อ ถึงแม่พิมพาแม้ว่าจะเป็นแม่เลี้ยง ฉันก็รักและนับถืออย่างแม่”

จ่าคุ้มก้มลงมองหน้าลูกชาย

“แต่… ตั้งแต่เล็กจนโตมา ไอ้นึง ไม่เคยมีใครปรานีและให้อยู่อย่างลูกขี้ข้า” เสือสะอื้นและน้ำตาคลออยู่ในเบ้า

“มันรักพ่อ เพราะเป็นพ่อบังเกิดเกล้า มันมีเลือดเนื้อของพ่อ แต่ทำไมจึงไม่มีสิทธิ์และความชอบธรรมที่จะเป็นลูกของพ่อเหมือนคนอื่น ฉันสงสารแม่น้อย เพราะแม่แกต้องทุกข์ยากลำบากเพราะฉัน และได้รับความอยุติธรรมมาตลอดชีวิต”

จ่าคุ้มนิ่ง เขามองดูหน้าลูกชายซึ่งมีอาการสะอึก

“ใครก็อยากทำดี แต่ไม่มีความดีให้มันทำ มันก็ต้องไปเป็นโจร…”

….

“อีกอย่างหนึ่ง ฉันขอถามพ่อ พ่อยังคิดว่าฉันเป็นลูกชู้ ไม่ใช่ลูกพ่ออีกหรือเปล่า?”  จ่าคุ้มสั่นหน้า

“เอ็งเป็นลูกของพ่อ เลือดของพ่อโดยตรง คำนึง

เขาเห็นไอ้เสือยิ้มด้วยดวงตา มันพยายามยกมือขึ้นประนมเหนือเศียรเกล้า นัยน์ตาขุ่นมัว จ้องหน้าบุรุษที่เป็นพ่อมัน แต่มือทั้งสองยังไม่ทันพนมบรรจบกัน ก็หล่นผล็อย สะอึกครั้งสุดท้ายแล้วก็สิ้นใจในวงแขนพ่อนั่นเอง

มันคือโอกาสที่พ่อลูกจะได้พูดคุยกันเป็นครั้งสุดท้าย และคำนึงก็เสียชีวิตลงในอ้อมแขนของบิดาตัวเอง ที่ยอมรับแล้วว่าเขาคือลูก!

น้อยเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น หญิงผู้เป็นมารดาเสือคำนึงตัดสินใจไปบวชชีตลอดชีวิต

  

เรื่อง : บ้านนา

ผู้เขียน : กัลปังหา

สำนักพิมพ์ : แสนสุข

ปีที่พิมพ์ : 2495

เล่มเดียวจบ

จากส่วนหนึ่งของคำนำผู้เขียน ทำให้ทราบว่า เรื่องนี้ ลงพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารแสนสุขวันอาทิตย์ ก่อนนำมารวมเล่ม และมีเสียงตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี

“บ้านนา” ออกจะเป็นเรื่องที่เหี้ยมเกรียมไปหน่อย ตามจดหมายของท่านผู้อ่านที่เขียนมาว่า คนดี ๆ ในเรื่องนี้ต้องประสบกับชะตากรรมจนไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ ทั้งนี้ ข้าพเจ้าต้องขอน้อมรับคำตำหนิไว้ด้วยคำขอบคุณ…

ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ เพราะว่า ปู่ย่าตาทวดและบรรพบุรุษของข้าพเจ้าก็เคยเป็นชาวนามาก่อน ย่อมได้เห็นความทุกข์ยากลำบากของชาวกสิกรอันเป็นกระดูกสันหลังของชาติด้วยกันดี การที่เขียนเรื่องนี้ ก็มิได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น นอกจากเพื่อความเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะชาวนาไทย ไม่แต่เฉพาะจะกล่าวได้ว่า เป็นผู้เลี้ยงชาติไทยเท่านั้น แต่ได้ชื่อว่า เป็นผู้เลี้ยงโลกด้วย…

สำหรับนิยายเรื่องนี้ นอกเหนือจากความบันเทิงของนิยายแล้ว ยังเป็นเรื่องราวสะท้อนชีวิตชาวนา ในยุคก่อนที่ต้องผจญกับปัญหาการกดขี่จากนายทุน ที่มาในรูปนายกองนา ความยากลำบากจนต้องนำลูกหลานมาขัดดอก เช่นเดียวกับชีวิตของ น้อย และผู้หญิงคนอื่นๆ รวมถึงการเขียนบรรยายถึงสภาพชีวิตบ้านนา ซึ่งมีทั้งภาพความสวยงามด้วยธรรมชาติ ชีวิต และความแร้นแค้นไปพร้อมกัน

 

 

 

Don`t copy text!